ทำไมท่านมองข้าแบบนั้น

“แกกำลังทำให้ที่นี่สุ่มเสี่ยง!!! ทำไมถึงใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายเข้ามาใกล้ที่นี่!!!”

ชายร่างใหญ่ก้าวเดินมาข้างหน้าเรื่อย ๆ จนเกือบจะแนบชิดกับเชียร์ ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงการหาเรื่องในครั้งนี้ มันไม่ใช่เพราะการกระทำที่ถูกกล่าวหา

“ขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมก็ลงมาให้ตรวจสอบก่อนจะบินผ่าน ไม่รู้จริง ๆ ครับว่ามีกฎแบบนั้น”

“แกกำลังขัดขวางเจ้าหน้าที่งั้นเหรอ!!!”

“ที่นี่เป็นเมืองหน้าด่าน พื้นที่ชั้นแรกที่ใช้ในการคัดกรองผู้คน ถ้าหากว่าคนหมู่มากหรือที่นี่ได้รับความเสียหาย ภายในอาณาจักรทั้งหมดจะไม่สงบ!!!”

เชียร์ยังคงไม่เข้าใจ ก่อนจะจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่เริ่มเปลี่ยนแปลง

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมเหรอครับ ? ความผิดของผมคืออะไร ช่วยชี้แจงตรง ๆ ได้ไหมครับ”

“หน็อย!!!! ตั้งขบวน!!!”

“ชายผู้นี้มีความผิด!!! โทษฐานขัดความการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน้าด่าน ก่อกวน!!! และสร้างความไม่สงบ!!!!”

“ข้า! บาร์รอน!!! หัวหน้าผู้ตรวจการเมืองหน้าด่าน!!! ขอจับกุมชายคนนี้!!!”

ผู้คนแตกต่างในทันที ชายร่างใหญ่จำนวนมากเริ่มเดินเข้าหา ตั้งเป็นวงล้อม ก่อนจะถือหอกทิ่มแทงมาทางร่างกายของเชียร์

ปลายหอกจ่อประชิดใกล้ถึงภายในชุด แม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร แต่ถ้าหากเป็นผู้อื่นล่ะ ? ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะตายเพียงเพราะโดนกล่าวหาเลยเหรอ…

“ขออภัยนะครับท่านบาร์รอน อาจจะมีเรื่องเข้าใจผิด เขายังหนุ่ม อาจจะเป็นไปได้ที่ไม่รู้กฎระเบียบหรือสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เขาอาจจะแค่เร่งรีบเฉย ๆ ก็ได้นะครับ”

“เจ้าเป็นใคร ?”

“กระผมเป็นเพียงนักรบจากเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่อีกฟากของทุ่งสังหาร”ลีโอพูดขึ้น

“หื้ม…อีกฟาก…”

บาร์รอนจ้องมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ผู้แข็งแกร่งย้อมมองถึงแก่นแท้ของพวกเดียวกัน และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็มีความแข็งแกร่งไม่ต่างกับตนเอง

“แม้เจ้าจะออกปากรับหน้า แต่มันก็ทำผิดจริง แถมเรื่องราวก็เกินกว่าที่จะแก้ไข ไม่เพียงไม่ยอมรับ แต่ยังทำให้การตรวจการของข้าล่าช้า”

“ที่เสียเวลามันก็ผมด้วยไม่ใช่เหรอ ?”เชียร์พูดขึ้น

“ผมก็ได้บอกไปแล้ว และถ้าคิดจะทำผิดจริง บินผ่านไปเลยไม่ง่ายกว่าเหรอ ?”

“สิ่งที่ผมทำ ก็บ่งบอกเจตนาได้เป็นอย่างดี”

“แต่คุณเล่นคิดเองเออเองแบบนี้ จะมีที่นี่ไปทำไม ?”

“ผมบินหนีไปเลยก็ได้ไม่ใช่เหรอ ? ทำไมผมยังยืนอยู่ที่นี่”

กร๊อด!!!

เสียงขบกรามดังลั่น แม้กระทั่งทหารใกล้เคียงยังเริ่มถอยหนี

ใบหน้าที่บิดเบี้ยวราวกับปีศาจ ดำทะมึน และดุร้ายราวกับกระทิงป่าที่หิวกระหาย

“ได้… เจ้าจะบอกว่าข้าเป็นฝ่ายผิดสินะ”

“เปล่าเลย มันเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดที่เล็กน้อยมาก คุณทำตามหน้าที่”

“ส่วนผมที่ไม่เข้าใจกฎก็มีความผิดจริง ๆ ผมขอโทษครับ”

“แต่ว่า… ผมก็ได้ลงมาที่นี่เพื่อรับการตรวจก่อนเข้าเมือง ไม่ได้คิดที่จะหนีหายไปไหน อย่างที่บอก ถ้าผมคิดที่จะข้ามไปจริง ๆ ผมคงทำไปแล้ว”

เชียร์ยังคงยืนยันคำเดิม และมันก็สมเหตุสมผลไม่น้อยเลย เขาผิดเพียงเพราะเกือบจะทำผิดกฎ ? นั้นก็แปลว่าเขาไม่ได้กระทำผิดจริง

แล้วอีกฝ่ายก็เข้ามาหาเขาเพียงเพราะจะกล่าวโทษว่าเขาเกือบจะกระทำความผิด การโต้เถียงของเชียร์จึงเกิดขึ้น และนั้นก็ทำให้เกิดความล่าชักต่อทั้งสองฝ่าย

“ผมขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้ท่านนั้นเสียเวลา แต่ทว่า…”

“ถ้าผมไม่พูดออกไป ผมก็จะมีความผิดและถูกจับกุม นั้นคงไม่ยุติธรรมสำหรับผม”

ปั้ง!!!

ขวานที่ด้านหลังถูกวางลงกระแทกกับพื้นดินจนเกิดการสั่น ทหารรอบข้างตั้งท่า ก่อนจะเดินถอยกลับหลังไปยืนห่างเป็นวงล้อม

“ยุติธรรมสินะ…”

“ได้สิ”

“มีแต่เพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับมัน และสามารถกำหนดมันได้”

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มถอดชุดและเสื้อออกจนเผยให้เห็นมัดกล้าม เชียร์จึงจ้องหน้าอีกฝ่าย เขาทำได้เพียงถอนหายใจออกมา

“ข้าจะให้เจ้าได้ประลอง ไม่สิ… คงจะเป็นการเอาเปรียบจนเกินไป”

“ข้าจะให้เจ้าโจมตีข้า 3 ครั้ง ถ้าหากว่าเจ้าทำให้ข้าถอยหลังได้แม้แต่ก้าวเดียว”

“ข้าขอใช้ชื่อเป็นประกัน ว่าเจ้าจะไร้ซึ่งความผิดใด ๆ ที่ก่อเอาไว้”

‘นั้นสินะ… จะยังไงก็มองคนอื่นมีความผิดไปแล้ว และคงจะไม่ยอมรับว่าตัวเองมีความผิด เฮ้อ…’เชียร์คิดในใจ

“ไม่ล่ะครับ ผมไม่ชอบทำร้ายใคร”

“หื้ม ? ลูกผู้ชายไม่ควรตาขาว”

“เปล่าเลยครับ”

“ผมจะให้ท่านโจมตี 3 ครั้งแทน”

“ถ้าหากว่าท่านโจมตีครบ 3 ครั้งแล้วผมไม่ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ต้องจบลง”

“555555”

เสียงหัวเราะที่น่าเกียจน่ากลัวดังขึ้นมาไม่หยุด มันดังลั่นเข้าไปถึงแม้แต่ภายในกำแพงเมือง แม้กระทั่งทหารที่เฝ้าเวรยามอยู่เบื้องบนยังได้ยิน

“กล้ามาก!!! ดูหมิ่นข้าไม่รู้จบ!!!”

“ได้”

ปึ้ง!

บาร์รอนตั้งขวานขึ้นมา มันดูอันตรายไม่น้อยเลย

“ข้าจะโจมตีเจ้า ถ้าเจ้ารอดหนึ่งครั้ง ข้าจะหยุดเรื่องราวในครั้งนี้”

“ถ้าเจ้ารอดในสองการโจมตี ข้าจะกล่าวขอโทษเจ้าเป็นการส่วนตัว”

“และถ้าเจ้ารอดได้ถึงสามการโจมตีดั่งที่ปากเจ้าลั่นวาจาเอาไว้”

“ข้าจะคุกเข่าขอขมาต่อเจ้า โดยก้มหัว 3 ครั้งต่อหน้าทุก ๆ คนที่นี่!!!”

และเมื่อพูดจบ บาร์รอนยกขวานที่มีความยาวมากกว่า 2 เมตร หนาใหญ่ และมีน้ำหนักเข้าไปเกือบ 200 กิโล

บาร์รอนยกมันด้วยแขนเพียงข้างเดียวเท่านั้น

ย๊าก!!!!!!!!

ฟูบ!

ตู้ม!!!!

คลื่นลมกระแทกออก แม้กระทั่งผู้ที่ยืนอยู่ยังคงโซเซจากแรงกระแทก

ขวานห่างจากใบหน้าของเชียร์เพียงไม่กี่เซนเท่านั้น และเขาไม่คิดที่จะหลบหลีกหรือเคลื่อนไหวอะไรใด ๆ เลย ไม่มีแม้แต่การกะพริบตากับสิ่งที่เกิดขึ้น

“หึ! ไม่รู้ว่าเจ้ามองออกหรือมันรวดเร็วเกินไปจนหลบหนีไม่ทัน”

“แต่นับว่าใจกล้าดี!!!”

“ลองรับเข้าไปสักครั้งหน่อยจะเป็นไง!!!”

สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้อีกฝ่ายโมโหเข้าไปอีก เขาที่คิดจะเหยียดหยามอีกฝ่าย ทำให้หวาดกลัวทั้ง ๆ ที่ไม่ได้โจมตีออกไป กลับโดยตอกหน้ากลับด้วยท่าทางไม่สนใจเช่นนี้ จ้องหน้าเขาไม่วางตาแม้แต่วิเดียว

บาร์รอนดึงขวานกลับมาก่อนจะหมุนตัว 2 ครั้งแล้วเหวี่ยงท่อนแขน ตั้งขาสองข้างมั่นคง โดยมีระยะห่างกันไม่มากนัก พื้นดินเกิดการสั่น คมขวานเริ่มเหวี่ยงมาทางช่วงกลางลำตัวของเชียร์

และครั้งนี้ไม่ใช่การโจมตีหลอก ๆ แบบครั้งก่อนหน้าอีกแล้ว

เพล๊ง!!!

เสียงการปะทะดังขึ้น

ราวกับคมขวานได้ชนกับโลหะที่มีความแข็งไม่ต่างกัน ทั้ง ๆ ที่มันถูกสร้างขึ้นมาจากแร่เหล็กบนเทือกเขาหินผา หล่อหลอมโดยใช้ลาวาอุณภูมิสูง เคลือบด้วยผงอัญมณีสีขาวดำ

แต่ทว่า…

บาร์รอนกระเด็นถอยหลังกลับไปยังจุดเดิมที่เขายืนอยู่

เชียร์ยังคงยืนอยู่กับที่ของเขา ไม่ได้ขยับไปไหน

“ขออภัย~ ขออภัย~”

“ข้าไม่คิดว่าหัวหน้าผู้ตรวจการแบบท่านจะกระทำเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติเช่นนี้หรอกนะ ทำร้ายผู้ที่ต้องการจะเข้าเมืองของท่าน”

“ท่านจะรับผิดชอบไหวเหรอ ? ถ้าหากว่าเขาเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์จากต่างแดน ?”

“เสื้อผ้าปิดคุมร่างกายอาจมอซอธรรมดา แต่เนื้อไหนกลับมีค่ากว่าทองคำ”

“พลังกล้าแกร่ง ไม่หวาดกลัว”

“เหาะเหินเดินอากาศได้”

“คนธรรมดาที่ไหนจะทำได้เช่นนั้น ?”

เสียงปริศนาดังขึ้น เขาคือคนที่ขัดขวางการโจมตีของบาร์รอน

มื้อไม้ของชายร่างยักษ์ยังคงสั่นเทาไม่ยอมหยุด มีเพียงข้างที่ถือขวานเท่านั้นที่เกร็งสู้ จนกลบเกลื่อนอาการที่เกิดขึ้น

“นายน้อยพรรคกระยาจก…”

“ตัวข้าไม่คิดว่าเราเคยมีเรื่องบาดหมางกัน”

“เรื่องบาดหมาง ? ข้าก็ไม่ได้บอกว่ามีนิ ”

เชียร์หันไปมองอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้กับเขา และเมื่อเป็นเช่นนั้น นายน้อยคนดังกล่าวก็ก้าวเดินออกมาจากกลางแถว เผชิญหน้ากับหัวหน้าผู้คุมบาร์รอน

เขาเป็นเพียงชายร่างเล็กที่แสนจะบอบบาง ผิวขาวเนียนสวยใสราวกับอิทสตรี ผมยาวดกดำแต่เลอะเถอะรุงรังเต็ฒไปด้วยใบไม้ใบหญ้า แต่งกายด้วยชุดที่แปลกประหลาด ราวกับผ้าพื้นล่างมาห่อตัวไว้ ไร้ซึ่งรองเท้าสวมใส่

ด้านข้างพกน้ำเต้าแปลก ๆ ในมือถือไม้ไม้สีเขียว

‘แต่งตัวได้แปลกประหลาด แต่ร่างกายก็แข็งแกร่งไม่เบาเลย นายน้อยพรรคกระยาจกสินะ ? น่าสนใจจริง ๆ ’

สายตาของเชียร์น่ากลัวจนเหล่าแมลงและเซเลสตัวสั่น มันคือสายตาก่อนที่เขาจะจับพวกมันย่อส่วนแล้วกักขังเอาไว้ในที่ที่ต้องการ

จะเป็นยังไงถ้านายน้อยคนนี้น่าสนใจจนเชียร์ทำแบบนั้น ?

“ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า ? สายตาแบบนั้นมัน… ไม่ได้คิดจะกินข้าใช่ไหม ?”นายน้อยพรรคกล่าวออกไป

“ไม่เลย ผมแค่คิดว่าคุณดูน่าสนใจดี”

“งะ-งั้นเหรอ…”

ทั้ง 7 คนที่อยู่กลุ่มของลีโอรู้สึกผิดปกติในทันที มันคือสายตาที่เขาจ้องมองตะขาบยักษ์ก่อนจะจับมันศึกษาทั้งตัว

พวกเขาต่างกลืนน้ำลายลงคอ หวาดกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้น

นายน้อยพรรคกระยาจกงั้นเหรอ ? แข็งแกร่งงั้นเหรอ ? แล้วจะเป็นยังไงถ้าทั้งสองปะทะกันแล้วนายน้อยพ่ายแพ้ ?

ตอนก่อน

จบบทที่ ทำไมท่านมองข้าแบบนั้น

ตอนถัดไป