สำเร็จสินะ

ผลอัสนี9สวรรค์ เป็นผลไม้ที่ท้าทายฟ้าดินเป็นอย่างมาก

มันมีสรรพคุณที่ช่วยในการก่อร่างอัสนีอันทรงพลังมากมายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น ร่างอัสนีสวรรค์ ที่ช่วยให้ร่างกายเปรียบเสมือนสายฟ้า ไม่ถูกอัสนีธาตุควบคุม ว่องไวราวกับทัณฑ์สวรรค์

หรือจะเป็น ร่างมหาอัสนี ที่สามารถควบคุมอัสนีบาทได้ตามใจนึก และยังช่วยเร่งการบ่มเพาะให้เร็วขึ้นเกือบเท่าตัว

แต่สำหรับลั่วเจิ้ง เขาไม่ได้สนใจร่างทั้ง2เลย

เพราะร่างอัสนีทั้ง2 นั้นไม่เหมาะกับเขาและมันยังอยู่ในระดับกลาง

ที่เขาต้องการ มันต้องเป็นร่างอัสนีระดับสูง เช่นร่างอัสนีไร้ขอบเขต หรือร่างอัสนีม่วง ในตำนานอยู่แล้ว

ผลอัสนีผลสุดท้ายค่อยๆถูกลั่วเจิ้งเก็บและกินอย่างช้าๆ

เมื่อเขากินผลอัสนี9สวรรค์ทั้งหมด ร่างของเขาก็มีสายฟ้าแลบตามตัว

สายฟ้าเหล่านี้ทำให้ผิวหนังของลั่วเจิ้งราวกับมีมดนับหมื่นค่อยกัดอยู่ทั่วร่าง

ความรู้สึกของการที่มีมดนับหมื่นค่อยกัดนั้น เป็นอะไรที่ทรมานเป็นอย่างมาก

ร่างของลั่วเจิ้งล้มลง เขากลิ้งไปกลิ้งมาอย่างทุรนทุราย

“อึก!!”เส้นเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นหลังผ่านไปไม่ถึง10นาที

ความทรมานนี้กินเวลาเกือบ30นาที ก่อนมันจะหยุดลง

เมื่อผิวหนังของเขาไม่รู้สึกเจ็บแล้ว ลั่วเจิ้งก็ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง

“เจ็บเป็นบ้าเลย!!”เขาครวญครางออกมา ก่อนจะจับไปยังหน้าท้อง

ลั่วเจิ้งเบิกตากว้าง “มันยังไม่จบอีกรึ?”เขาบ่นออกมา พร้อมกับกัดริมฝีปาก

ในตอนนี้มันไม่ใช่ผิวหนังของเขาที่เจ็บแต่มันเป็นกระดูกต่างหาก

กระดูกของเขาราวกับมีกรดจำนวนมากเทลงมา มันเจ็บปวดกว่าตอนที่มีมดนับหมื่นกัดถึง3เท่า

“อ๊าก!!!”เสียงร้องของลั่วเจิ้งดังกึกก้องไปทั่วภูผาอัสนี

ดวงตาของเขาปรากฏอัสนีทุกครั้งที่ส่งเสียงร้องออกมา

10นาทีต่อมา รอบตัวของลั่วเจิ้งรายล้อมไปด้วยเส้นสายอัสนีบาท และมีหลุมปรากฏขึ้น

เมื่อผ่านไปได้1ชั่วโมง ความเจ็บปวดทั้งหมดก็หายไป

“ในที่สุดก็จบ..”สติของลั่วเจิ้งเลือนลาง ก่อนจะสลบไป

เหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้ผู้เฒ่าในแหวนรู้สึกเป็นกังวล

แม้เขาจะกังวล แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้

ทำได้เพียงภาวนาและคอยดูอยู่ห่างๆเท่านั้น

.....

สายตาของลั่วเจิ้งค่อยๆกระตุก ร่างของเขาเริ่มขยับอย่างช้าๆ

เมื่อร่างของลั่วเจิ้งขยับ สายอัสนีบาทรอบๆภูผาอัสนีก็รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ราวกับมันกำลังแสดงความยินดีต่อการกำเนิดขึ้นของบางสิ่ง

ความรุนแรงนี้แผ่กระจายไปทั่วรัศมี1ล้านลี้

จากเดิมที่อยู่แค่บริเวณไม่กี่ลี้ กลับกลายเป็น1ล้านลี้

และสายอัสนีที่ผ่าลงมา ยังมีความสูงจนแม้แต่สายตาของผู้บ่มเพาะทั่วไปก็มิอาจมองเห็น

ผู้บ่มเพาะของหลายสิบเมืองที่อยู่ใกล้ๆภูผาอัสนีต่างมองไปยังสายอัสนีบาทด้วยสีหน้าหวาดกลัว

ด้วยการผ่าลงมาเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังของมันก็กวาดไปทั่ว

ต้นไม้ใบหญ้า ภูเขาสูงชัน หมู่เมฆ อากาศ สิ่งเหล่านี้ในบริเวณสายอัสนีต่างหายไปจนหมด

ผู้บ่มเพาะที่สัมผัสกับคลื่นอัสนี ต่างพากันบาดเจ็บ

ไม่เว้นแม้แต่มหาอำนาจที่ปกครอบเมือง พวกเขาก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

และอาการบาดเจ็บนี้เรียกได้ว่าสาหัสเลยทีเดียว

เปรี๊ยง!!

สายอัสนีผ่าลงมา12ครั้ง ก่อนมันจะสลายหายไป

เมื่อสายอัสนีหายไป ความพินาศที่มันทิ้งไว้ก็ถูกบันทึกใว้ในหน้าประวัติศาสตร์ทันที

แต่แม้อัสนีบาทจะหายไปแล้ว ความหวาดกลัวต่อมันก็ยังมิหายไป

หลังจากผ่านไปได้ไม่นาน ลั่วเจิ้งก็ลืมตาขึ้นมา

ความเหนื่อยล้ามากมายถาโถม เม็ดเหงื่อจำนวนมากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

พร้อมกับสายฟ้าที่แลบผ่านร่างกายเป็นช่วงๆ

ลั่วเจิ้งจ้องมองไปยังสายฟ้าที่มาๆหายๆ ด้วยสีหน้ายินดี“สำเร็จสินะ”

เขาแบมือ ก่อนจะเพ่งสมาธิไปยังฝ่ามือของตน

สายฟ้าจำนวนเล็กน้อยค่อยๆก่อตัวขึ้น และหมุนวนรอบๆฝ่ามือของเขา

เมื่อเห็นสายฟ้า ความยินดีก็มีมากขึ้น

“แม้ข้าจะไม่รู้ว่าได้ร่างอัสนีอะไรมา แต่ตามความคิดของข้า อัสนีรอบๆภูผาอัสนีมิอาจทำอะไรข้าได้แล้ว”

ความมั่นใจของลั่วเจิ้ง เกือบจะถึง100เปอร์เซ็นเลยที่เดียว

เขาหันมองไปทางต้นอัสนี9สวรรค์ “ถึงข้าจะอยากเอากลับไปด้วย แต่ก่อนจะถึงมันคงเหี่ยวเฉาเป็นแน่แท้ คงต้องรอให้บรรลุระดับจองจำแล้วค่อยมาเอามันกลับไปให้ตระกูลเพื่อให้คนในตระกูลมีร่างอัสนีมากขึ้น”นี้คือความคิดของลั่วเจิ้ง หลังจากที่เขาได้สัมผัสกับผลอัสนี9สวรรค์

แม้ตระกูลของเขาจะมีต้นอัสนี5สวรรค์ แต่มันก็ไม่สามารถใช้เพื่อบ่มเพาะร่างอัสนีให้กำเนิดขึ้นมาได้

อัตราการเกิดร่างอัสนีจากต้นอัสนี5สวรรค์นั้นมีเพียง1ใน100,000

ซึ่งตัวเลขนี้เป็นอะไรที่ทำให้ทุกคนในตระกูลหดหู่มาก

ส่วนต้นอัสนี9สวรรค์ มันมีอัตราการเกิดร่างอัสนี1/10

ความต่างชั้นนี้ ไม่อาจเอาต้นอัสนี5สวรรค์มาเปรียบเทียบได้เลย

ลั่วเจิ้งส่ายหัว ก่อนจะเริ่มฟื้นฟูพลังปราณของตน

เนื่องจากผลกระทบของผลอัสนี9สวรรค์ ทำให้ปราณในร่างของลั่วเจิ้งเหลือไม่ถึง5เปอร์เซ็น

พลังปราณเพียงเท่านี้ ลั่วเจิ้งไม่อาจบินออกจากภูผาอัสนีได้แน่นอน

หลังจากฟื้นพลังมาได้สักระยะ ลั่วเจิ้งก็สัมผัสได้ถึงความพิเศษบางอย่าง

มันจะเรียกว่ามีบางอย่างอยู่ทั่วร่างของลั่วเจิ้งก็ไม่ได้ เรียกว่าอยู่ตามอวัยวะหรือกระดูกก็มิได้เหมือนกัน

มันคลุมเคลือจนลั่วเจิ้งไม่สามารถบอกได้

หลังจากพลังปราณฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์ ลั่วเจิ้งก็มิอาจหาความแตกต่างจากก่อนหน้าได้เลย

ลั่วเจิ้งเลิกสนใจ และลุกขึ้น “ได้เวลาออกจากภูผาอัสนีแล้ว”



ตอนก่อน

จบบทที่ สำเร็จสินะ

ตอนถัดไป