ยกเลิกการแข่งขัน
10นาทีก่อนหน้านี้ โถงประชุมรายล้อมไปด้วยเหล่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลลั่ว
ดวงตาหลายคู่มองไปยังบัลลังก์ด้านบน
ชายชรากล่าวขึ้น“ท่านเจ้าตระกูล ตอนนี้การแข่งขันในป่าต้องห้ามก็ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว พวกเราก็ต้องเตรียมตัวและรอผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น”
ลั่วฟานหรือก็คือหัวหน้าตระกูลตอบกลับ“ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร มันก็ไม่ส่งผลต่อเรามากหรอก แต่ที่หน้าห่วงก็คือ อัจฉริยะที่ถูกส่งไปนั้นจะมีชีวิตรอดกลับมาน้อยเพียงใดต่างหาก”
พร้อมกล่าวเสริม“ถ้าอัจฉริยะเหล่านั้นรอดกลับมาได้เป็นจำนวนมาก ตระกูลของเราแม้จะไม่ได้ป่าต้องห้ามมาครอบครอง ก็จะไม่หลุดออกจากหนึ่งในตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในมณฑลต้าลู่อย่างแน่นอน”
ชายชราพยักหน้า “แต่ถ้าเราได้ป่าต้องห้ามมาครอบครองจริงๆ ตระกูลจ้าวและตระกูลหวางคงไม่ปล่อยให้เรือบินกลับมาอย่างง่ายๆแน่นอน การเตรียมตัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ท่านก็รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้น สถานการณ์ตอนนั้นทำให้เราเกือบหลุดออกจากหนึ่งในตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุด และล่มสลายเลยทีเดียว”สีหน้าของเขาเคร่งขรึมทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องในครานั้น
ลั่วฟานพยักหน้า “ข้ารู้ เพียงแต่ตอนนี้เราเตรียมการไปก็เท่านั้น รออีก1วันจะเป็นไรไป”
ชายชราเงียบลง และเก็บอารมณ์ความโกรธของตนกลับไป
ไม่นาน เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น
สายตาทั้งหมดจ้องมองไปยังประตูทันที พร้อมเห็นร่างเด็กหนุ่มปรากฏ
ลั่วฟานจ้องมองไปยังร่างนั้นด้วยความตกตะลึง “ลั่วเจิ้ง?”
เสียงของลั่วฟาน ทำให้ทุกคนในโถงประชุมรับรู้ และพากันสงสัย
ลั่วฟานถาม “ลั่วเจิ้ง เจ้าไม่ได้อยู่ที่ป่าต้องห้ามงั้นรึ? เหตุใดเจ้าถึงกลับมากัน?”
ลั่วเจิ้งไม่รอช้า และเดินตรงไปหาพ่อของตนในทันที “ท่านพ่อ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!”เสียงของเขาดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง
“เรื่อง? เรื่องอะไรกัน?”
ลั่วเจิ้งเริ่มเล่าเหตุการณ์ของตน ตั้งแต่เจอกับเจียงหมิงไปจนจระเข้ทองคำ
เหตุการณ์ช่วงแรกไม่ค่อยเป็นที่สนใจของทุกคนเสียเท่าไหร่ยกเว้นเพียงลั่วฟานเท่านั้น
แต่เมื่อลั่วเจิ้งเล่าถึงจระเข้ทองคำ สีหน้าตื่นตระหนกก็ปรากฏขึ้นแทบจะในทันที
“จระเข้ทองคำ? สัตว์อสูรระดับญาณทิพย์ขั้นสูง?!!!”
“แม่น้ำพันลี้ มีตัวตนแบบนี้อยู่ด้วยรึ”เสียงตื่นตระหนกมากมายดังไปทั่วโถงประชุม
สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสทุกคนที่อยู่ในโถงประชุมเคร่งขรึม และเริ่มไถ่ถามความจริงจากปากของลั่วเจิ้ง
หลังจากถามอยู่สักพัก โถงประชุมก็เปลี่ยนหัวข้อทันที
ในตอนนี้จระเข้ทองคำสำคัญกว่าการแข่งขันมาก
“แม่น้ำพันลี้เป็นเพียงชื่อ มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าพันลี้มาก และด้วยความยาวอันไร้ที่สิ้นสุด ตัวตนแบบจระเข้ทองคำคงมีมากกว่า1แน่นอน”
ลั่วฟานกล่าว “สัตว์อสูรนั้นคาดเดาไม่ได้ ยิ่งเป็นพวกสัตว์น้ำยิ่งแล้วใหญ่ ผืนน้ำเป็นสิ่งที่มนุษย์สำรวจน้อยมาก เพราะความอันตรายจากตัวของแม่น้ำและสัตว์อสูร ทำให้เราเลือกปล่อยปะละเลย จนตอนนี้วิกฤตที่เราไม่คาดคิดมันบังเกิดขึ้นแล้ว แจ้งไปยังผู้อาวุโสลั่วหยาง ยกเลิกการแข่งขันและรีบกลับมาตระกูลโดยเร็วที่สุด”
ผู้อาวุโสหลายคนตกตะลึง “ยกเลิก? ท่านเจ้าตระกูล การทำแบบนั้นมันเหมือนกับยกป่าต้องห้ามให้ทั้ง2ตระกูลฟรีๆเลยนะ”
ลั่วฟานจ้องไปยังผู้อาวุโสที่คัดค้าน “ป่าต้องห้าม แม้เราจะไม่ได้มันในครั้งนี้ ครั้งหน้าเราก็อาจจะได้ แต่ถ้าจระเข้ทองคำออกมาจากแม่น้ำพันลี้ ตระกูลของเราและเมืองหลายๆเมืองอาจจะถึงขั้นล่มสลาย และหายไปจากมณฑลต้าลู่เลย แล้วแบบนี้เจ้าจะยังเลือกป่าต้องห้ามรึ?”
ชายชราครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้า “ก็ตามที่หัวหน้าตระกูลกล่าว เหตุการณ์นี้มันสำคัญกว่าป่าต้องห้าม เราควรหาทางแก้ไขก่อนที่จระเข้ทองคำจะออกมา”
ผู้อาวุโสที่คัดค้าน กล่าว“ในเมื่อหัวหน้าตระกูลและท่านผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวมาแบบนี้ แล้วพวกเราจะไปคัดค้านได้เยี่ยงไร...”
ผ่านไปได้ไม่นาน โถงประชุมก็เหลือเพียงลั่วเจิ้งและลั่วฟาน
ลั่วฟานจ้องมองไปยังลั่วเจิ้ง “ที่เจ้ากล่าวมาเป็นเรื่องจริงรึ?”
ลั่วเจิ้งพยักหน้า “ขอรับ ข้าตอบตกลงไปแล้วและอีกไม่กี่วันก็ต้องจากตระกูล เวลาที่ข้าจะกลับมานั้นไม่แน่ไม่นอน อาจจะนานเป็นเดือนหรือปี”
เรื่องที่พวกเขากำลังคุยอยู่ไม่ใช่เรื่องของจระเข้ทองคำ แต่เป็นเรื่องที่ลั่วเจิ้งตอบตกลงเข้าร่วมสำนัก
สำนัก? ในสายตาของตระกูลลั่ว มันไม่ต่างจากกองกำลังอันต่ำต้อย
ลั่วฟานกล่าว “มารับเจ้า? ถ้ามันกล้ามาข้าผู้นี้จะทำลายสำนักของมันทิ้งเสีย”เขานั้นเกลียดกองกำลังที่เรียกว่าสำนักที่สุด
สำนักเป็นสถานที่แห่งการบ่มเพาะที่ภายนอกเห็น แต่ภายในนั้นเน่าเฟะ
การแย่งชิงอำนาจของบุคคลภายในรุนแรงจนถึงขั้นบางสำนักล่มสลายไปเลย
ทำให้สำนัก สำหรับตระกูลลั่วและลั่วฟานมันไม่ต่างจากกองกำลังของโจรที่ทำตัวเหมือนผู้ดี
แม้ตระกูลลั่วของเขาจะมีการแย่งชิง แต่ก็เป็นเพียงการแย่งชิงเพื่อทำให้ตระกูลแข็งแกร่งขึ้น
มันไม่ได้มีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเมื่อเทียบกับสำนักเหล่านั้น
ลั่วเจิ้งรีบห้าม “ท่านพ่ออย่าพึ่งรีบร้อน สำนักที่ข้าเข้าร่วมอาจจะไม่เป็นเหมือนสำนักเหล่านั้นในมณฑลก็ได้ และอีกอย่างคนที่เชิญข้าเข้าร่วมยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย”
ลั่วฟานเลิกคิ้ว “แข็งแกร่ง? มันจะแข็งแกร่งแค่ไหนกันเชียว!!”ออร่าของเขากวาดไปทั่วโถงประชุม
ลั่วเจิ้งคิดในใจ “คนผู้นั้นอาจจะแข็งแกร่งกว่าท่านเสียอีก”
หลังจากพูดคุยกันอยู่สักพัก ลั่วเจิ้งก็เดินออกมาจากโถงประชุม “เหลือเพียง4วันก่อนที่จะมีคนมารับ ช่วงเวลา4วันที่เหลือ ข้าจะไม่ทำให้มันสูญเปล่า”