พระโพธิสัตว์ยังมีอาจารย์!
“มดตัวน้อย เกมจบแล้ว!” ทันใดนั้น ภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬก็เร่งความเร็วขึ้นมา เขายื่นฝ่ามือที่ใหญ่พอจะครอบคลุมท้องฟ้าได้พุ่งเข้าหาซูอี้หลิง
“อาจารย์ ข้าขอโทษ!” เมื่อมองไปยังมือยักษ์ที่ปกคลุมท้องฟ้า ซูอี้หลิงก็ล้มเลิกที่จะต่อต้าน นางหลับตาลงรอความตายอย่างเงียบๆ
ทันใดนั้น
“ช่างกล้า!” เสียงตะโกนนี้ดังสนั่นไปทั่วสวรรค์และโลก ฝ่ามือสีทองขนาดมหึมาตัดผ่านเข้ามาจากฟากฟ้า มันจับไปที่มือหินของภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬไว้อย่างแน่น
“นี่…..” ใบหน้าของภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬเปลี่ยนไปอย่างมาก มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกไปจากฝ่ามือสีทองได้เลย
ก่อนที่ภูเขาเฒ่าจะทันได้ตอบโต้กลับ แขนของเขาก็เริ่มแตกทีละน้อยจนเหลือแต่ผุยผง
“อ๊าาา …” ภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
"แกเป็นใคร? แสดงตัวออกมาเดี๋ยวนี้!" ภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬตะโกน
"เสียงดังน่ารำคาญ!" หลังจากเสียงนี้ดังขึ้น แสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนมาก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ตัวอักษรจำนวนมากโบยบินไปทั่วท้องฟ้าเหมือนกับผีเสื้อสีทอง
เมื่อเห็นฉากนี้ ภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
“พระโพธิสัตว์ … พระโพธิสัตว์ทรงเมตตา!” ภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬคุกเข่าลงให้กับท้องฟ้าอย่างเกรงกลัว
“บังอาจรบกวนท่านอาจารย์ ข้าจักต้องทำความสะอาดเจ้าเสีย!” คำที่กล่าวออกมาราวกับบทสวด อักษรสีทองที่อยู่เต็มท้องฟ้าก็เริ่มโบยบินอย่างรวดเร็ว มันเข้าไปก็ห่อหุ้มภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬ
“ไม่ …” ร่างของภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬสลายกลายเป็นฝุ่น เหลือไว้เพียงแค่แกนอสูรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แกนอสูรยังเต้นอยู่ เหมือนกับมันกำลังดิ้นรนอย่างรุนแรง
แต่สุดท้ายแล้ว
“ปัง … ” แกนอสูรแตกออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากที่ภูเขาเฒ่าปีศาจทมิฬหายไป อักษรเหล่านี้ก็ก่อรูปเป็นพระโพธิสัตว์วัชรปาณี
แสงศักดิ์สิทธิ์สองดวงพุ่งออกมาจากดวงตาของเขากวาดไปทุกทิศทาง ไม่นานร่างของอรหันต์โกรธาก็สลายกลายเป็นคัมภีร์เต๋า บินไปในความว่างเปล่าและหายไป
ซูอี้หลิงยืนอย่างโง่เขลาอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกใจ ตอนนี้เหมือนกับมีคลื่นน้ำมหาศาลเข้ามากระแทกหน้าอกของนาง คลื่นเหล่านี้ปั่นป่วนใจนางอย่างรุนแรง
นี่มันหมายความว่า!
อำนาจเช่นนี้!
เป็นไปไม่ได้!
นี่คือ ….. นี่คือพระโพธิสัตว์?
น่ากลัว!
ปัญหาก็คือ พระโพธิสัตว์ยังเป็นได้แค่คนรับใช้?
ใครเป็นอาจารย์ของเขา?
อาจารย์ของเขาต้องน่ากลัวขนาดไหนกัน?
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้
“ฮึก…”
ซูอี้หลิงก็อ้าปากค้าง ร่างกายของนางเริ่มเย็นลง นางกดฝ่ามือลงบนหน้าอกอย่างแรงและพยายามหายใจเข้าลึกๆ นางทำอย่างนี้เป็นเวลานานก่อนที่จะสงบจิตใจลงได้
“อา … ” หลังจากฟื้นสติ ความเจ็บปวดรุนแรงก็ถาโถมเข้ามา ความเจ็บปวดนี้เกือบจะทำให้ซูอี้หลิงเป็นลม
“ไม่ ข้าต้องไม่มาหมดสติอยู่ตรงนี้!”
“ท่านอาจารย์ยังรอข้าอยู่!”
“เสี่ยวหรัว ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตายอย่างเปล่าประโยชน์!” ซูอี้หลิงกลืนเม็ดยาสองสามเม็ด นางกลั้นหายใจแล้วบินออกจากภูเขาปีศาจ
ในไม่ช้านางก็มาถึงบริเวณรอบนอกของภูเขาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ อาการบาดเจ็บของนางเริ่มปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้น นางก็สลบไปด้วยความเจ็บปวด
“ปัง…” นางล่วงหล่นลงกับพื้นอย่างรวดเร็วราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่
……
……
“ติง แต้มอวยพร +50!”
เมื่อซุนห่าวปิดพระคัมภีร์ เขาก้ได้ยินเสียงระบบดังขึ้น
เขาเปิดแผงหน้าจอและพบว่าคะแนนอวยพรของเขามีถึง 120 คะแนนแล้ว
“การสวดพระไตรปิฎกก็ได้แต้มอวยพรด้วย? วิเศษมาก” ดวงตาของซุนห่าวเปล่งแสงวูบวาบออกมาทันที
“แต่ว่า มันก็ค่อนข้างช้าอยู่หน่อย ถ้าเป็นอย่างนี้ เมื่อไหร่ข้าถึงจะสะสมแต้มอวยพรได้ถึงหนึ่งล้านแต้มกัน?”
“หากข้ารู้จักกับผู้ฝึกตนเพิ่มขึ้นอีกสักสองสามคน แล้วให้บางสิ่งบางอย่างแก่พวกเขา คิดว่าข้าน่าจะได้แต้มอวยพรมากขึ้น” ความคิดนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
“ปัง…”
เสียงดังเข้ามาจากนอกลานบ้าน เสียงนี้คล้ายกับเสียงของระเบิด
ซุนห่าวตกใจหนัก ร่องรอยของความหวาดกลัวเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา “จะไม่มีใครมาโจมตีสวนของข้าใช่รึเปล่า?”
“ผู้ฝึกตนหาข้าเจอในภูเขาที่ห่างไกลเช่นนี้ได้อย่างไร?” ซุนห่าวขมวดคิ้วแล้วหันหลังมองไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว เขายกมือไพล่หลังเผยให้เห็นท่าทางของผู้ยิ่งใหญ่
"ใคร?" ซุนห่าวพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ไม่มีการตอบสนองใดๆกลับมา
เขาเดินไปที่ประตูอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะเปิดประตูแล้วมองออกไป ซุนห่าวขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองไปที่ใต้ต้นซากุระ ซึ่งมันก็กลายเป็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนอนสลบอยู่ที่นั่น
ผู้หญิงคนนั้นแต่งกายด้วยชุดสีแดง นางก้มหน้าติดอยู่กับพื้นทำให้มองใบหน้าของนางได้ไม่ชัดนัก แต่เขาสามารถมองเห็นรอยแผลบนตัวนางได้
เห็นได้ชัดว่านางได้รับบาดเจ็บสาหัส
“บนโลกใบนี้ ความขัดแย้งเป็นเหตุให้ต้องคร่าชีวิตของกันและกัน!”
“คิดว่าไม่นานมานี้ นางคงจะไปต่อสู้กับคนอื่นมาอย่างดุเดือด!”
“ต้องรีบซ่อนแล้ว!” ซุนห่าวก้าวถอยหลังกลับมาอย่างระมัดระวัง เขากลับเข้าบ้านแล้วปิดประตู
“ว่ากันว่าผู้ฝึกตนจะฆ่าทุกคนที่ขว้างทาง ถึงแม้ว่าข้าจะบริสุทธิ์ แต่ถ้าผู้ที่ไล่ตามมาพบนางเข้า เกรงว่าเขาจะมอบความตายอันแสนเจ็บปวดให้แก่ข้า!”
“ไม่ได้ ข้าต้องซ่อนนางด้วย ต้องไม่ให้ผู้ไล่ตามรู้เรื่องนี้!” เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซุนห่าวก็เดินไปที่ใต้ต้นซากุระ เขาอุ้มซูอี้หลิงขึ้นและพานางเข้ามาในบ้านก่อนจะวางนางลงบนเตียง
เขามองไปที่ซูอี้หลิงอย่างระมัดระวัง ใบหน้าของซูอี้หลิงนั้นงดงาม รูปร่างของนางก็น่าดึงดูด เนื้อหนังบางส่วนของนางโผล่ออกมาจากเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง
ภาพนี้ทำให้ซุนห่าวคอแห้งขอด ในมือของนางยังถือเห็ดหลินจือไว้แน่น เห็ดหลินจือเรืองแสงสีม่วงออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ แค่เห็นก็รู้แล้วว่ามันไม่ธรรมดา
“มันดูดีก็จริง แต่เพื่อเห็ดหลินจือแล้ว นางกลับไม่สนใจแม้แต่ชีวิตของตัวเอง!” ซุนห่าวส่ายหัวไปมาก่อนจะยื่นมือออกมาสำรวจเส้นลมปราณของผู้หญิงคนนั้น
“เส้นลมปราณฉีกขาด ร่างกายของนางได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังสามารถช่วยชีวิตนางไว้ได้!” ซุนห่าวพึมพัม ทักษะทางการแพทย์ของเขามาถึงระดับสูงสุดแล้ว แม้ว่านางจะเป็นผู้ฝึกตนก็ตาม แต่เขาก็สามารถรักษานางได้
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาช่วยนางอย่างไม่ระมัดระวัง เขาจะไม่กลายเป็นชาวนาช่วยงูเห่าหรอ?
แต่ถ้าเขาไม่ช่วยนาง นางจะต้องตายแน่ การที่เขามีทักษะทางการแพทย์แต่กลับไม่ได้ลงมือช่วยชีวิตคนที่กำลังเผชิญกับความตาย หัวใจของเขาเองก็ทนไม่ไหวเช่นกัน
"ใช่แล้ว!" ดวงตาของซุนห่าวเป็นประกาย ภายในใจของเขาตัดสินใจได้แล้ว
เขาเดินออกจากห้องและตรงไปยังสวนยาหลังบ้าน
สวนยามีขนาดหลายไร่ มีสมุนไพรทุกชนิดที่ระบบบังคับให้เขาปลูก
ผ่านไปไม่นาน
หลังจากที่ซุนห่าวเก็บสมุนไพรที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับไปที่ห้องปรุงยาและเริ่มต้มยา เขาต้มมันอย่างช้าๆเพื่อให้สมุนไพรปลดปล่อยสรรพคุณทางยาออกมาอย่างเต็มที่
ครู่ต่อมา ซุนห่าวก็เทซุปยาใส่ชามและนำไปที่ห้องของซูอี้หลิง
“ตอนนี้ แม้ว่าเจ้าจะเป็นผู้ฝึกตนก็ตาม เจ้าก็คงไม่มีแรงพอที่จะจัดการข้าได้!” ใบหน้าของซุนห่าวเต็มไปด้วยความอึดอัด
เขาใส่พิษบางอย่างลงในยาเพื่อปกป้องตนเอง ซุนห่าวตัดสินใจว่าจะตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าหญิงคนนี้ไม่มีอันตรายแล้วจึงค่อยล้างพิษให้กับนาง
เขาป้อนยาให้นางหนึ่งช้อนเต็มๆ
“ติ๊ง แต้มอวยพร +1”
“ติ๊ง แต้มอวยพร +1”
……
ทุกๆหนึ่งช้อน เขาจะได้รับคะแนนอวยพรนิดหน่อย “ข้าสามารถได้รับคะแนนพรด้วยการทำเช่นนี้หรอเนี่ย?”
ดังนั้น ซุนห่าวจึงจงใจตักซุบยาให้น้อยลงเล็กน้อยก่อนจะป้อนนาง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เช่นนี้
"เฮ้อ …"
ซุนห่าวถอนหายใจออกมาก่อนจะป้อนยาให้ซูอี้หลิงต่อ ซุบยาซามนี้ทำให้เขาได้รับแต้มอวยพรมาอีก 50 แต้ม แต้มอวยพรทั้งหมดที่เขามีตอนนี้คือ 170 แต้ม
“ดีขึ้นมาก!” ซุนห่าวสำรวจเส้นลมปราณของซูอี้หลิงและพบว่าเส้นลมปราณของนางฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
“วิธีนี้แหละ ข้าได้รับแต้มอวยพรจากการรักษาผู้ฝึกตน! ข้าสามารถเปิดโรงหมอในเมืองได้ไหม?”
"ช้าก่อน! โลกของผู้ฝึกตนนั้นอันตรายเกินไป แค่สมุนไพรพวกนี้เอาไม่อยู่แน่ๆ แถมถ้าลองประมาณจากฝีเท้าของข้า ข้าต้องใช้เวลาเป็นสิบวันในการเดินไปกลับรอบหนึ่ง!”
“หรือว่าจะจ้างนักพรตมาทำธุระให้ข้าดี?”
"ไม่ได้! หากผู้ฝึกตนพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าข้ามาก ข้าจะต้องถูกคุมขังและได้กลายเป็นหมอรับใช้ของพวกมันอย่างแน่นอน!”
“ชีวิตมันช่างเลวร้ายยิ่งนัก ข้าจะต้องเอาตัวรอดในโลกแบบนี้ให้ได้!”
“ต้องดูสถานการณต่างๆในเมืองก่อน แล้วค่อยหาผู้ฝึกฝนที่เชื่อถือได้สักสองสามคนมาคุ้มกันข้า เฉินเต้าหมิงก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดี!” ซุนห่าวพยักหน้ากับตัวเอง
“หรือจะเป็นผู้หญิงคนนี้ก็ดีเหมือนกัน! ข้ายังไม่ได้ลองคุยกับนางเลย เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง!”
“เสื้อผ้าของนางเสียหายมากเกินไป ลองตัดชุดให้นางแล้วกัน!” เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ซุนห่าวก็เดินไปที่ห้องทอผ้าและเริ่มทอผ้า
ทุกการกระทำเป็นไปอย่างราบรื่น การตัดและเย็บผ้า ซุนห่าวใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงก็ได้ออกมาเป็นชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนดูสบายตา
"สวยมาก! ผู้หญิงคนนั้นคงไม่บ้าฆ่าคนแน่ หลังจากนางได้ใส่ชุดนี้”
“ถึงนางต้องการจะฆ่าข้า นางก็ไม่มีเรี่ยวแรงทำเช่นนั้นอยู่ดี!” ซุนห่าวพึมพำ ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า
“นางน่าจะตื่นได้แล้ว” หลังจากกล่าวจบ ซุนห่าวก็เดินไปยังห้องที่ซูอี้หลิงนอนอยู่