สายฟ้าแห่งความทุกข์ยากเก้าสี
หวงหรูเหม่ยมองไปที่ซุนห่าว ดวงตาของนางเป็นเป็นประกายแหลมคม เมื่อเห็นว่าซุนห่าวเริ่มทาสีบนประตูหิน
การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด ความเร็วนั้นเร็วมากจนทำให้หวงหรูเหม่ยต้องตื่นตา
หลังจากผ่านไปหนึ่งในสี่ของชั่วโมง
“โอม…”
เกิดเสียงดังขึ้นจากประตูหิน
ทุกเส้นบนประตูหินถูกวาดไว้ใหม่ทั้งหมด มันดูเป็นธรรมชาติไม่มีข้อบกพร่อง
“ชู…”
พลังงานวิญญาณที่ไม่สามารถพบได้ด้วยตาเปล่าทะลุผ่านออกมาจากประตูหินอย่างรวดเร็ว
พลังจิตวิญญาณในประตูหินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เป็นอย่างไรบ้าง? ดูดีขึ้นมากไหม?” คำถามของซุนห่าวเรียกสติของหวงหรูเหม่ย
นายน้อย นี่มันมากกว่าแค่ดูดีแล้ว
ฝีมือของท่านช่างน่าอัศจรรย์ วิเศษมาก!
ซ่อมอาคมโบราณได้ง่ายขนาดนี้
ในโลกนี้ นอกจากนายน้อยแล้วยังจะมีใครทำได้อีก?
"ดูดีมาก" หวงหรูเหม่ยพยักหน้า
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ มุมปากของซุนห่าวก็ยกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภูมิใจ
ในที่สุดก็มีคนมาชื่นชมทักษะการแกะสลักของเขา
นอกจากนี้ นางยังเป็นผู้ฝึกตนที่สวยงามขนาดนี้อีกด้วย ความรู้สึกเหล่านี้ค่อนข้างดี
“นายน้อย ข้าคิดว่าข้าสามารถเปิดประตูได้แล้ว” หวงหรูเหม่ยกล่าว
“งั้นก็เปิดสิ!” ซุนห่าวกล่าว
"เจ้าค่ะ!" หวงหรูเหม่ยโคจรพลังของนางและกดไปที่ประตูหินเบาๆ
“วิ๊ง …”
เส้นอาคมบนประตูหินสว่างขึ้น
“โอม …”
เสียงกระทบกันของหินดังขึ้น
ประตูหินขนาดมหึมาค่อยๆเปิดออก
“ขืด…”
เมื่อประตูหินเปิดออก ทั้งสองก็มองเข้าไปข้างในก่อนจะเผยใบหน้าแห่งความผิดหวังออกมา ข้างในมีพื้นที่ที่มีขนาดเพียง 100 ตารางเมตรเท่านั้น
ภายในมีฝุ่นหนาๆเกาะอยู่ทั่วไปหมด กำแพงหินที่อยู่รอบๆเองก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น ซุนห่าวไม่สามารถมองเห็นร่องรอยใดๆที่กำแพงได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นหอคอยหินแห่งนี้ยังไม่มีบันไดขึ้นไปชั้นสองอีกด้วย! กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจะสามารถอยู่ได้แต่ในชั้นหนึ่งเท่านั้น?
“ใครเป็นคนออกแบบหอคอยนี้? มันสูงหลายร้อยเมตร แต่ชั้นแรกสูงเพียง 3 เมตร แถมยังมีเพียงชั้นเดียวเท่านั้น!”
ซุนห่าวส่ายหัวไปมาครู่หนึ่งแล้วเดินออกจากหอคอยหิน
“หรูเหม่ย พรุ่งนี้เราค่อยมาทำความสะอาด วันนี้เราไปฝึกฝนกู่ฉินกันเถอะ” ซุนห่าวกล่าวว่า
“เจ้าค่ะ นายน้อย”
ครู่ต่อมา ทั้งสองก็มานั่งอยู่หน้ากู่ฉิน ซุนห่าวเล่นเพลงๆหนึ่งต่อหน้าหวงหรูเหม่ย
“ติ๊ง … เจิ้ง …”
เสียงท่วงทำนองอันไพเราะดังขึ้น
เสียงดีดกู่ฉินถูกสร้างเป็นท่วงทำนองต่างๆ ทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกสบายใจ
เทพดอกบัวร้อยสีในสระน้ำ ไม่สิ ผิดแล้ว ควรจะเรียกว่ามันคือเทพดอกบัวพันสี
ในขณะนี้นางกำลังปรบมืออย่างมีความสุข ต้นซากุระสองต้นเองก็แกว่งไกวไปตามสายลม ต้นไม้ ต้นชา อับเรณูในสวนหลังบ้าน…กิ่งก้านของพวกมันทั้งหมดกำลังสั่นไหวราวกับนักเต้นที่หลงใหลในเสียงเพลง แต่ละต้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“สบายมาก…” เสียงของเขาเบาจนไม่มีใครได้ยินดังขึ้นที่เหนือหัวของหวงหรูเหม่ย ภูตผีโปร่งใสค่อยๆควบแน่น เขาคือเฟินโจว
“เพลงนี้ไพเราะมาก ข้ารู้สึกว่าข้ากำลังแข็งแกร่งขึ้น!” เฟินโจวเหยียดแขนออกพลางพูดอย่างเกียจคร้าน
ทันใดนั้น เขาก็เลิกคิ้วขึ้นและมองไปยังต้นซากุระสองต้นที่อยู่ไม่ไกลก่อนจะมีเหงื่อเย็นไหลออกมา
“พระเจ้า สองปีศาจอมตะ พวกมัน… น่ากลัว!”
"อะไรกัน? ดอกบัวในสระน้ำยังเป็นปีศาจอมตะ แถมยังมีรัศมีที่แข็งแกร่งมาก!” เฟินโจวรีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกิ๊บของหวงหรูเหม่ย เขากวาดสายตาไปรอบๆอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาเห็นกู่ฉินในมือของซุนห่าว ความตึงเครียดก็ระเบิดออกมาจากหัวของเขา
“นั่น… นั่นอะไร? ข้า … ข้ามองไม่ทะลุผ่านมัน”
“อย่างน้อยก็ยังเป็นอาวุธชั้นสุดยอด! บางทีอาจจะเป็นอาวุธอมตะ?”
“โชคดีที่เพลงที่เขาเล่นไม่ได้ฆ่าข้า ไม่อย่างนั้น มันจะกลายเป็นจุดจบของข้า”
“เขาดูเหมือนคนธรรมดา แต่กลับใช้ของแบบนี้ได้ยังไง? หรือว่าเขามาถึงขอบเขตของการหวนคืนสู่ธรรมชาติแล้ว?”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฟินโจวก็หวาดกลัวมากจนตับและถุงน้ำดีเกือบจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ เหงื่อเย็นที่หน้าผากของเขาไหลลงมาเหมือนน้ำไหลเชี่ยว
“นี่มันอะไรกัน? น่ากลัว!”
“หนี ข้าต้องรีบหนีแล้ว ถ้าไปช้ากว่านี้จะแย่เอา!” ใบหน้าของเฟินโจวเต็มไปด้วยความเสียใจ เขาค่อยๆกระโดดไปที่พื้นอย่างระมัดระวังและกำลังจะหนี
“โอม…”
ตอนนั้นเอง เก้าอี้ก็ส่งเสียงออกมาเมื่อเขาเดินผ่านไปใกล้ๆ
“โฮก…” มันราวกับมังกรคำราวดังขึ้นในใจ จิตวิญญาณของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เสียงนี้เกือบจะทำให้วิญญาณของเขาแตกสลาย เฟินโจวรีบบินกลับไปที่หัวของหวงหรูเหม่ยแล้วซ่อนตัวอยู่ในกิ๊บ เขาไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวออกมา
“เกรงว่าข้าจะต้องตายอยู่ที่นี่”
“ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!” เฟินโจวตัวสั่น
……
……
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงสามวันมานี้ ซุนห่าวและหวงหรูเหม่ยทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิม ทั้งกิน นอน บิน เล่นดนตรี ทำความสะอาดหอหิน แกะสลักลวดลายต่างๆ...
หลังจากทำงานหนักมาสามวัน ในที่สุดพวกเขาก็ทำความสะอาดฝุ่นในชั้นแรกของหอคอยหินเสร็จ
นอกจากนี้ เส้นชั้นในของหอคอยหินยังได้รับการซ่อมแซมมากกว่าเดิมอีกด้วย เส้นภายในชั้นที่หนึ่งนั้นซับซ้อนกว่ามากตรงประตูหิน ซุนห่าวจึงต้องจดจ่ออยู่กับการจดจ่ออยู่กับมันเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น
หลังจากสามวันของการฝึกบิน ซุนห่าวก็ปรับตัวให้เข้ากับความเร็วในการบินหนึ่งในห้าของหวงหรูเหม่ยได้แล้ว ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เขายังสามารถลืมตามองทิวทัศน์รอบๆได้แล้วด้วย
นี่นับเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก
หวงหรูเหม่ยยังก้าวหน้าในการเล่นกู่ฉินไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย เพลงที่นางเล่นคนเดียวเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
ความแข็งแกร่งของหวงหรูเหม่ยเองก็พัฒนาเป็นอย่างมาก จนเกือบจะทะลวงทะลุขอบเขตข้ามผ่านภัยพิบัติไปได้แล้ว
แต่มันยังมีอุปสรรค์ใหญ่ที่ขว้างกันไว้อยู่ เพราะอุปสรรคที่ต้องเผชิญในรอบนี้ก็คือสายฟ้าแห่งความทุกข์ยากเก้าสี
พลังสายฟ้าแห่งความทุกข์ยากเก้าสีนั้นแข็งแกร่งกว่าสายฟ้าหกสีก่อนหน้านี้นับพันเท่า
นายน้อยอาจจะไล่สายฟ้าแห่งความทุกข์ยากสองครั้งแรกกลับไปได้
แต่คราวนี้ สายฟ้าแห่งความทุกข์ยากไม่อาจขายหน้านี้ได้อีกแล้ว หวงหรูเหม่ยพยายามอย่างหนักเพื่อยับยั้งพื้นฐานการเพาะปลูกของนางไว้ แต่ในที่สุดนางก็ไม่สามารถระงับมันไว้ได้อีก
“คื่อ…”
เสียงทะลวงผ่านอุปสรรคดังขึ้น
ณ ขณะนี้
“คื่อ…” บนท้องฟ้าจู่ๆก็มีเมฆดำปรากฏขึ้น พวกมันก่อตัวขึ้นเป็นชั้นๆต่ออย่างรวดเร็ว ทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำภายในหลายรัศมีร้อยลี้ มันบดบังทุกอย่างจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงของดวงอาทิตย์
“ซี…”
สายฟ้าเก้าสีเปล่งแสงออกมาจากเมฆสีดำ เปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าหวาดหวั่นจนทำให้หนังศีรษะของผู้คนที่พบเห็นรู้สึกมึนงง
“นั้นมันสายฟ้าแห่งความทุกข์ยาก!”
“เยี่ยมเลย สายฟ้าแห่งความทุกข์ยากกำลังมา!”
“สวรรค์เข้าข้างข้าแล้ว!”
เฟินโจวตะโกนอย่างตื่นเต้นเหนือหัวของหวงหรูเหม่ย ในฐานะปีศาจ เขามีภารกิจของเขา ภารกิจในครั้งนี้ก็คือการช่วยเหลือสายฟ้าแห่งความทุกข์ยาก และทำให้เจ้าของร่างล้มเหลว
เมื่อเจ้าของร่างล้มเหลวในการข้ามผ่านสายฟ้าแห่งความทุกข์ยาก เขาจะได้รับรางวัลเป็นฐานการเพาะปลูกของเจ้าของร่าง
นี่เป็นความหมายของการมีอยู่ของปีศาจภายใน หลังจากตกอยู่ในความกลัวมาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ในที่สุดวันแห่งการข้ามผ่านความทุกข์ยากก็มาถึง เรื่องนี้มันทำให้เขารู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก
“เอาล่ะ ผ่าลงมาเร็ว!” เฟินโจวมองไปยังสายฟ้าแห่งความทุกข์ยากบนท้องฟ้าก่อนจะเผยให้เห็นสีแห่งความปรารถนาไม่รู้จบ
ถัดจากหวงหรูเหม่ย ซุนห่าวมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยดวงที่เป็นประกาย “สายฟ้าอีกแล้วหรือ? ไม่รู้ว่าคราวนี้ข้าจะไล่เมฆดำเหล่านี้กลับไปได้หรือเปล่า?”
“ถ้าข้ามีความสามารถนี้จริงๆ ข้าอาจจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมสภาพอากาศได้?” เมื่อคิดถึงจุดนี้ ซุนห่าวก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“หรูเหม่ยเองก็ดูท่าจะกลัวมาก ข้าจะรอ!”
“รอให้สายฟ้าผ่าลงมาก่อน แล้วข้าค่อยไล่มันกลับไปเพื่อให้สายตาที่หรูเหม่ยมองมาที่ข้าแตกต่างออกไป!” ซุนห่าวมองไปยังท้องฟ้าอย่างรอคอย