ความยินดีที่ไม่คาดคิด

จ้าวซินซิงรับเงิน 50,000 หยวนมาแล้วก็เดินจากไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มโดยไม่แม้แต่จะมองจ้าวซินอวี่เลยสักนิด ทั้งพังหมิงหยวนและผู้จัดการจ้าวที่ดูแลเรื่องค่าชดเชยถึงกับอดไม่ไหวกับท่าทีของเขา




“ซินอวี่ นั่นมันน้องชายประเภทไหนกัน ช่างเป็นคนเลวสิ้นดี นายยังจะให้เงินเขาตั้งห้าหมื่นทำไม?”




“หมิงหยวน นายเก็บอีกหกพันที่เหลือไว้ เอาไปจ่ายหนี้ที่ฉันติดทางมหาวิทยาลัย เรื่องที่เหลือรอฉันหายก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”




พังหมิงหยวนทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นพยาบาลก็เดินเข้ามาตรวจ เขาจึงต้องออกจากห้องพักผู้ป่วยพร้อมผู้จัดการ




พอตกดึก หลังจากพยาบาลตรวจครั้งสุดท้ายไปแล้ว ในแสงไฟสลัว จ้าวซินอวี่ก็นอนจ้องมองเพดานนิ่งอยู่นาน




ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็สูดหายใจเข้าลึก พยายามกัดฟันลุกขึ้นนั่ง ทันทีที่นั่งขึ้นมาได้ เหงื่อก็ไหลท่วมทั้งศีรษะ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบเหงื่อ




จ้าวซินอวี่มองห้องที่พักว่างเปล่าแล้วถอนหายใจยาว ก่อนจะกัดฟันและเริ่มแกะผ้าพันแผลออกจากร่าง ทันทีที่ผ้าพันแผลทั้งหมดถูกแกะออก เขาก็กลายเป็นคนโชกเลือดไปทั้งตัวอีกครั้ง




“ปู่ครับ หลานมันอกตัญญูนัก ตอนนี้หลานไม่ต่างอะไรกับผี ที่สำคัญขาหลานยังพิการไปแล้วอีกข้าง หลานไม่อยากเป็นภาระของท่านอีกแล้ว หากชาติหน้ามีจริง หลานจะกลับมาตอบแทนบุญคุณของท่าน”




ขณะที่เขากำลังดิ้นรนจะลงจากเตียง จู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนวาบที่หน้าอก เขาจึงก้มมองบริเวณที่รู้สึกร้อนและถึงกับตะลึงไป




จ้าวซินอวี่ถูกปู่เลี้ยงดูมา เขาไม่มีนิสัยเสียใด ๆ นอกจากดื่มเหล้าเล็กน้อย ไม่เคยไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง ไม่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าก็แค่ยาดองที่ปู่ทำเอง ไม่เคยออกไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อน ๆ




แต่ตอนนี้ บนหน้าอกของเขาปรากฏรอยประทับสีเขียวเข้ม เป็นลายคล้ายหยกที่มีส่วนหนึ่งขาดหายไป ลวดลายบนรอยประทับนั้นมีเมฆหมอกสีเขียวจาง ๆ ปกคลุมราวกับว่ามีดวงดาวสีเขียวแฝงตัวอยู่ภายในเมฆหมอกนั้น




จ้าวซินอวี่ยกมือสั่นเทาแตะลงบนรอยประทับด้วยความฉงนใจ เขากำลังคิดว่าไอ้รอยนี้มันมาได้ยังไง ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัวเลย มองไปที่หมอกจาง ๆ กับดวงดาวที่แฝงอยู่ภายใน เขาถอนหายใจในใจ คิดว่าถ้าตนเองสามารถมุดตัวเข้าไปข้างในนั้นได้ก็คงดี…




แต่ในขณะที่คิดนั้น เขาก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ เมื่อรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนเตียงในโรงพยาบาลอีกแล้ว แต่กลับมายืนอยู่กลางพื้นที่สีเทาขนาดราวสามสี่ร้อยตารางเมตร




แม้ว่าพื้นที่จะไม่ใหญ่นัก แต่บรรยากาศภายในกลับสดชื่น เพียงแค่สูดหายใจเข้าไปครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกสดชื่นจนไม่อาจบรรยายได้ แถมยังรู้สึกว่าความเจ็บปวดตามร่างกายบรรเทาลงไปบ้างแล้ว




เขามองขึ้นไปเบื้องบนอย่างสงสัย ก็เห็นเมฆหมอกที่ลอยอยู่บนฟ้าเหมือนกับหมอกที่อยู่บนหน้าอกของเขาไม่มีผิด ขณะที่ข้างในหมอกนั้นก็มีดวงดาวสีเขียวแฝงตัวอยู่ด้วย




จ้าวซินอวี่จ้องมองเมฆหมอกบนท้องฟ้าอย่างงุนงง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เรื่องในละครยังมาเกิดกับตัวเขา เขาเข้ามาในรอยประทับบนหน้าอกตัวเองได้ยังไง




เขาพยายามลุกขึ้น แต่แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรลื่น ๆ ตรงมือ รู้สึกเปียกชื้นที่ขาของเขา เขาก้มมองดูก็เห็นว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นดินสีเขียว




เขายื่นมือไปโกยดินขึ้นมาหนึ่งกำหนึ่ง ดินนี้ลื่นเหมือนน้ำมัน เมื่อลองบีบดินในมือ ดินก็ค่อย ๆ ไหลรอดออกจากง่ามนิ้ว




จ้าวซินอวี่โตมาในชนบท เขาเคยปลูกผักทำไร่กับปู่มาตั้งแต่เด็ก แม้อายุยังน้อยแต่ก็เข้าใจว่าพื้นดินแบบนี้สำคัญกับเกษตรกรมากเพียงใด นี่มันคือดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในสายตาของเกษตรกร




เขารู้สึกถึงความชุ่มชื้นของดินก่อนจะเงยหน้ามองไปรอบ ๆ แต่เพราะนอนอยู่บนพื้นจึงเห็นเพียงภาพเลือนรางของหมอกที่ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่




จ้าวซินอวี่ส่ายหัว เขายกมือขึ้นเพื่อจะปัดคราบดินออก แต่ทันทีที่มองมือตัวเองก็ถึงกับตกใจ เมื่อครู่ที่มือยังเปื้อนดินสีเขียวอยู่ แต่ตอนนี้เหลือเพียงรอยเขียวจาง ๆ เท่านั้น แถมความรู้สึกอึดอัดที่มือก่อนหน้านี้ก็คลายไปแล้ว และยังรู้สึกว่าขยับมือได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย




หลังจากสัมผัสถึงคุณสมบัติพิเศษของดินสีเขียว จ้าวซินอวี่ก็มองไปที่ร่างกายของตนเองที่เต็มไปด้วยบาดแผล ความสิ้นหวังในใจค่อย ๆ จางหายไป




เขาเลือกเรียนแพทย์แผนจีนไม่ใช่เพราะค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่เพราะตั้งแต่เด็กก็เคยศึกษาเรื่องแพทย์แผนจีนจากปู่ และปู่ของเขาก็มีความตั้งใจที่จะฟื้นฟูแพทย์แผนจีนที่เริ่มเสื่อมถอยให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง




แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ต่างจากคนพิการ แต่หลังจากสัมผัสถึงประโยชน์ของดินสีเขียวนี้ ความสิ้นหวังในใจเขาก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความหวังเล็ก ๆ




แต่แล้วเขาก็คิดขึ้นได้ว่าตัวเองเข้ามาในรอยประทับบนหน้าอก แล้วตอนนี้จะออกไปยังไงล่ะเนี่ย




ทันใดนั้น เมื่อความคิดนี้แล่นขึ้นมา เขาก็รู้สึกวิงเวียนอีกครั้ง เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเขาก็กลับมาอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลอีกครั้ง ถ้าไม่ติดว่ามีรอยคราบดินสีเขียวอยู่บนร่าง เขาคงคิดว่าทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน




จ้าวซินอวี่มองคราบสีเขียวบนร่าง น้ำตาก็ไหลลงมา ทันทีที่น้ำตาไหลหมดไป แววสิ้นหวังในดวงตาของเขาก็หายไปทั้งหมด




เขาใช้เวลาสักครู่ค่อย ๆ พันผ้าพันแผลกลับเข้าที่เหมือนเดิม จากนั้นก็นอนลงบนเตียงอย่างเงียบ ๆ และเข้าสู่ห้วงนิทราในเวลาไม่นาน…




หลังจากคืนนั้น ทุก ๆ คืนจ้าวซินอวี่จะเข้าไปในพื้นที่พิเศษนั้น และใช้ดินสีเขียวมาทาแผลตามร่างกาย




ไม่ถึงหนึ่งเดือน จ้าวซินอวี่ก็หายดีจนออกจากโรงพยาบาลได้ ซึ่งตามที่ผู้เชี่ยวชาญบอก เขาต้องใช้เวลารักษาถึงครึ่งปี แต่เขากลับหายได้อย่างสมบูรณ์แบบจนออกจากโรงพยาบาลได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน




ทว่าตอนนี้ใบหน้าที่เคยดูสะอาดสะอ้านของเขากลับเต็มไปด้วยแผลเป็นสีดำ ด้านซ้ายของใบหน้ามีเม็ดทรายที่เกิดจากอุบัติเหตุฝังอยู่จนทำให้ครึ่งหน้าเป็นสีดำ




จ้าวซินอวี่เดินตามหลังพังหมิงหยวนซึ่งมารับเขาออกจากโรงพยาบาล ขณะที่กำลังเดินออกไป จ้าวซินอวี่ก็หยุดกึก




“หมิงหยวน ตอนนี้เราก็จบการศึกษาแล้ว นายดูฉันสิ ฉันจะกลับไปที่มหาวิทยาลัยในสภาพแบบนี้ได้ยังไง นายช่วยเอาของของฉันออกมาให้หน่อยได้ไหม”




พังหมิงหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง “ซินอวี่ นายจะทำยังไงต่อ ตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องเคยมีโรงพยาบาลหลายแห่งมาชวนให้นายไปทำงานกับพวกเขานะ นาย...”




จ้าวซินอวี่ถอนหายใจยาว “ดูสภาพฉันสิ แบบนี้จะให้ฉันไปรักษาคนได้ยังไง จะไปทำให้คนอื่นกลัวซะเปล่า ๆ พูดถึงการรักษาคน ใครจะกล้าให้ฉันจับชีพจร”




“งั้นนายจะกลับไปอยู่กับปู่ที่บ้านหรอ”




จ้าวซินอวี่ส่ายหัว “ปู่อายุมากแล้ว สุขภาพก็แย่ ถ้าฉันกลับไปในสภาพนี้ ท่านจะรับได้ยังไง”




“แล้วนายจะทำอะไรล่ะ”




“ส่งอาหาร…”




หลังจากนั้นเป็นต้นมา ในเมืองเผิงเฉิงมีคนพบเห็นเงาร่างของชายขาพิการคนหนึ่งอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะมีลมมีฝนหนักเพียงใด ผู้คนก็ยังพบเห็นเขา




แม้ในบางครั้งเขาจะไม่ได้ใส่ชุดส่งอาหาร เขาก็จะเดินขาเป๋ไปตามถนนและคอยเก็บของเก่าไปขาย




แม้ว่าเศรษฐกิจของเผิงเฉิงจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และเขตชานเมืองมีแต่ตึกสูงขึ้นเต็มไปหมด แต่ในชานเมืองด้านเหนือของเผิงเฉิงยังมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่าหมู่บ้านซีฮันหลิ่ง




ถึงหมู่บ้านซีฮันหลิ่งจะอยู่ติดกับเผิงเฉิงที่เจริญที่สุด แต่มันกลับต่างจากหมู่บ้านรอบ ๆ เพราะจำนวนประชากรไม่มากนัก แต่กลับมีพื้นที่กว้างขวางเกิน 30,000 หมู่




เหตุที่ทำให้หมู่บ้านซีฮันหลิ่งยังไม่ถูกพัฒนาเป็นเพราะหมู่บ้านนี้มีพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหุบเขาใหญ่ โดยมีเทือกเขาไฉ่เหลียงทอดตัวผ่านทางตอนเหนือของหมู่บ้าน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหมู่บ้านนี้ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง




เพราะพื้นที่นี้เต็มไปด้วยหุบเขาและขาดแคลนน้ำนี้เอง ที่ทำให้นักพัฒนาอสังหาฯ ต่างพากันถอดใจ แม้ว่าเขตอื่น ๆ จะพัฒนากันไปหมดแล้วก็ตาม แต่หมู่บ้านซีฮันหลิ่งกลับยังคงรกร้างและล้าหลังเช่นเดิม




ตรงพื้นที่ราบขนาดสิบกว่าหมู่(*1)ที่ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างหมู่บ้านซีฮันหลิ่งกับเมืองเผิงเฉิงมีจุดรับซื้อของเก่าขนาดเล็กตั้งอยู่ ที่นี่เองที่ทุกบ่ายจะมีชายขาพิการผู้หนึ่งเดินมาพร้อมถุงใส่ของเก่าอยู่หลายใบ




“คุณลุงสวี่ ผมกลับมาแล้ว” บ่ายวันหนึ่ง ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในจุดรับซื้อของเก่า เขาสวมหน้ากากและหมวก และเดินขากระเผลกพร้อมแบกถุงของเก่าสองใบมาด้วย




หลังจากโยนถุงใส่ของเก่าไว้บนลานว่าง เขาก็เดินโขยกเขยกไปทางด้านเหนือของจุดรับซื้อของ ซึ่งมีบ้านเก่า ๆ ตั้งอยู่เรียงราย




เมื่อมาถึงหน้าห้องพักห้องหนึ่ง เสียงไอแห้ง ๆ ก็ดังมาจากข้างใน เขาขมวดคิ้วแน่นแล้วเดินเปิดประตูเข้าไปเงียบ ๆ




ภายในห้องพักค่อนข้างรกรุงรัง พื้นห้องเต็มไปด้วยขวดเหล้าว่างเปล่า กลิ่นเหล้าหนักอบอวลไปทั่ว ในห้องมีชายชราผมหงอกขาวนอนอยู่บนเตียง ใกล้ ๆ กันมีร่องรอยการอาเจียนปรากฏอยู่




“คุณลุง นี่ลุงดื่มเหล้ามากเกินไปอีกแล้วนะ” เจ้าของเสียงถอดหน้ากากและหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผล โดยเฉพาะครึ่งหน้าด้านซ้ายที่ดำสนิท




จ้าวซินอวี่นั่งลงข้างเตียง ยกมือจับข้อมือของชายชราแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาสัมผัสได้ว่าตอนนี้ชีพจรของชายชราเต้นกระตุก ไม่เป็นจังหวะ สภาพร่างกายอ่อนแอถึงขั้นใกล้หมดลมหายใจแล้ว













*(1) 1 หมู่ มีขนาดประมาณ 666.67 ตารางเมตร หรือ ประมาณ 0.4 ไร่




ตอนก่อน

จบบทที่ ความยินดีที่ไม่คาดคิด

ตอนถัดไป