ตะลึงไม่รู้จบ
เมื่อหานเถียนเลี่ยงได้ยินข้อเสนอของจ้าวชื่อหมิง เขาก็อึ้งไป เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านที่ทำการเกษตรมาโดยตลอด ซึ่งพยายามทำงานหนักทั้งปีแต่ก็ได้รายได้เพียงสามถึงห้าร้อยหยวนต่อหมู่เท่านั้น
ลานบ้านนี้มีพื้นที่ประมาณสิบหมู่ แต่จ้าวชื่อหมิงเรียกเงินถึงสามพันหยวน คิดรวมต้นกล้าและค่าแรงแล้ว จ้าวซินอวี่อาจถึงขั้นขาดทุนเสียด้วยซ้ำ
“ชื่อหมิง มากเกินไปไหม? ซินอวี่เป็นเด็กกำพร้า ที่นี่เป็นแหล่งรายได้เดียวของเขา ให้เขาเหลือเงินให้พึ่งพาตัวเองได้บ้าง…”
จ้าวชื่อหมิงไม่รอให้ผู้ใหญ่บ้านพูดจบ ก็ตัดบททันทีพร้อมหันไปทางจ้าวซินอวี่ “ไอ้ขาเป๋ ได้ยินแล้วใช่ไหม? ปีละสามพัน จ่ายตอนนี้ ถ้าไม่จ่าย พวกฉันจะถอนผักนายทิ้งทันที”
พูดจบเหล่าวัยรุ่นที่มาด้วยก็ทำท่าจะเข้าไปถอนต้นกล้าผักจากแปลงทันที
“จ้าวชื่อหมิง นี่แกคิดจะทำอะไร!” หานเถียนเลี่ยงโมโหจนหน้าถอดสีและเอ่ยเสียงดัง
“ลุงหาน คิดว่ายังอยู่ในยุคเก่าอยู่หรือไง? นี่ยอมให้หน้าลุงนะ ถ้าไม่งั้นสามพันนี่ยังน้อยไป”
จ้าวซินอวี่เห็นท่าทีของจ้าวชื่อหมิงก็ไม่อยากให้ผู้ใหญ่บ้านต้องลำบากใจ “ลุงหาน สามพันก็สามพันเถอะ”
คำตอบนั้นทำให้จ้าวชื่อหมิงชะงักไปเล็กน้อย เขารู้ว่าตนเรียกค่าน้ำแพงเกินไป แต่ที่ยังถนอมน้ำใจก็เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยพูดไกล่เกลี่ย คิดไว้ว่าถ้าได้สักพันห้าก็น่าจะพอใจแล้ว เขาไม่คิดว่าจ้าวซินอวี่จะตอบรับโดยง่ายเช่นนี้ จึงนึกเสียดายที่เรียกเงินน้อยไป
“แล้วจะรออะไรอีกล่ะ จ่ายมาเลย”
“นี่รวมค่าน้ำรดผักทั้งปีใช่ไหม?” จ้าวซินอวี่ถาม
จ้าวชื่อหมิงชะงักไป “ก็เฉพาะที่ลานนี้ ถ้าไปปลูกที่แปลงนั่นก็ต้องเพิ่มอีกห้าพัน”
“ตอนนี้ยังไม่ได้ปลูกที่นั่น เดี๋ยวฉันโอนเงินให้”
เมื่อโอนเสร็จ จ้าวชื่อหมิงก็จากไปโดยไม่เสียเวลา หานเถียนเลี่ยงส่ายหัวพลางหันมาพูดกับจ้าวซินอวี่ด้วยความกังวล “ซินอวี่ คนอย่างจ้าวชื่อหมิงหากินกับการรังแกคนอื่น ระวังเขากลับมาสร้างปัญหาด้วย”
จ้าวซินอวี่ยิ้ม “ลุงหาน ผมจ่ายเงินแล้ว เขาจะหาเรื่องอะไรได้อีกล่ะครับ”
“ซินอวี่ จ่ายให้ตั้งสามพันนี่ยังถือว่าเยอะเกินไปอยู่ดี นับทั้งปียังไงก็ไม่น่าจะเหลือกำไรอยู่ดี” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวพลางส่ายหัว
“ลุงหวัง ผมขอลองดูก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ปีหน้าผมจะกลับไปเก็บของเก่าเหมือนเดิม”
เมื่อทุกคนกลับไป จ้าวซินอวี่ก็มองรั้วไม้ที่ถูกทำลาย เขาตัดสินใจนำรั้วนั้นไปกองรวมไว้ที่มุมหนึ่งก่อนขับรถออกไป
พอตกดึก รั้วไม้เดิมก็ถูกสับเป็นฟืนหมดแล้ว และจ้าวซินอวี่ก็เปลี่ยนเป็นรั้วเหล็กแทน เมื่อปิดประตูลงก็ทำให้คนภายนอกมองเข้ามาไม่ได้ ซึ่งช่วยป้องกันทั้งผักในสวนและไม่ให้เป็นที่จับตามองมากเกินไป
ช่วงต่อมา จ้าวซินอวี่ไปส่งผักที่หมู่บ้านเทียนอี้ฮวาเยี่ยนทุกวัน และเมื่อกลับมาก็จัดการกับผักในแปลงด้วย เวลาผ่านไปเพียงเดือนกว่า ๆ ต้นผักหลายชนิดในแปลงก็เติบโตสูงเกือบหนึ่งเมตรแล้ว
ทั้งมะเขือเทศ แตงกวา และถั่วฝักยาวเริ่มต้องใช้ไม้ค้ำแล้ว ไผ่ที่ซื้อมาใช้ค้ำพยุงต้นไม้ก็ต้องซื้อเพิ่มขึ้น
เพราะเขาทำคนเดียวไม่ไหว จึงต้องขอแรงหานเถียนเลี่ยงกับคนในหมู่บ้านสิบกว่าคนอีกครั้ง
เมื่อพวกเขาเข้ามาในลานและเห็นต้นมะเขือเทศสูงเกินเมตร ต้นแตงกวาและถั่วฝักยาวที่เอนจนติดดิน ก็พากันตะลึง
หานเถียนเลี่ยงและชาวบ้านที่คลุกคลีกับการเกษตรมาตลอดชีวิตไม่เคยเห็นมะเขือเทศที่โตเร็วเช่นนี้มาก่อน ในสภาพปกติต้องใช้เวลาห้าสิบวันขึ้นไปกว่าจะสูงถึงหนึ่งเมตรและเริ่มติดดอกออกผล แต่แปลงนี้ดูเหมือนจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ทุกคนจึงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ขณะกำลังช่วยกันค้ำต้นไม้ เสียงเห่าของเฮยเฟิงดึงความสนใจทุกคนไปที่เจ้าสุนัขตัวใหญ่ขนดำเป็นมันซึ่งสูงเกินเมตร มันเดินออกมาจากห้องหนึ่งแล้วตรงมาหาพวกเขา
ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งซีดเผือด “ซินอวี่ รีบพามันกลับไปเร็วเข้า!”
“เฮยเฟิง!” จ้าวซินอวี่เรียก เจ้าสุนัขก็หยุดทันทีและหางกระดิกไปมาเดินมาหาเขาอย่างว่าง่าย มันหันเอาหัวถูกับตัวเขา
หานเถียนเลี่ยงพิจารณาเจ้าสุนัข “นี่ใช่เฮยเฟิงตัวที่ฉันเคยเจอเมื่อเดือนก่อนแน่เหรอ?”
ตอนนั้นมันสูงแค่เจ็ดสิบหรือแปดสิบเซนติเมตร แต่ตอนนี้กลับดูสูงใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างน่าตกใจ
จ้าวซินอวี่หัวเราะและถอดหน้ากากออก เขาลูบหัวเฮยเฟิงพลางพูด “เฮยเฟิง คนพวกนี้นายเคยเห็นแล้วนะ ห้ามเห่าใส่พวกเขาอีกล่ะ”
สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจยิ่งกว่าคือเฮยเฟิงดูจะเข้าใจคำสั่ง หยุดเห่าใส่ทุกคนตามคำพูดของจ้าวซินอวี่
“ซินอวี่…” หานเถียนเลี่ยงกำลังจะชมเฮยเฟิง แต่แล้วก็หยุดลงเมื่อหันไปเห็นใบหน้าของจ้าวซินอวี่ ความตกใจปรากฏบนใบหน้าของเขา
หลังอุบัติเหตุที่ผ่านมาจ้าวซินอวี่มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ครึ่งหนึ่งของใบหน้ายังมีรอยดำคล้ำ แต่ตอนนี้รอยแผลจางหายไปจนเกือบหมด ครึ่งหน้าที่เคยดำคล้ำก็ดูเหมือนเพียงแปดเปื้อนเขม่า หากไม่สังเกตก็แทบไม่เห็น
จ้าวซินอวี่สังเกตท่าทีแปลก ๆ ของหานเถียนเลี่ยง เขาจึงเดินเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม “ลุงหาน เป็นอะไรไปหรอ เฮยเฟิงพวกลุงก็เคยเจอแล้วนี่”
หานเถียนเลี่ยงมองขาของเขาแล้วถามขึ้น “ซินอวี่ ขา กับใบหน้าของเธอดีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
จ้าวซินอวี่ยิ้ม “ลุงก็รู้ว่าผมเรียนแพทย์แผนจีนมาตั้งแต่เด็กนะครับ ผมลองปรับใช้สูตรยาของคุณปู่ดู โชคดีที่ได้ผลดีทีเดียว”
“ดีแล้วที่หายได้ ฉันเคยได้ยินลุงสวี่พูดไว้ว่า เมื่อก่อนมีหลายที่ต้องการนายไปทำงาน หากรักษาหายเมื่อไหร่จะได้เลิกลำบากเสียที”
จ้าวซินอวี่เพียงยิ้มจาง ๆ เพราะตอนนี้เขาไม่ได้คาดหวังกับการทำงานแบบเดิมอีกแล้ว
“จริงสิลุงหาน เถาองุ่นริมกำแพงฝั่งตะวันออกเริ่มจะต้องใช้ค้ำแล้ว ไม้ไผ่ที่สั่งมาก็อยู่ตรงนั้น หลังจากจัดการกับผักเรียบร้อยก็ช่วยทำค้ำให้เถาองุ่นด้วยนะครับ”
“กิ่งองุ่นแห้ง ๆ พวกนั้นจะขึ้นได้ยังไงกัน” หานเถียนเลี่ยงรีบไปดูที่กำแพงฝั่งตะวันออก แต่เมื่อเขากลับมาก็ส่ายหัวไม่หยุด เพราะกิ่งองุ่นแห้งที่จ้าวซินอวี่ปลูกไว้นั้นกลับมีเถาและใบสีเขียวขึ้นยาวเกือบสองเมตร มีดอกเล็ก ๆ ที่คล้ายเมล็ดงาผุดขึ้นระหว่างใบและเถา
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้หานเถียนเลี่ยงรู้สึกทึ่งจนไม่รู้จะพูดอะไร
หลังจากใช้เวลาสองวันจัดการเสร็จ ทุกคนก็กลับบ้านไป โดยหานเถียนเลี่ยงไม่ได้กลับ เขาถามจ้าวซินอวี่ “ซินอวี่ ผักในสวนอย่างมะเขือเทศ มะเขือม่วง และแตงกวาก็ขึ้นค้ำหมดแล้ว นายรู้วิธีดูแลมันไหม?”
จ้าวซินอวี่นิ่งไปเล็กน้อย เขาดูแลพืชผักได้ แต่ด้วยพื้นที่มากขนาดนี้ก็ไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง
“ลุงหาน ผมรู้วิธีครับ แต่ด้วยพื้นที่มากขนาดนี้ผมคงทำไม่ไหว ถ้าไม่รังเกียจ ผมยินดีจ้างคนมาช่วย เดือนละสองพันห้า หากผลผลิตดีผมจะเพิ่มให้อีก”
“ซินอวี่ ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ที่อยากบอกคือแตงกวากับถั่วนี้ติดผลไว พวกผักโขมกับผักกาดที่นายปลูกไว้ก็โตพร้อมขายแล้ว ว่าแต่นายจะเริ่มขายยังไงดีล่ะ?”