เก็บคนได้?
จ้าวซินอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ลุงหาน ผมตกลงกับหานลี่และหานจวินไว้แล้ว ว่าถ้าการปลูกผักไปได้ดี พวกเขาจะกลับมาช่วยผมครับ”
หานเถียนเลี่ยงได้ยินดังนั้นก็ดูมีความหวังขึ้นมา เขาเติบโตและผูกพันกับหมู่บ้านซีฮั่นหลิ่งอย่างมาก แต่เมื่อลูกชายสองคนของเขาออกไปทำงานในเมือง เขาเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วย หากจ้าวซินอวี่สามารถทำให้พวกเขากลับมาทำงานที่บ้านเกิดได้ คงเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุด
“ดีเลย เดี๋ยวลุงจะโทรไปบอกให้พวกเขารีบกลับมา”
จ้าวซินอวี่หัวเราะ “ลุงหาน ให้ผมโทรเองดีกว่าครับ ถ้าลุงเป็นคนโทร พวกเขาคงคิดว่าพวกเราวางแผนหลอก ถ้าเป็นผมโทรยังดีกว่า ให้พวกเขามาช่วยดูแลสวน พอแตงกวาและมะเขือเทศเก็บขายได้ ผมจะบอกให้พวกเขากลับมาเอง”
“เอาสิ งั้นเรื่องนี้ก็แล้วแต่เธอ พรุ่งนี้ลุงจะมาเช้า ๆ อีกไม่นานผักกาดกับผักโขมก็คงจะเก็บขายได้แล้วนะ ช่วงนี้ถ้ามีเวลาก็ลองไปหาทำเลขายดู”
หลังจากส่งหานเถียนเลี่ยงกลับไป จ้าวซินอวี่ก็เดินไปที่แปลงผักกาด แม้รดน้ำไปแล้วตอนเช้า แต่ใบผักกาดแต่ละต้นกลับอวบอิ่ม เต็มไปด้วยหยดน้ำที่พราวระยิบเหมือนหยกเขียวสด มองแล้วให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำยิ่งนัก
จ้าวซินอวี่มองผักในแปลงด้วยแววตาครุ่นคิด เมื่อเทียบกับมะเขือเทศและแตงกวาที่ต้องใช้ไม้ค้ำ ผักกาดและผักโขมแม้จะปลูกไม่เยอะ แต่ก็มีพื้นที่ถึงหนึ่งหมู่เศษ หากทิ้งไว้นานเกินไป ผักก็จะแตกดอกและมีรสขมจนต้องตัดไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์
เขารู้ดีว่าผักที่รดด้วยน้ำจากมิติย่อมมีรสชาติดีแน่นอน หากเขาขนไปขายที่หมู่บ้านเทียนอี้ฮวาเยี่ยนคงไม่มีปัญหาเรื่องขายได้เลย แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าเมื่อมีผักมากมายรอขาย เขาเพียงคนเดียวไม่อาจขายได้หมด
ในเมื่อยังไม่อยากให้ใครรู้ความลับและพืชผักในสวนก็เตรียมเก็บขายได้แล้ว เขาจึงตัดสินใจออกไปสำรวจตลาดบ้างเพื่อหาทางแก้ปัญหา
ทั้งวันจ้าวซินอวี่ขับรถสามล้อวนเวียนหาทำเลไปทั่ว หวังหาช่องทางขายผักของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะไปที่ร้านไหน เมื่อเขาเอ่ยปากว่าจะขายผัก ก็ถูกปฏิเสธไล่ออกมาทันที
พอถูกเจ้าของร้านไล่ออกมาอีกครั้ง เขาก็เริ่มท้อ เมื่อแหงนมองท้องฟ้าที่มืดลงแล้ว เขาก็หิวจนต้องหาซื้อข้าวกินที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
หลังจากกินเสร็จ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็ต้องยิ้มอย่างขมขื่น ที่ผ่านมาเขาวิ่งหาลูกค้าราวกับแมลงวันไร้หัว รู้ตัวอีกทีเวลาก็ล่วงเลยถึงสี่ทุ่มกว่าแล้ว
ความรู้สึกอึดอัดใจเพราะยังหาลู่ทางขายไม่ได้ทำให้จ้าวซินอวี่กลับมาที่รถสามล้อด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ในตอนนั้นเขายังไม่ทันสังเกตว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนอนหลับสนิทอยู่ในกระบะรถ ร่างนั้นส่งกลิ่นเหล้าคลุ้งและมีอาเจียนเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด โดยส่วนหนึ่งยังติดอยู่ที่ปากและจมูกของเธอด้วย
พอกลับมาถึงบ้าน เขาล็อกประตูแล้วเดินไปดูหลังรถ พอเห็นว่าในท้ายกระบะมีใครบางคนนอนอยู่เขาก็ตกใจ เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นหายใจรวยริน เขาจึงรีบเช็ดเศษอาเจียนออกจากปากและจมูกของเธอ จากนั้นจับชีพจรเพื่อดูอาการ
ไม่นานเขาก็พบว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เมา แต่กลับโดนวางยา เขาล้วงมือถือจะโทรแจ้งตำรวจ แต่ก็ลังเล เขารู้ดีว่าหากตำรวจพบเธออยู่ในรถของเขาและภายในบ้านของเขาเอง หากเกิดอะไรขึ้นเขาคงปฏิเสธไม่ขึ้น
จ้าวซินอวี่มองผู้หญิงที่สลบไสลอีกครั้ง คำสอนของคุณปู่ผุดขึ้นในใจ ทำให้เขาตัดสินใจอุ้มเธอเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง
หลังจากถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนอาเจียนออกแล้ว เขาหยิบเข็มเงินที่ซื้อมาออกมาใช้อย่างระมัดระวัง แทงลงบนหน้าอกของหญิงสาวทีละจุดอย่างแม่นยำ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาค่อย ๆ ถอนเข็มออกและจับชีพจรเธออีกครั้ง ความรู้สึกโล่งใจเข้ามาแทนที่เมื่อพบว่าชีพจรของเธอกลับมาปกติแล้ว เหลือเพียงอาการเมาค้างเท่านั้น
หลังจากจัดแจงให้เธอนอนบนเตียงแล้ว ขณะกำลังจะออกจากห้อง จ้าวซินอวี่ก็เห็นเสื้อผ้าที่เปรอะไปด้วยกลิ่นเหล้า เขาคิดว่าคงปล่อยให้เธอกลับไปในสภาพนี้ไม่ได้ จึงตัดสินใจเอาเสื้อผ้าไปซักให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปพักผ่อน
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองในโรงแรมแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกปีคนหนึ่งกำลังโกรธจัด จานอาหารตรงหน้าแตกกระจาย ส่วนหน้าห้องมีชายหนุ่มสามคนยืนก้มหน้าอย่างหวาดหวั่น
“ไอ้พวกไร้ประโยชน์! ดูแลคนคนเดียวก็ยังปล่อยให้หลุดมือไปได้ คราวนี้ถ้าปล่อยให้ตู้ม่งหนานหนีรอดไปอีก จะหาจังหวะใหม่ก็ยากแล้ว ไปตามหาให้ทั่ว!”
“คุณหนูตู้หลุดไปทางหลังครัว เรา...”
“หุบปากแล้วไปตามหา! ถ้าครั้งนี้พลาดขึ้นมา พวกแกเตรียมตัวไว้ได้เลย!”
เนื่องจากคืนนั้นในบ้านมีคน จ้าวซินอวี่จึงไม่กล้าเข้าไปในมิติเพื่อเก็บผัก นั่นเป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่เขาได้นอนหลับสนิท
ระหว่างที่เขาหลับสนิท ทั่วทั้งเมืองเผิงเฉิงกลับวุ่นวายไปหมด คนจำนวนมากต่างออกตามหาผู้หญิงคนนั้นจนตำรวจยังถูกเรียกตัวให้มาช่วย ขณะที่ถนนหน้าโรงเก็บของเก่าของจ้าวซินอวี่ก็มีผู้คนขับรถผ่านไปมาเป็นระยะ
บางทีอาจเพราะกลับบ้านมาดึก และต้องดูแลผู้หญิงคนนั้นกับซักเสื้อผ้าให้เธอ จ้าวซินอวี่จึงหลับยาวไปจนถึงสาย เมื่อลุกขึ้นได้เขาก็นึกถึงหญิงสาวคนนั้นและนึกได้ว่าหานเถียนเลี่ยงจะมาหา เขารีบลุกขึ้นเดินไปดูที่ห้องพัก
พอเข้าไปก็พบว่าประตูเปิดทิ้งไว้ ห้องว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของหญิงสาวคนนั้นแล้ว
“เฮยเฟิง!”
เสียงเห่าตอบกลับดังมา เฮยเฟิงวิ่งมาหาเขาราวกับพายุ มันเงยหน้ามองจ้าวซินอวี่ราวกับรอคำสั่ง
“ผู้หญิงคนนั้นออกไปเองใช่ไหม?”
เฮยเฟิงพยักหน้าและเห่าตอบเบา ๆ
จ้าวซินอวี่ถอนหายใจยาว นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืน
ไม่ได้ให้อาหารเฮยเฟิง เขาจึงกลับเข้าไปในครัวเตรียมอาหารให้เฮยเฟิง ขณะเดียวกันหานเถียนเลี่ยงและคนงานก็เริ่มทยอยเข้ามาในลานเพื่อช่วยจัดการแปลงผัก
ไม่กี่วันต่อมา ผักในแปลงก็ดูเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน แม้ผักกาดและผักโขมจะเก็บขายได้แล้ว แต่เขาก็ยังหาตลาดขายไม่ได้
เช้าวันหนึ่ง หลังจากจ้าวซินอวี่กลับจากขายผักที่หมู่บ้านเทียนอี้ฮวาเยี่ยน เฮยเฟิงก็เห่าเสียงดังพร้อมวิ่งไปที่ประตู
“เฮยเฟิง” จ้าวซินอวี่ที่กำลังจะทำอาหารได้ยินก็รีบเดินออกไป เขารู้ว่ามีใครบางคนมาหา แต่คงไม่ใช่หานเถียนเลี่ยงหรือคนที่มาช่วยงานแน่
เมื่อเปิดประตูออก เขาก็ต้องแปลกใจที่เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ถนนไม่ไกลนักมีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ เป็นรถสปอร์ตสีแดงที่ดูมีราคาแพง
หญิงสาวคนนั้นแต่งกายดูมีรสนิยม อายุราวยี่สิบสามหรือยี่สิบสี่ สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร มีใบหน้าสวยคม ผมยาวสีดำดูนุ่มลื่น เธอสวมกระโปรงสีม่วงอ่อนที่ไม่มีแบรนด์และรองเท้าแตะสีขาว แม้ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าและให้ความรู้สึกเย็นชา แต่เธอกลับสร้างแรงดึงดูดได้ในเวลาเดียวกัน
จ้าวซินอวี่รู้สึกคุ้นหน้าเธออย่างประหลาด แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน เขาเคยส่งอาหารมาหลายปี พบเจอผู้คนมากมาย จึงไม่ได้ใส่ใจนัก
“เธอมาหาใครหรอ?”
หญิงสาวปรายตามองเขาเพียงแวบเดียวก่อนจะก้าวเข้ามาในลานบ้านโดยไม่พูดอะไร เฮยเฟิงที่ปกติจะเห่าใส่คนแปลกหน้าแต่คราวนี้กลับเดินตามหญิงสาวอย่างว่าง่าย ปล่อยให้เจ้าของยืนงงอยู่ด้านหลัง