อิทธิพลของพืชผัก
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผักธรรมดาที่หาได้ตามร้านอาหารทั่วไปกลับกลายเป็นเมนูที่ขายดีที่สุดในโรงแรมเผิงเฉิง โดยบางโต๊ะถึงกับสั่งผักจานเดียวกันซ้ำหลายรอบ
ลูกค้าที่ได้ชิมต่างบอกว่าผักเหล่านี้แม้จะดูธรรมดา แต่มีรสชาติอร่อยจนยากจะห้ามใจได้ แค่คำเดียวก็แทบจะทำให้ลิ้นต้องการจะลิ้มรสเพิ่ม หลังจากได้ลองครั้งหนึ่งก็รู้สึกติดใจจนหยุดไม่ได้ แม้จะเป็นจานผักที่ทำจากมะเขือเทศหรือแตงกวาอย่างง่าย ๆ แต่รสชาติกลับดีกว่าผลไม้ทั่วไป แถมยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวติดปากหลังทานไปแล้วอีกด้วย
ความสำเร็จนี้ทำให้เกิดความอิจฉาระหว่างคู่แข่งที่พากันร้องเรียนไปยังหน่วยงานด้านสุขภาพว่าผักในโรงแรมเผิงเฉิงต้องมีสารบางอย่างที่อาจทำให้เสพติด หรือไม่ก็อาจมีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี หรือดัดแปลงพันธุกรรม
แม้หน่วยงานด้านสุขภาพจะทำการตรวจสอบ แต่ผลการตรวจที่ออกมากลับทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจ เพราะไม่มีสารต้องห้าม สารเคมี หรือยาฮอร์โมนใด ๆ ในผักเลย นอกจากนี้ ผักเหล่านี้ยังมีสารอาหารมากกว่าผักทั่วไปถึงสามถึงสี่เท่า!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเผิงเฉิงและหมู่บ้านใกล้เคียง เหล่าเจ้าของร้านอาหารและพ่อค้าต่างแห่กันมาสอบถามถึงแหล่งที่มาของผักที่โรงแรมเผิงเฉิงใช้ เพราะพวกเขารู้ว่าหากมีผักแบบนี้ไปขายในร้านตัวเอง ลูกค้าคงล้นหลามแน่นอน
ในขณะเดียวกันที่ห้องทำงานของผู้จัดการใหญ่ของโรงแรมเผิงเฉิง ตู้ม่งหนานกำลังนั่งอยู่ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เวลานี้โรงแรมที่เคยไม่ค่อยมีลูกค้ากลับมีจำนวนการจองที่นั่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ยุ่งมาก ๆ ถึงกับต้องมีลูกค้าต่อคิวรอโต๊ะเลยทีเดียว
ตู้ม่งหนานรู้ดีว่าความสำเร็จนี้เกิดขึ้นเพราะผักจากสวนของจ้าวซินอวี่แท้ ๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู รอยยิ้มของตู้ม่งหนานหายไปทันที และสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา
“เข้ามา”
ประตูเปิดออก หญิงสาวในชุดทำงานเดินเข้ามา เธอดูมีท่าทีสุขุมมั่นใจสมกับอาชีพ
“ผู้จัดการ เมื่อครู่ฉันเช็กยอดการขายพบว่า แค่ครึ่งเดือนนี้ก็มียอดขายเท่ากับเดือนที่แล้วแล้ว แถมการตรวจสอบจากหน่วยงานด้านสุขภาพยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราไปอีก ตอนนี้ลูกค้าต่างแห่กันมาต่อคิวรอทานอาหารแล้ว”
ตู้ม่งหนานเผยยิ้มบาง ๆ “เจียหมิ่น เมื่อก่อนเธอไม่เห็นด้วยกับผักที่จ้าวซินอวี่ปลูก ตอนนี้คิดว่าไงบ้าง? ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้ทั้งเมืองเผิงเฉิงตามหาตัวเขากันยกใหญ่ เธอแจ้งคนที่ไปรับผักให้ระวังไว้หน่อย ถ้าโรงแรมอื่นรู้ที่มาของผักเราไปละก็ ข้อได้เปรียบที่เรามีคงหายไปหมดแน่ ๆ”
เจียหมิ่นพยักหน้ารับ “จริงค่ะ ผู้จัดการ อีกอย่างคือ ฉันไปชิมผัดผักที่ห้องครัวทำด้วย แต่มันยังไม่อร่อยเท่าจานที่นายจ้าวซินอวี่เขาทำเองเลย”
ตู้ม่งหนานจ้องเธอเขม็ง “เจียหมิ่น พูดจาลับหลังเขาแบบนี้ไม่ดีเลย เธอรู้ไหมว่าจ้าวซินอวี่คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อปีที่แล้ว เขาลำบากมากพอแล้ว อย่าพูดเรื่องนี้อีก ฉันไปที่บ้านเขามาหลายครั้ง เขาทำอาหารอร่อยมาก ฉันก็เคยลองชวนเขามาทำอาหารที่โรงแรม แต่เขาไม่สนใจ”
เจียหมิ่นอ้าปากค้าง “ที่แท้ก็เป็นเขา คนที่หมอบอกว่าจะไม่รอด แต่สุดท้ายก็รอดมาได้เนี่ยนะ แล้วผู้จัดการรู้จักเขาได้ยังไง?”
ทันทีที่ถามจบ ตู้ม่งหนานก็หน้าเปลี่ยนสี เจียหมิ่นจึงรู้สึกว่าตนเองพูดอะไรผิด
ตู้ม่งหนานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “เจียหมิ่น ไปบอกคนที่ไปรับผักทีนะ ฉันจะโทรหาจ้าวซินอวี่เอง”
---
แม้จ้าวซินอวี่จะใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ทุกเช้าที่ไปขายผักที่หมู่บ้านเทียนอี้ฮวาเยี่ยน เขามักได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโรงแรมเผิงเฉิงอยู่เสมอ
ลูกค้าในหมู่บ้านเริ่มถามเขาบ่อยขึ้น ว่าผักที่เขาขายนั้นใช่ผักชนิดเดียวกับที่ใช้ในโรงแรมเผิงเฉิงหรือเปล่า
วันหนึ่งขณะกลับจากการขายผัก เขาสังเกตเห็นว่ามีรถยนต์หลายคันขับตามเขากลับมา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจว่าเขาคงไม่สามารถไปขายผักที่หมู่บ้านเทียนอี้ฮวาเยี่ยนได้อย่างสบายใจอีกต่อไป
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาจัดเตรียมยาและทาขาอย่างที่ทำเป็นประจำ ขณะกำลังจะเริ่มทำอาหาร เขาก็ได้ยินเสียงเฮยเฟิงคำรามต่ำ ๆ ที่หน้าประตู
จ้าวซินอวี่มองไปที่โทรศัพท์ พลางคิดว่าคงไม่ใช่หานเถียนเลี่ยงหรือคนในหมู่บ้านที่มาหาในเวลานี้
เมื่อเปิดประตูออก เขาก็พบว่าตู้ม่งหนานยืนอยู่ เธอมาคนเดียวโดยไม่ได้ขับรถสปอร์ตสีแดงคันหรูที่เขาคุ้นตา
“วันนี้ทำไมไม่ขับรถมา?” จ้าวซินอวี่ถามอย่างเป็นกันเอง แม้จะไม่ได้พูดคุยกันบ่อยนัก แต่ทั้งสองก็ถือได้ว่าเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว
“ปิดประตูซะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” ตู้ม่งหนานบอกพร้อมเดินเข้ามาในลานบ้าน
“เธอกินข้าวรึยัง ถ้ายังก็จะทำเผื่อด้วย”
“ยังเลย ข้าวต้มข้าวฟ่างแบบฉบับบ้านนายละกัน” ตู้ม่งหนานตอบเรียบ ๆ
หลังจากจ้าวซินอวี่เตรียมข้าวต้มและอาหารเรียบร้อย เขาจึงถามขึ้นระหว่างมื้ออาหารว่า “วันนี้มีเรื่องอะไร?”
“ถ้าฉันจะขอซื้อผักทั้งหมดในสวนของนายล่ะ?”
จ้าวซินอวี่ยิ้มบาง ๆ “ฉันรู้นะว่าเพื่อนเธอเปิดโรงแรมเผิงเฉิง ซึ่งเป็นโรงแรมใหญ่สุดในเผิงเฉิง แต่ถึงโรงแรมจะขายดีแค่ไหนก็คงไม่ใช้ผักมากมายขนาดสิบหมู่ได้หรอก”
“งั้นฉันก็จะเปิดร้านขายผักเอง” ตู้ม่งหนานพูดอย่างไม่ยี่หระ แล้วก็มองมาที่เขา “แล้วนั่นที่นายทาหน้าน่ะ มีกลิ่นยาเต็มไปหมดเลย”
จ้าวซินอวี่หัวเราะแล้วลุกไปล้างหน้า เมื่อกลับมาเขาก็พบว่าตู้ม่งหนานกำลังมองเขาอย่างประหลาดใจ
“มีอะไร?” เขาถาม
“รอยแผลหายหมดแล้วเหรอ?” ตู้ม่งหนานถามด้วยความแปลกใจ
เธอจำได้ว่าครั้งแรกที่มาเยี่ยมบ้านเขา แม้แผลเป็นจะจางลงไปบ้างแล้ว แต่ครึ่งหนึ่งของใบหน้ายังมีรอยดำชัดเจน แต่ตอนนี้ใบหน้าของเขาแทบไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่เลย และคราบดำก็ดูเหมือนจะหายไปหมดแล้ว ทำให้จ้าวซินอวี่ดูเป็นชายหนุ่มที่สะอาดสะอ้านและมีเสน่ห์มากขึ้น
“ก็ได้สูตรยามาจากคุณปู่น่ะสิ” จ้าวซินอวี่ตอบยิ้ม ๆ
ตู้ม่งหนานรู้สึกทึ่งในยาสมุนไพรของเขา “ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ถ้าอย่างนั้น นายช่วยทำยารักษารอยแผลเป็นให้คนอื่นได้ไหม?”
“ได้สิ ถ้าเพื่อนเธอมีแผลเป็นก็บอกได้ ฉันจะปรุงยาทาให้ ไม่ถึงกับหายหมด แต่ช่วยให้ดีขึ้นได้มากเลย”
เมื่อกลับเข้าสู่หัวข้อเรื่องผัก ตู้ม่งหนานบอกเขาว่า “อย่าลืมที่ฉันพูดถึงเรื่องซื้อผักทั้งหมดของนายด้วยล่ะ คิดดูให้ดี ๆ”
จ้าวซินอวี่ตอบกลับ “จริง ๆ ฉันก็ตั้งใจจะเปิดร้านขายผักเองอยู่แล้ว เพื่อน ๆ ของฉันก็จะกลับมาช่วยดูแลด้วย”
“ดีแล้วล่ะ นายคงรู้นะว่าตอนนี้มีคู่แข่งเยอะ”
“ขายปลีกได้ราคาดีกว่าขายส่งมาก ฉันตั้งใจจะขายให้ร้านเล็ก ๆ มากกว่าจะส่งให้โรงแรมใหญ่ ๆ หนะ” จ้าวซินอวี่ตอบ
ตู้ม่งหนานยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากนะ แล้วเจอกันใหม่”
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู ตู้ม่งหนานสังเกตเห็นขาของจ้าวซินอวี่ซึ่งดูเหมือนจะหายเป็นปกติแล้ว หากไม่สังเกตใกล้ ๆ ก็แทบจะไม่รู้เลยว่าเขาเคยเจ็บขามาก่อน
แต่ในตอนนั้นเองที่ประตูเปิดออก หานลี่เดินเข้ามาอย่างรวดเร็วและเกือบชนตู้ม่งหนานเข้า
“อ๊ะ!” ตู้ม่งหนานเสียหลักจนข้อเท้าพลิก ร่างของเธอเอนล้มไปข้างหลังทันที
จ้าวซินอวี่รีบคว้าตัวเธอไว้ ตู้ม่งหนานจึงล้มลงในอ้อมแขนของเขา ท่าทางใกล้ชิดนี้ดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด