คนดี?
หลังจากนั้นประมาณยี่สิบนาที หานเถียนเลี่ยงก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา เธอมีรูปร่างไม่สูงมาก ราวๆ 160 เซนติเมตร เธอต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ ตรงที่สีผิวของเจิ้งหมิ่นออกสีน้ำตาลอ่อน สวมเสื้อผ้าธรรมดาที่มีรอยปะอยู่หลายจุด เมื่อเดินเข้ามาแล้ว เธอยืนอยู่ด้านหลังหานเถียนเลี่ยง แต่จากสีหน้าของเธอก็พอจะบอกได้ว่าเจิ้งหมิ่นรู้สึกตื่นเต้นมาก
“เจิ้งหมิ่น นั่นแหละคือซินอวี่ ฉันบอกเธอไปแล้วใช่ไหมว่าให้ขยันหน่อย เธอต้องรู้ไว้ว่าค่าจ้างเดือนละสี่พันแปด ไม่ใช่แค่เธอที่อยากทำ ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์ก็จ้างได้ ทั้งหมดนี้ก็เพราะซินอวี่อยากช่วยเหลือเธอ”
เจิ้งหมิ่นเดินออกมาจากด้านหลังหานเถียนเลี่ยงแล้วพูดเสียงเบา “ต่อไปงานในบ้านนี้ฉันจะดูแลให้หมด ทำอาหาร ซักผ้า ฉันก็ทำได้”
เมื่อเห็นท่าทีของเจิ้งหมิ่น จ้าวซินอวี่ก็พยักหน้า “เธออายุมากกว่า งั้นฉันจะเรียกเธอว่าพี่หมิ่น ที่บ้านมีเครื่องซักผ้า งานในแต่ละวันก็ไม่ได้เยอะ มีแค่ให้อาหารปลา กวาดลานบ้าน ถ้าทางสวนต้องการผักก็ช่วยเก็บให้หน่อย ฉันได้ยินมาว่าที่บ้านพี่มีทั้งคนแก่ทั้งเด็ก เด็กเรียนอยู่ที่ไหนล่ะ?”
“เฮ้อ” หานเถียนเลี่ยงถอนหายใจ “ถ้าบ้านไหนมีฐานะหน่อย เด็กๆ ก็ได้ไปเรียนในตัวเมือง แต่บ้านเธอฐานะลำบาก เด็กเรียนเก่งมาก แต่เพราะปัญหาทางบ้านเลยต้องเรียนอยู่ในหมู่บ้าน”
“แล้วคนแก่สองคนล่ะ”
“พวกเขายังดูแข็งแรงดีอยู่”
จ้าวซินอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอาแบบนี้นะ พี่หมิ่น พี่กลับไปปรึกษากับคนแก่หน่อย ให้ทั้งเด็กและคนแก่มากินข้าวที่นี่ ตอนที่พวกเขาว่างๆ ก็ช่วยเดินดูรอบๆ แถวแม่น้ำลั่ว อย่าให้เด็กในหมู่บ้านตกลงไปในน้ำ ฉันจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละสองพัน”
คำพูดนี้ทำให้เจิ้งหมิ่นอึ้งไป เธอไม่คาดคิดเลยว่าการแค่กินข้าวที่นี่ และเดินดูรอบๆ แม่น้ำลั่วเพื่อกันไม่ให้ใครตกลงไปในน้ำจะได้เงินถึงสองพัน
“ลุงหาน คิดว่าไงคะ?”
“ก็ตามนั้นแหละ เดี๋ยวฉันจะไปบอกพวกเขาเอง ตอนนี้ในแม่น้ำลั่วมีปลาแล้ว ปล่อยให้เด็กๆ ในหมู่บ้านตกน้ำไม่ได้เด็ดขาด”
เจิ้งหมิ่นพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น เดือนละหกพันแปด นี่เป็นจำนวนเงินที่เธอไม่เคยคิดฝันถึง “พวกคุณยังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่ไหม เดี๋ยวฉันจะไปทำให้”
“พี่สะใภ้ ฝีมือทำอาหารของพี่คงสู้ซินอวี่ไม่ได้หรอก”
เจิ้งหมิ่นชะงัก มองไปที่จ้าวซินอวี่ ใบหน้าปรากฏความเขินอายเล็กน้อย
จ้าวซินอวี่ยิ้มพลางหัวเราะ “พี่หมิ่น อย่าไปฟังพวกเขาพูดเล่นเลย พวกเขาแค่ชินกับรสชาติอาหารของฉันแล้วเท่านั้น ช่วงนี้ลองดูฉันทำก่อน เดี๋ยวจะได้สอนพี่ อีกไม่กี่วันพวกเขาก็จะชินเอง”
ข่าวที่เจิ้งหมิ่นและครอบครัวได้เข้ามาทำงานที่บ้านใหญ่พร้อมเงินเดือนเดือนละหกพันแปด ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งในหมู่บ้าน ผู้คนต่างพากันอิจฉาโชคดีของเจิ้งหมิ่น แต่พวกเขาก็รู้จากหานเถียนเลี่ยงว่า จ้าวซินอวี่ทำทั้งหมดนี้เพื่อช่วยครอบครัวของเจิ้งหมิ่น ข่าวนี้ทำให้คนที่เคยมีอคติต่อจ้าวซินอวี่เริ่มมองเขาในแง่ใหม่ และในใจก็หวังว่าหากจ้าวซินอวี่จ้างคนเพิ่ม และคนถัดไปจะเป็นพวกเขา
เมื่อไม่มีจ้าวชื่อหมิงและพวกในหมู่บ้าน บรรยากาศก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ธุรกิจขายผักก็คึกคักขึ้นอีกครั้ง ส่วนบ้านใหญ่ที่มีครอบครัวของเจิ้งหมิ่นมาช่วยดูแล ก็ทำให้จ้าวซินอวี่เป็นอิสระอย่างแท้จริง
เมื่อมีเวลาว่าง จ้าวซินอวี่ก็เริ่มศึกษาหนังสือ แก่นแท้แห่งคัมภีร์ทองคำ ที่คุณปู่ทิ้งไว้ให้ หลังจากได้ศึกษาแล้ว จ้าวซินอวี่ก็รู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
เดิมทีเขาคิดว่าความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนของเขาซึ่งผ่านการเรียนรู้เชิงระบบมาห้าปี และได้รับการสั่งสอนจากคุณปู่อีกกว่าสิบปี น่าจะอยู่ในระดับที่เชี่ยวชาญแล้ว แต่เมื่อศึกษา แก่นแท้แห่งคัมภีร์ทองคำ เขากลับรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงกบในกะลา
แก่นแท้แห่งคัมภีร์ทองคำ นั้นแตกต่างจาก คัมภีร์ทองคำแห่งการแพทย์ เพราะนอกจากจะรวบรวมประเด็นสำคัญของ คัมภีร์ทองคำแห่งการแพทย์ แล้ว ยังบันทึกกรณีศึกษาที่ซับซ้อน สูตรยา และวิธีการรักษาที่ไม่ได้ระบุไว้ในตำราแพทย์โบราณเล่มอื่น
เรื่องที่บันทึกเหล่านี้ จ้าวซินอวี่เคยได้ยินคุณปู่เล่าบางส่วน แต่ส่วนอื่นนั้นไม่เคยมีการบันทึกในตำราแพทย์โบราณเล่มใดเลย
เมื่อเวลาผ่านไป จ้าวซินอวี่รู้สึกว่าทักษะการแพทย์แผนจีนของเขาก้าวหน้าไปทุกวัน และเขาก็มีมุมมองใหม่ต่อการแพทย์โบราณด้วย
ในช่วงเวลานี้ ตู้ม่งหนานและพวกก็แวะมาหาเป็นระยะ รอยแผลเป็นบนใบหน้าของหยู่โม่หายไปหมดแล้ว และทุกคนถึงแม้จะไม่ได้แต่งหน้า แต่ก็ยังดูงดงามสะดุดตา
“พี่หมิ่น วันนี้ฉันอยากกินปลา รบกวนพี่ออกไปซื้อปลาสักตัวหน่อยนะ”
ช่วงนี้ เจิ้งหมิ่นที่ได้รับคำแนะนำจากจ้าวซินอวี่ก็พัฒนาฝีมือทำอาหารขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้รสชาติยังไม่เทียบเท่าจ้าวซินอวี่ แต่ก็ทำออกมาได้น่าพอใจ
ตู้ม่งหนานและพวกก็ทราบถึงสถานการณ์ของเจิ้งหมิ่น พวกเธอทั้งสงสารครอบครัวของเจิ้งหมิ่นและเริ่มสนิทสนมกับเธอมากขึ้น ทุกครั้งที่มาเยี่ยม ตู้ม่งหนานจะเป็นคนสั่งเมนูและให้เจิ้งหมิ่นทำอาหาร เจิ้งหมิ่นจึงเข้าใจผิดว่าตู้ม่งหนานเป็นแฟนตัวจริงของจ้าวซินอวี่
“พี่หมิ่น ไม่ต้องออกไปซื้อหรอก ฉันเห็นปลาตะเพียนในแม่น้ำลั่วมีตัวขนาดประมาณครึ่งกิโลกรัมอยู่เยอะเลย วันนี้เรากินปลาตะเพียนกันเถอะ”
เจิ้งหมิ่นนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเผยสีหน้าลำบากใจ “ซินอวี่ นายก็รู้นี่ว่าแถวนี้ปลาตะเพียนมีก้างเยอะ คนที่อยากกินก็มีไม่มาก แล้วฉันก็ทำไม่เป็นด้วย”
“นั่นสิ พี่หมิ่นพูดถูก ปลาตะเพียนมีก้างเยอะขนาดนั้น จะกินยังไง” ตู้ม่งหนานพูดพลางทำหน้าบึ้ง
หยู่โม่หัวเราะคิกคัก มองไปที่จ้าวซินอวี่ “นายมันซื่อบื้อจริง ๆ แม่บ้านออกปากแล้ว นายยังกล้าขัดอีกเหรอ”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งตู้ม่งหนานและจ้าวซินอวี่หน้าแดงพร้อมกัน แต่ช่วงนี้หยู่โม่กับคนอื่น ๆ มักจะหยอกล้อพวกเขาเป็นประจำ เดิมทีตู้ม่งหนานยังวิ่งไล่พวกเธออยู่ แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้ว ทำได้เพียงหน้าแดงเล็กน้อย
จ้าวซินอวี่ส่ายหน้า “เดี๋ยวพอทำออกมาแล้วพวกเธอก็จะรู้เอง ตอนนี้ฉันจะไปตักปลา พี่หมิ่น พี่ช่วยหั่นผลไม้ให้พวกเธอหน่อย”
เจิ้งหมิ่นชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า ความจริงจนถึงตอนนี้เธอยังแปลกใจอยู่เลยว่าปลาในแม่น้ำลั่วชอบกินใบผักจากในสวนมาก ขนาดที่หลายครั้งที่หานลี่พวกเขาไปตกปลา พวกเขาใช้เหยื่อตกปลาที่ซื้อมาแล้วก็ยังตกไม่ได้ แต่ถ้าเกี่ยวใบผักเข้าไป รับรองว่าตกได้แน่นอน
เพียงสิบนาทีกว่า ๆ ระหว่างที่ตู้ม่งหนานและพวกกำลังเพลิดเพลินกับผลไม้อยู่นั้น ก็เห็นจ้าวซินอวี่เดินกลับมาพร้อมถังน้ำใบหนึ่ง ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปดู และเห็นปลาตะเพียนกว่า 20 ตัวที่มีน้ำหนักราว 3-4 ขีดกำลังดิ้นพล่านอยู่ในถัง
ในขณะที่ตู้ม่งหนานและพวกยังคงประหลาดใจกันอยู่ สายตาของเจิ้งหมิ่นกลับมีแววสงสัย เธอให้อาหารปลาในแม่น้ำลั่วทุกวัน จึงรู้ว่าปลาโตเร็ว แต่ว่าเธอก็ไม่เคยเห็นปลาตะเพียนตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
“ปลาตะเพียนตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ค่อยเห็นบ่อยนะ” เจิ้งหมิ่นเอ่ยด้วยรอยยิ้มแม้จะยังสงสัยอยู่
จ้าวซินอวี่ยิ้มพลางพูดว่า “มีอยู่บ้าง แต่ไม่เยอะนัก เอ้อ ตอนที่ฉันไปเมื่อกี้ยังเห็นปลาชิงอวี่กับปลาเฉ่าอวี่ตัวขนาด 1-1.5 กิโลด้วยนะ ไว้วันหลังลองกินกันดู”
“ไม่ได้ ฉันไม่กินปลาตะเพียน ฉันจะกินปลาชิงอวี่” ตู้ม่งหนานพูดพร้อมทำปากยื่น
“ถ้าเธอกินแล้วคิดว่าปลาตะเพียนไม่อร่อย ฉันจะทำปลาชิงอวี่ให้”
หยู่โม่และพวกส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พวกเธอเลิกโชว์หวานต่อหน้าเราได้ไหม ช่วยนึกถึงความรู้สึกของพวกเราบ้างเถอะ”
“ยัยหยู่โม่ อยากโดนตีใช่ไหม” ครั้งนี้ใบหน้าของตู้ม่งหนานแดงจัด ก่อนจะกระโดดไล่ตีหยู่โม่ ส่วนจ้าวซินอวี่หันไปเรียกเจิ้งหมิ่นและพากันเดินไปที่ห้องครัวที่สร้างไว้โดยเฉพาะ
“ซินอวี่ ทักษะทำอาหารของนายนี่คุณปู่สอนมาจริง ๆ เหรอ” เจิ้งหมิ่นเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นจ้าวซินอวี่ลงมืออย่างคล่องแคล่ว แม้เธอเองก็จำไม่ได้แล้วว่าถามคำถามนี้ไปกี่ครั้ง
“คุณปู่เคยเป็นพ่อครัวมาก่อน ตอนที่เจอฉันก็เป็นตอนแก่แล้ว ท่านเลยไม่มีเวลาออกไปไหน ท่านเป็นคนที่เรื่องมากเรื่องรสชาติ ถ้าทำไม่ดีมีโดนดุแน่”
“ถ้านายไม่ไปเป็นเชฟใหญ่ นี่ถือว่าน่าเสียดายนะ”
จ้าวซินอวี่หัวเราะ “พี่หมิ่น ความจริงการทำปลาตะเพียนมันง่ายมาก เดี๋ยวพี่ดู ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้เลย”
ขณะพูด จ้าวซินอวี่ตั้งกระทะและเริ่มอุ่นน้ำมัน พอน้ำมันร้อนประมาณ 80% เขาก็ใส่ปลาตะเพียนที่กรีดลายบนตัวปลาแล้วลงไปในกระทะ ทอดจนผิวทั้งสองด้านกรอบเหลืองได้ที่ จากนั้นนำขึ้นมาหมักในเครื่องปรุงที่เตรียมไว้
หลังจากหมักปลาตะเพียนไว้นานกว่าครึ่งชั่วโมง จ้าวซินอวี่ก็นำปลาขึ้นมาแล้วตั้งเตาใหม่ ทำให้เจิ้งหมิ่นรู้สึกแปลกใจที่ครั้งนี้เขาไม่ได้เติมน้ำลงไปในกระทะ แต่กลับใส่เบียร์หลายกระป๋องแทน จากนั้นค่อย ๆ ใส่เครื่องปรุงทีละอย่าง พร้อมทั้งอธิบายกับเจิ้งหมิ่นว่าเครื่องปรุงแต่ละชนิดมีหน้าที่อะไร
กระบวนการทั้งหมดกินเวลาเพียงไม่กี่นาที จ้าวซินอวี่หันไปถามเจิ้งหมิ่น “ว่าไง ง่ายใช่ไหม”