ต้มปลาตะเพียน?
เจิ้งหมิ่นมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย “ดูเหมือนง่ายก็จริง แต่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไง”
จ้าวซินอวี่หัวเราะเสียงดังพลางปิดฝาหม้อ “พอเดือดแล้ว ใช้ไฟแรงต้มต่อ 15 นาที” พูดจบก็กลับเข้าห้องของตัวเอง ปิดประตูแล้วเริ่มศึกษา “แก่นแท้แห่งคัมภีร์ทองคำ” ต่อ
ผ่านไปกว่าสิบนาที จ้าวซินอวี่ก็ได้ยินเสียงพูดคุยจอแจด้านนอก ตู้ม่งหนานและพวกเดินไปที่ครัว จ้าวซินอวี่เก็บ “แก่นแท้แห่งคัมภีร์ทองคำ” เข้าในมิติ แล้วออกไปข้างนอกด้วย
ตู้ม่งหนานกับพวกอยู่ที่ซุ้มองุ่นกันมาตลอด พวกเธออยากมาดูว่าปลาตะเพียนที่ทำไว้เสร็จหรือยัง แต่ทันทีที่เดินมาถึงโรงครัวชั่วคราว กลิ่นหอมเฉพาะตัวก็ทำให้พวกเธอถูกดึงดูดเข้าไป แม้เป็นเพียงกลิ่น แต่ก็ทำให้พวกเธอกลืนน้ำลายกันรัว ๆ
เมื่อเข้าไปในครัว ตู้ม่งหนานมองไปที่เจิ้งหมิ่น “พี่หมิ่น ทำอะไรอยู่” เธอไม่ทันสังเกตว่าในตอนนี้เจิ้งหมิ่นเองก็กำลังตกอยู่ในภวังค์ พร้อมกับสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหลงใหล
ตั้งแต่เด็กเธอติดตามพ่อออกทะเลจับปลา มีปลาชนิดไหนที่เธอยังไม่เคยกินบ้าง? สำหรับเธอ แม้แต่ปลาน้ำจืดที่ดีที่สุดยังเทียบกับปลาทะเลธรรมดาไม่ได้ และในช่วงเวลาที่อยู่ในลานบ้าน เธอก็ไม่เคยเห็นจ้าวซินอวี่ทำปลาเลย จึงไม่รู้ว่าปลาที่เขาทำจะมีรสชาติเป็นอย่างไร
คำพูดก่อนหน้านี้ของจ้าวซินอวี่ เจิ้งหมิ่นไม่ค่อยเห็นด้วย เธอเชื่อมั่นในฝีมือการทำอาหารของเขา แต่ไม่คิดว่าจ้าวซินอวี่จะทำปลาตะเพียนที่แทบไม่มีใครกินในแถบนี้ให้มีรสชาติดีกว่าปลาทะเลได้
แต่พอปล่อยไอน้ำออกมา กลิ่นหอมเฉพาะตัวก็ทำให้เจิ้งหมิ่นรู้สึกประหลาดใจ พอไอน้ำพวยพุ่ง เจิ้งหมิ่นก็ถูกดึงเข้าสู่ความตะลึง เธอสัมผัสได้ว่ากลิ่นนี้ไม่มีความคาวของปลาเลย กลิ่นแบบนี้ทำให้เธอเคลิบเคลิ้ม หากไม่ใช่เพราะจ้าวซินอวี่ย้ำเตือน เธอคงเปิดฝาหม้อลองชิมปลาตะเพียนที่ส่งกลิ่นหอมยั่วใจนี้ไปแล้ว
จนกระทั่งตู้ม่งหนานพูดขึ้นมา เจิ้งหมิ่นถึงได้สติกลับมา เธอชี้ไปที่หม้อที่มีไอน้ำลอยกรุ่น “ซินอวี่ทำปลาตะเพียน กลิ่นหอมหวนมากเลย”
“ทำให้ฉันสักตัว ฉันอยากลองชิม” ตู้ม่งหนานพูดเสียงออดอ้อน เมื่อเธอพูดออกมา หยู่โม่กับพวกที่ตามมาด้วยก็รีบสนับสนุนทันที
“พวกเธอไม่ใช่บอกว่าไม่กินปลาตะเพียนเหรอ? ปลาตะเพียนมีก้างเยอะนะ กินแล้วติดคอได้”
“ฉัน...” คำพูดนี้ทำให้ตู้ม่งหนานและพวกหน้าแดงเป็นแถว แต่ละคนถึงกับกลอกตา
“ซินอวี่ ผ่านไปตั้งสิบนาทีกว่าแล้วนะ”
จ้าวซินอวี่ดูนาฬิกาในมือถือ “เคี่ยวอีกสามนาที”
สามนาทีที่ควรจะผ่านไปในแค่พริบตาเดียว แต่ด้วยกลิ่นหอมที่ยากจะต้านทาน สามนาทีนี้กลับยาวนานเหมือนสามปี ทุก ๆ ไม่กี่วินาที ตู้ม่งหนานและพวกก็หยิบมือถือขึ้นมาดูนาฬิกา
“เสร็จแล้ว” เสียงนี้เปรียบเสมือนเสียงจากสวรรค์ ทำให้ตู้ม่งหนานและพวกตื่นเต้นขึ้นมาทันที แต่ละคนถึงกับขยี้มือจ้องหม้อต้มปลาอย่างใจจดใจจ่อ
ทันทีที่เจิ้งหมิ่นเปิดฝาหม้อออก กลิ่นหอมที่เข้มข้นยิ่งขึ้นก็ฟุ้งกระจายไปทั่วครัว กลิ่นนี้ทำให้ตู้ม่งหนานกับพวกกลืนน้ำลายอย่างต่อเนื่อง
ปลาตะเพียนในหม้อมีสีเหลืองทอง และน้ำซุปมีสีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม ดูแล้วน่าทานสุด ๆ
“ถ้าชอบกินผักชี ก็ใส่ผักชีลงไป น้ำซุปห้ามทิ้งเชียวนะ”
เจิ้งหมิ่นพยักหน้า แล้วหันไปพูดกับตู้ม่งหนานกับพวก “ม่งม่ง พวกเธอไปที่ซุ้มองุ่นก่อน เดี๋ยวฉันจะยกไปให้”
“ฉันรอรับที่นี่แหละ รับที่นี่เลย”
จ้าวซินอวี่ยิ้มพลางหัวเราะ “พี่หมิ่น ให้พวกเธอคนละตัวก่อน ยังไม่ต้องตักน้ำซุป”
เจิ้งหมิ่นตักปลาให้ตู้ม่งหนานก่อนตัวหนึ่ง ตู้ม่งหนานหยิบเนื้อปลาขึ้นชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างอดใจไม่ไหว ดูเหมือนจะลืมไปว่าปลาตะเพียนมีก้างเยอะ แล้วก็เอาใส่ปากทันที
ทันใดนั้น ตู้ม่งหนานก็อุทานด้วยความประหลาดใจ ปลาตะเพียนละลายในปาก ความสดและเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำแบบนี้ทำให้เธอไม่รู้จะบรรยายอย่างไร เธอไม่เคยเจอปลาที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในความทรงจำ
“เกิดอะไรขึ้น ม่งม่ง ก้างปลาติดคอเหรอ?” หยู่โม่และพวกที่ไม่รู้เรื่องรีบวางปลาตะเพียนที่ตักมาในมือ แล้วรุมล้อมตู้ม่งหนานทันที
ตู้ม่งหนานอึ้งไปเล็กน้อย เธอนึกขึ้นได้ว่าปลาตะเพียนมีก้างเยอะจึงพยายามขย้อนเล็กน้อย ซึ่งยิ่งทำให้หยู่โม่กับพวกคิดว่าเธอต้องโดนก้างบาดคอแน่ ๆ แต่ตู้ม่งหนานกลับพบว่า ชิ้นที่เธอกินไปนั้นไม่มีก้างเลย
เธออดไม่ได้ที่จะหยิบเนื้อชิ้นใหญ่อีกชิ้น คราวนี้เธอสังเกตเห็นก้างปลาที่บางราวกับเส้นขนกระจายอยู่ในเนื้อปลา
เธอค่อย ๆ เอาเนื้อปลาใส่ปากอย่างระมัดระวังและตั้งใจจะแยกก้างออก แต่แล้วก็ต้องตะลึงเพราะเธอสัมผัสถึงก้างไม่ได้เลย เนื้อปลายังคงละลายในปาก และไม่มีแม้แต่ก้างเดียว แถมกลิ่นหอมพิเศษยังคงอยู่ในปากหลังกลืนลงไป
“ม่งม่ง เธอ…”
“หยู่โม่ ก้างปลามันละลายได้”
ขณะที่พูด ตู้ม่งหนานก็หยิบอีกชิ้นเข้าปาก
คราวนี้หยู่โม่และพวกก็ตั้งสติได้ รีบหยิบปลาตะเพียนที่ตักไว้ขึ้นมา ทันทีที่กัดคำแรก พวกเธอก็หยุดไม่ได้เลย ปลาแต่ละตัวถูกกินเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงสองนาที โดยไม่เหลือก้างแม้แต่ชิ้นเดียว
“ทำให้ฉันอีกตัว…”
เพียงไม่กี่นาที ปลาตะเพียนสิบกว่าตัวก็ถูกตู้ม่งหนานและพวกแย่งกันกินจนหมดเกลี้ยง เจิ้งหมิ่นได้กินไปหนึ่งตัว ส่วนจ้าวซินอวี่ที่เป็นคนทำกลับไม่ได้กินเลยแม้แต่ตัวเดียว
“อร่อยเกินไปแล้ว ไม่เคยกินปลาที่รสชาติดีแบบนี้มาก่อนเลย พวกที่พูดกันไปทั่วโกหกทั้งนั้น แท้จริงแล้วปลาตะเพียนมีรสชาติแบบนี้นี่เอง” หยู่โม่กลืนคำสุดท้ายลงไป ก่อนจะเช็ดปากพร้อมพูดด้วยความเสียดาย
เจิ้งหมิ่นส่ายหัว “หยู่โม่ ปลาตะเพียนก้างเยอะจริง ฉันเคยกิน แต่ที่สำคัญคือฝีมือทำอาหารของซินอวี่ต่างหาก”
“จ้าวซินอวี่ ทำอีกสิ ฉันอยากกินอีก” ตู้ม่งหนานพูดพลางเลียริมฝีปากอย่างเอร็ดอร่อย
“ทำไมพวกเธอไม่ลองซุปปลาดู ซุปนี่รสชาติดีนะ”
เมื่อจ้าวซินอวี่พูดขึ้น ตู้ม่งหนานกับพวกก็เหมือนจะนึกได้พร้อมกัน แล้วหันไปมองหม้อน้ำซุป
ทันทีที่ได้ลิ้มรสซุป ทุกคนเหมือนถูกตรึงไว้ที่เดิม ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เพียงคำแรกก็รับรู้ได้ถึงความสดชื่นของรสชาติ แถมร่างกายยังอบอุ่นสบายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อซดจนหมดชามพวกเธอก็รู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในความสุข
“ตักให้ฉันอีกชาม”
“หมดแล้ว...”
“จ้าวซินอวี่ เร็ว ทำเพิ่มอีกหม้อ” หลายเสียงดังขึ้นพร้อมกันในครัว
สุดท้ายแล้ว ปลาตะเพียนยี่สิบกว่าตัวก็ถูกตู้ม่งหนาน เจิ้งหมิ่น และสาวๆ ทั้งหกที่ดูบอบบางกินจนหมดเกลี้ยง
แม้ว่าจะกินไปคนละสามตัวกว่าๆ แต่พวกเธอก็ยังรู้สึกไม่เต็มอิ่ม กระทั่งซุปปลาถูกซดจนเกลี้ยงถึงรู้สึกพอใจ
“จ้าวซินอวี่ ปลาตะเพียนในแม่น้ำลั่วยกให้ฉันทั้งหมดนะ”
จ้าวซินอวี่หัวเราะเบาๆ “ตู้ม่งหนาน ปลาตะเพียนก้างเยอะ อย่าคิดว่าทำง่าย ระดับความร้อนและลำดับการใส่เครื่องปรุงต้องเป๊ะมาก ตอนที่ฉันเรียนทำเมนูนี้ต้องใช้เวลามากกว่าปีถึงจะทำสำเร็จ”
ตู้ม่งหนานและคนอื่นๆ ชะงักเล็กน้อย ก่อนส่ายหัวพร้อมกัน เมนูหนึ่งต้องใช้เวลากว่าปีเพื่อเรียนรู้ คงมีเชฟไม่กี่คนที่เต็มใจเรียนแบบนี้แน่ๆ
“นายทำให้ฉันอีกสองสามตัวนะ ฉันจะเอากลับไปให้คุณปู่คุณย่าลองชิม”
จ้าวซินอวี่พยักหน้า เดิมทีเขาคิดว่าปลาตะเพียนยี่สิบกว่าตัวจะพอแบ่งให้หานลี่กับพวกด้วย แต่กลับถูกตู้ม่งหนานและเพื่อนๆ กินหมด แต่แม้ว่าตู้ม่งหนานจะไม่พูดขอ เขาก็ต้องไปที่แม่น้ำลั่วอีกครั้งอยู่แล้ว
หลังจากทำปลาให้ตู้ม่งหนานไปหนึ่งหม้อ ตู้ม่งหนานและพวกก็กลับไป จ้าวซินอวี่ถึงได้เริ่มทำอาหารให้หานลี่กับคนอื่นๆ พร้อมกับสอนวิธีทำปลาตะเพียนให้เจิ้งหมิ่น
ที่เมืองเผิงเฉิง ภายในวิลล่าริมทะเลหลังหนึ่งซึ่งประตูถูกปิดสนิท ลานบ้านเต็มไปด้วยชายวัยกลางคนหน้าตาเย็นชาเดินไปมา แต่ละคนดูแข็งแกร่งเป็นพิเศษ
ในห้องอาหารของวิลล่า มีคนเจ็ดคนกำลังรับประทานอาหาร คู่สามีภรรยาผมหงอกนั่งอยู่กลางโต๊ะ ทั้งสองข้างมีชายวัยกลางคนสองคนที่ดูอายุประมาณห้าสิบ และหญิงวัยกลางคนที่ดูอายุราวสี่สิบกว่า
ชายหญิงวัยกลางคนทั้งสามแต่งกายอย่างมีระดับ ชายชราผมหงอกที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังแผ่บรรยากาศของผู้ที่อยู่เหนือคนอื่นออกมา
“คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ หนูกลับมาแล้ว” ระหว่างที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหาร ร่างอรชรหนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถง พร้อมถือตะกร้าอาหารแบบเก็บความร้อนในมือ
“คุณลุงสอง กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?” ร่างอรชรนั้นก็คือตู้ม่งหนานที่เพิ่งนำปลาจากจ้าวซินอวี่กลับมา
“ม่งม่ง ลุงเพิ่งมาถึงนี่เอง งานที่โรงแรมนั่นคงยุ่งมากใช่ไหม?”
ชายวัยกลางคนที่นั่งตรงข้ามส่ายหัว “ชื่อชาง เธอจะไปยุ่งอะไร วันๆ ไม่ได้ไปที่โรงแรมเลย ทุกอย่างในโรงแรมต้องพึ่งเจียหมิ่นให้จัดการทั้งหมด”
ตู้ม่งหนานหัวเราะคิกคัก เธอเดินไปหาคู่สามีภรรยาชรา “คุณปู่ คุณย่า ดูสิคะว่าหนูเอาอะไรมาฝากของอร่อยๆ”