เดินตลาดมืด
เมื่อเดินผ่านตรอกเล็ก ๆ อีกครั้ง จ้าวซินอวี่ก็ได้เห็นทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า "พี่ชายจะพาฉันไปที่ไหนกันแน่?"
เจ้าของแผงหัวเราะเสียงดัง "วางใจเถอะ น้องชาย ฉันแค่ทำหน้าที่นำทาง ที่นี่ไม่มีใครบังคับนายหรอก หากนายเห็นของถูกใจก็แค่จ่ายเงิน และเรายังช่วยส่งให้ถึงที่หมายได้อีกด้วย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวซินอวี่ก็เข้าใจทันทีว่าสถานที่ที่กำลังจะไปนั้นก็คือตลาดมืดที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้
แม้เขาจะไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน แต่ตอนเด็กปู่ของเขาก็เคยสอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้ อีกทั้งตอนเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ได้ศึกษาหาความรู้อีกไม่น้อย
ตลาดมืดย่อมมีกฎของมันเอง มีคนหนุนหลัง และตราบใดที่เจ้ามีเงิน ทุกอย่างก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้โดยไม่มีการปล้นหรือโกงกันเกิดขึ้น
เมื่อรู้ว่าสถานที่ที่กำลังจะไปคือตลาดมืด จ้าวซินอวี่ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เขาไม่พูดอะไรอีก เดินตามเจ้าของแผงไปเงียบ ๆ แต่สายตายังคงสอดส่องรอบ ๆ
หลังแนวกำแพงสูงของบ้านหลังหนึ่ง มีประตูบานหนึ่งตั้งอยู่ ประตูดูธรรมดามาก แต่สำหรับสถานที่ที่ร้อนชื้นเช่นนี้ การปิดประตูสนิทเช่นนี้กลับดูผิดปกติ
เจ้าของแผงเดินไปเคาะประตูเป็นจังหวะ ไม่นานนักประตูก็เปิดออก ชายร่างกำยำที่มีสีหน้าเคร่งขรึมโผล่ศีรษะออกมามองจ้าวซินอวี่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง
เจ้าของแผงพยักหน้าให้ชายร่างใหญ่ "น้องชาย เข้าไปข้างในเลย เลือกของให้ดี หากของชิ้นใหญ่ไป บอกเจ้าของแผงให้จดไว้ เดี๋ยวเราจะช่วยส่งให้ถึงที่หมาย ถ้าคราวหน้านายจะมาอีกก็มาหาฉันได้ที่แผงเดิม"
ภายในประตูเป็นห้องคั่นกลางแห่งหนึ่ง แต่หลังจากเดินผ่านเข้าไปจ้าวซินอวี่ก็เริ่มได้ยินเสียงพูดคุยโหวกเหวก เมื่อพ้นจากห้องกั้นเข้าไปเขาก็พบว่ามันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าร้อยเมตร ถูกปิดมิดชิดจนไม่มีแสงอาทิตย์ส่องเข้ามาได้เลย
แต่ภายในกลับมีหลอดไฟขนาดใหญ่ติดอยู่เต็มไปหมด ทำให้พื้นที่สว่างราวกับตอนกลางวัน รอบ ๆ มีแผงค้ากระจายตัวอยู่ และมีผู้คนเดินเลือกซื้อของกันคึกคัก
"น้องชาย ลองดูว่ามีอะไรที่ชอบไหม ถ้าของใหญ่ไปก็บอกเจ้าของแผงให้จดไว้ แล้วค่อยมาจ่ายเงินทีเดียว" ชายร่างใหญ่ที่พาเขาเข้ามากล่าว
จ้าวซินอวี่พยักหน้า หิ้วกระเป๋าเป้เข้าไปในพื้นที่ เดินดูอยู่สองสามแผงก็ต้องแปลกใจ เพราะเขาได้ยินผู้ซื้อและพ่อค้าเจรจาต่อรองราคากัน ของชิ้นเล็ก ๆ ดูไม่มีอะไรพิเศษ กลับมีราคาหลายหมื่น บางชิ้นถึงขั้นแตะหลักแสนหรือหลักล้าน
จ้าวซินอวี่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องของเก่า และเขาก็ขี้เกียจดูด้วย เขามุ่งหน้าไปยังแผงขายตำราโบราณโดยตรง ที่แบบนี้อาจมีของดีอยู่จริง แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยนัก
ขณะที่จ้าวซินอวี่เดินผ่านแผงขายของเก่าอีกครั้ง ร่างกายของเขาก็หยุดชะงักเล็กน้อย เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกล่องใบเล็กขนาดประมาณสามฟุตวางอยู่บนแผง
ตัวกล่องภายนอกดูเก่าคร่ำคร่า บางจุดเผยให้เห็นชั้นสีเหลืองซีดที่ลอกออกมา หากเข้าไปใกล้จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้จันทน์
บนกล่องมีรูใส่กุญแจเก่าแก่ และใต้รูนั้นมีสลักเป็นลวดลายดอกเหมย แม้จะเลือนลางไปบ้าง แต่ยังพอแยกแยะได้ว่ามีดอกเหมยอยู่ทั้งหมดเก้าดอก
กล่องนี้เป็นกล่องยาโบราณที่แพทย์แผนจีนในอดีตใช้กัน แต่ในปัจจุบันแพทย์จีนทั่วไปแทบไม่รู้จักมันแล้ว ในยุคที่ศาสตร์การแพทย์แผนจีนรุ่งเรือง กล่องยานี้ถูกจัดระดับไว้อย่างเข้มงวด
แน่นอนว่าหมอเร่ร่อนก็ใช้กล่องยาเช่นกัน แต่กล่องของพวกเขาจะไม่มีการแกะสลักใด ๆ หากกล่องยาใดมีลวดลายดอกเหมย นั่นหมายความว่าแพทย์ผู้นั้นมีสถานะที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์จีน
ในอดีตระดับของแพทย์จีนถูกกำหนดจากจำนวนดอกเหมยบนกล่องยาของพวกเขา โดยเริ่มตั้งแต่หนึ่งดอกเป็นระดับต่ำสุด และระดับสูงสุดคือเก้าดอก
มีเพียงแพทย์จีนระดับสูงสุดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครองกล่องยาที่มีดอกเหมยเก้าดอก และแม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว ทายาทก็ไม่มีสิทธิ์ใช้กล่องนั้น เว้นแต่ฝีมือทางการแพทย์ของพวกเขาจะไปถึงระดับเดียวกัน
กล่องยาแบบนี้แตกต่างจากกล่องยาทั่วไปในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะภายในแต่ละกล่องจะมีช่องลับสำหรับเก็บตำราแพทย์แผนจีนล้ำค่า หรือสมุนไพรหายาก
ดังนั้นเมื่อจ้าวซินอวี่เห็นกล่องยาเขาจึงเผลอมองมันอยู่หลายครั้ง นั่นทำให้เจ้าของแผงสังเกตเห็นความสนใจของเขาทันที ชายคนนั้นลุกขึ้นและเอ่ยถาม "น้องชาย สนใจอะไรหรือเปล่า วันนี้ฉันยังไม่ได้ขายอะไรเลย ถ้านายชอบฉันลดราคาให้ก็ได้"
จ้าวซินอวี่แย้มยิ้มเล็กน้อย เขาย่อตัวลงและหยิบกระถางธูปที่ขึ้นสนิมเป็นสีเขียวซึ่งวางอยู่ข้างกล่องขึ้นมาดู
"กระถางธูปนี้ราคาเท่าไร?"
"น้องชาย ดูจากสายตาแล้ว นายเป็นคนรู้คุณค่าของของเก่า นี่เป็นกระถางธูปสมัยเจิ้งเต๋อ (สมัยราชวงศ์หมิง) ราคา 36,000 หยวน ขายขาดไม่มีต่อรอง"
จ้าวซินอวี่พยักหน้าแล้วหันไปมองกล่องยา "เจ้าของร้าน กล่องใบนี้ดูพิเศษไม่น้อย ข้างในมีของดีอะไรไหม?"
เจ้าของร้านมีแววตาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า "กล่องนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษหรอก แต่ทำจากไม้จันทน์ นายคงรู้ว่าไม้จันทน์เป็นดั่งทองในหมู่ไม้ กล่องนี้อายุน่าจะไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยปี แค่ตัวไม้ก็มีมูลค่ามหาศาลแล้ว"
จ้าวซินอวี่วางกระถางธูปลง ก่อนจะหยิบกล่องขึ้นมาแล้วลองเขย่าดูเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างแวบเข้ามาในใจ เขาสัมผัสได้ว่าด้านในเหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยู่ เขาลองเปิดกล่องออกดู แต่กลับพบว่าข้างในว่างเปล่า อย่างไรก็ตามเขาก็สังเกตเห็นความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างด้านในและด้านนอกของกล่อง
"พอดีเพื่อนฉันอยากได้ลูกประคำไม้จันทน์สักสองสามเส้น กล่องนี้ราคาเท่าไร ถ้าราคาสมเหตุสมผล ฉันจะซื้อทั้งกล่องและกระถางธูปไปด้วย"
เจ้าของร้านแววตาวูบไหวเล็กน้อย เขามองจ้าวซินอวี่แล้วสังเกตว่าอีกฝ่ายยังคงจ้องกระถางธูปอยู่
"กระถางธูป 36,000 หยวน ถ้านายจะเอาทั้งหมด รวมกล่องยาไปด้วยฉันขอ 50,000 หยวน"
จ้าวซินอวี่ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะกวาดตามองไปทั่วแผงขายของ จากนั้นสายตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา เขาเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ดูคล้ายอำพัน แต่ข้างในไม่ได้บรรจุแมลง หากแต่เป็นเมล็ดพืชที่มีรูปร่างแปลกประหลาดและอำพันก้อนนั้นก็มีรอยร้าวเล็ก ๆ อยู่
"เอาแบบนี้แล้วกัน 50,000 หยวน ฉันขอเอาอำพันที่แตกร้าวนี้ไปด้วย เดี๋ยวฉันจะลองเอากลับไปดูว่าหาทางซ่อมได้ไหม"
"ได้สิ น้องชายนี่ใจกว้างจริง ๆ อยากถือกลับไปเองหรือให้ฉันส่งไปพร้อมของชิ้นอื่น?"
จ้าวซินอวี่หัวเราะเบา ๆ "แค่ของไม่กี่ชิ้น ฉันใส่กระเป๋าเอาไปเองก็ได้ จะได้ไม่ต้องกลับมาอีก"
จ่ายเงินแล้วเดินออกมา จ้าวซินอวี่ก็เดินต่อไปตามแผงขายของแล้วมองหาสิ่งที่น่าสนใจ จากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เขาจึงเริ่มสนใจแผงขายของโบราณเป็นพิเศษ
ไม่อยากจะเชื่อ ที่ตลาดมืดแห่งนี้มีทุกสิ่งที่พอจะนึกออก ขายตั้งแต่ของจิปาถะยันของหายาก จ้าวซินอวี่ได้ตำราแพทย์โบราณหายากมาถึงหกเล่ม ทำให้เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อหาตำราแพทย์โบราณโดยเฉพาะ และตอนนี้ไม่เพียงแต่ได้ตำรา ยังได้กล่องยาสำหรับหมอขั้นสูงสุดอีกด้วย
เก็บเกี่ยวได้อย่างเต็มที่ จ้าวซินอวี่มองไปยังแผงขายของข้างหน้า เหลือระยะทางอีกไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงสุดทางแล้ว เขายังไม่รีบร้อนจะออกไปและยังคงเดินหาสมบัติในแผงขายของต่อ ในใจเริ่มคิดว่าต่อไปหากไม่มีอะไรทำ เขาอาจจะแวะไปดูตลาดมืดที่เผิงเฉิงบ้าง
ทันใดนั้นสายตาของจ้าวซินอวี่ก็หดเล็กลง เขาเห็นแผงขายของโบราณแผงหนึ่งซึ่งมีต้นไม้ในกระถางที่ดูคล้ายบอนไซตั้งอยู่
ต้นไม้สูงเพียง 50-60 เซนติเมตร ลำต้นสีน้ำตาลเข้มราวกับต้นไม้โบราณพันปี มีรอยแตกลึกทั่วทั้งลำต้น กิ่งก้านพันกันไปมาเหมือนมังกรอันทรงพลัง
ไม่มีใบไม้ แต่กลับมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชา รากที่โผล่พ้นดินมีสีแดงเข้มเหมือนเลือด และบางครั้งยังมีน้ำเลี้ยงไหลออกมาเหมือนกับเลือด นี่ทำให้จ้าวซินอวี่ใจสั่นไหว
"เจ้าของร้าน นี่คืออะไรหรอ?"
เจ้าของร้านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัว "ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ดูเหมือนจะเป็นต้นชา แต่จะใช่หรือเปล่าฉันก็ไม่กล้าฟันธง ถ้านายชอบก็เอาไปเลย 8,000 หยวน"
"มันอยู่แบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ยังจะปลูกให้รอดได้หรอ?"
"อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจ ของชิ้นนี้เพื่อนฉันได้มา เขาบอกว่าดินใต้ต้นไม้นี้เป็นสีแดงเข้มเหมือนเลือด ฉันเองก็สนใจเลยซื้อมาลองดู ถ้านายอยากได้จริง ๆ ก็เอาไป 5,000 หยวน ฉันเองก็ซื้อมาราคาเท่านี้"
จ้าวซินอวี่ยิ้มบาง ๆ ยกต้นไม้ขึ้นมา ก่อนจะโอนเงิน 5,000 หยวนให้กับเจ้าของร้านแล้วก็ถือกระถางต้นไม้เดินไปยังแผงขายของถัดไป
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงดังเสียงหนึ่งดังขึ้น ผนังด้านหนึ่งเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ เงาร่างหลายสายทะลักเข้ามาจากช่องโหว่นั้น ในพริบตาเดียวทั้งพื้นที่ก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย ผู้คนต่างวิ่งหนีแตกตื่นเข้ามาทางจ้าวซินอวี่
จ้าวซินอวี่ใจหล่นวูบ เขาถูกกระแสคนพัดพาไปในทิศทางหนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางตกใจของผู้คน เขาก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่
ทันใดนั้นไฟทั้งหมดในตลาดมืดก็ดับลง ทำให้ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความมืดมิด จ้าวซินอวี่รู้สึกถึงบางอย่างในใจ เขารีบส่งต้นไม้ในมือและกระเป๋าสะพายเข้าไปในมิติของตนทันที
หลังสายลมเย็นพัดผ่านมาเขาก็มองเห็นแสงสว่างรำไร คนที่ตื่นตระหนกพากันวิ่งออกจากพื้นที่ผ่านประตูเล็ก ๆ และในจังหวะที่จ้าวซินอวี่กำลังจะพุ่งตัวออกไป เขารู้สึกว่ามีบางอย่างจับแขนของเขาไว้ แต่ไม่มีเวลาจะหันไปดู เขาจึงได้แต่รีบวิ่งตามกระแสฝูงชนออกไป
พอวิ่งออกมาได้ไม่กี่ก้าว เขาก็สังเกตเห็นว่ามีกระเป๋าใบใหญ่ห้อยอยู่ที่แขนของเขา ข้างในมีอะไรเขาเองก็ไม่รู้ แต่ดูจากน้ำหนักแล้วน่าจะหนักพอสมควร
จ้าวซินอวี่ไม่คิดจะทิ้งกระเป๋า เขาจึงส่งมันเข้าไปในมิติของตนแล้วรีบตามคนอื่น ๆ วิ่งตรงไปยังทุ่งนาที่อยู่ไม่ไกล
พอถึงริมทุ่งนาก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น บุคคลในชุดเครื่องแบบจำนวนมากขวางเส้นทางของพวกเขาไว้ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครจะไปสนใจอะไรได้อีก? คนทั้งกลุ่มต่างพากันพุ่งตัวเข้าใส่อย่างไม่ลังเล
จ้าวซินอวี่ปัดตำรวจออกไปสองนาย พอเท้าเหยียบลงบนพื้นทุ่งนา ก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามากระแทกเขาจนล้มลงพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่โชยมาตามลม
เขาไม่ทันได้คิดอะไรร่างกายก็ขยับไปโดยอัตโนมัติ จนกลายเป็นฝ่ายกดทับอีกฝ่ายไว้ข้างล่าง พอเห็นหน้าคนที่อยู่ใต้ร่างเขา จ้าวซินอวี่ก็รู้สึกตกตะลึง เพราะเธอเป็นหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดา ไม่แพ้ตู้ม่งหนานเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่น เขากดมือลงบนร่างของหญิงสาวและสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของเรือนร่าง ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น
จ้าวซินอวี่รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะก้มตัวต่ำและหายเข้าไปในทุ่งนา