ซูเหมยมาเยือนเกาะหยูวานเป็นครั้งที่สาม

คนงานที่ท่าเรือทักทายเจ้านายที่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีด้วยความกระตือรือร้น


ตอนนี้ฟาร์มปลาในเกาะหยูวานค่อยๆ เข้าสู่เส้นทางที่มั่นคงแล้ว


ลูกปลาหลายชนิดในฟาร์มเติบโตได้ดีมาก เพราะอาหารปลาที่ใช้ทำให้อัตราการเติบโตเร็วกว่าปกติถึงสามเท่า


เพราะได้รับเงินเดือนสองเดือนแรกไปแล้ว คนงานทุกคนจึงทำงานอย่างขยันขันแข็ง


หลายคนพอได้เงินเดือนแล้วก็ดูพึงพอใจมาก


บางคนถึงกับไปหาพ่อของเย่หยวน แล้วถามว่าให้ลูกของพวกเขามาทำงานที่นี่ได้ไหม


เพราะรู้กันดีว่าเงินเดือนที่เย่หยวนให้ไม่น้อยเลย แถมเดือนแรกยังมีโบนัสให้คนละ 1,000 หยวนอีกต่างหาก รวมแล้วแทบจะเท่ากับเงินที่พวกคนงานไปทำงานต่างถิ่นเลย


ในเมื่อได้เงินเดือนเท่ากัน แล้วใครจะอยากออกไปทำงานข้างนอกอีกล่ะ?


พ่อของเย่หยวนไม่กล้าตัดสินใจแทนเย่หยวน จึงบอกเรื่องนี้ให้ลูกชายฟัง


เย่หยวนก็ดีใจ เพราะทั้งหมดล้วนเป็นคนในหมู่บ้านของตัวเอง


เย่หยวนรู้ดีว่าพอธุรกิจอาหารปลาและเหล้าเติบโตขึ้น จำนวนคนงานที่มีอยู่ตอนนี้ย่อมไม่เพียงพอ


แล้วบางตำแหน่ง เช่น ฝ่ายขายหรืองานใช้แรงงานหนัก คนสูงวัยทำไม่ไหวแน่


ถ้าคนหนุ่มสาวที่ออกไปทำงานที่อื่นยอมกลับมาก็จะเป็นเรื่องดีมาก


พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาจากโลกภายนอกมาแล้ว หลายเรื่องคงไม่ต้องมาสอนใหม่ และถ้ามีหลี่ฮุยคอยดูแลก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรใหญ่โต


ที่ไกลออกไป เรือยอชต์สองชั้นลำหนึ่งค่อยๆ จอดเทียบท่า


นี่เป็นครั้งที่สามที่ซูเหมยมาที่เกาะหยูวาน ครั้งแรกเธอมาเพราะต้องสำรวจเกาะก่อนร่วมงานกับเย่หยวน


ครั้งที่สองมาเพราะเรื่องลูกสาว ต้องรีบรุดมาในคืนนั้นเลย


ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม นี่ทำให้ซูเหมยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของเกาะหยูวานอีกครั้ง


ทุกครั้งที่มาเกาะแห่งนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป นับเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์จริงๆ


ตอนนี้บนเกาะไม่มีการก่อสร้างแล้ว บรรยากาศทั้งหมดให้ความรู้สึกสงบเงียบ


คนงานริมชายฝั่งทำงานของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ


เรือประมงลำน้อยๆ กระจายอยู่ทั่วผืนน้ำ กำลังโปรยอาหารปลาไปยังพื้นที่ต่างๆ


เมื่อเรือยอชต์จอดเทียบท่า หนิวหนิวก็กระโดดโลดเต้นวิ่งไปที่ท่าเรือแล้วโบกไม้โบกมือให้เหนียนซินที่อยู่บนดาดฟ้าเรือ


เหนียนซินที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่ พอเห็นหนิวหนิวก็แกว่งแขนเล็กๆ ไปมาแรงขึ้นพลางร้องเสียงเล็กเสียงน้อยว่า "พี่หนิวหนิว~ พี่หนิวหนิว~"


พอซูเหมยอุ้มเหนียนซินลงจากเรือยอชต์ เด็กน้อยยังไม่ทันได้ทักทายเย่หยวนก็ดิ้นหลุดจากอ้อมแขนแม่วิ่งตรงไปหาหนิวหนิว


เด็กหญิงทั้งสองพอวิ่งมาถึงกันก็คว้ามือของอีกฝ่ายไว้แล้วพูดคุยกันเจื้อยแจ้ว ไม่รู้ว่าคุยกันเรื่องอะไร


จากนั้นเด็กน้อยสองคนก็ขึ้นขี่เจ้าเหลืองมุ่งหน้าวิ่งไปทางชายหาด


ซูเหมยเห็นลูกสาวกับหนิวหนิวขี่เจ้าเหลืองวิ่งไปด้วยความเร็วก็ร้องเตือนจากด้านหลังว่า "ระวังหน่อย! เดี๋ยวล้มนะ!"


เย่หยวนเดินเข้ามาพอดี เขาจึงพูดขึ้นอย่างสบายใจว่า "ไม่เป็นไรหรอก พี่ซู เจ้าเหลืองฉลาดมาก ไม่มีปัญหาแน่นอน"


ซูเหมยเห็นเย่หยวนพูดแบบนั้นก็วางใจลงได้ ทั้งสองเดินเคียงข้างกันบนชายหาด ข้างหน้าคือเจ้าเหลืองที่กำลังพาเด็กหญิงสองคนวิ่งเล่น


ซูเหมยมองลูกสาวไม่วางตา เอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกซาบซึ้งใจว่า "ที่นี่สบายจริงๆ เหนียนซินไม่ได้มีความสุขขนาดนี้มานานแล้ว"


"งั้นก็พาเหนียนซินมาเล่นบ่อยๆ สิ หนิวหนิวเองก็ไม่มีเพื่อนที่เกาะเหมือนกัน เด็กสองคนจะได้เป็นเพื่อนกัน"


"ฉันก็อยากนะ แต่มีเวลาที่ไหนล่ะ?"


ซูเหมยค้อนใส่เย่หยวนที่อยู่ข้างๆ หนึ่งที


เย่หยวนถึงกับพูดไม่ออก


บนชายหาดของเกาะหยูวานมีเก้าอี้ชายหาดตั้งอยู่ประปราย เย่หยวนกับซูเหมยนั่งลงพูดคุยกัน


เด็กหญิงสองคนวิ่งเล่นที่ริมทะเลอยู่ตั้งนานกว่าจะได้คนละหนึ่งเปลือกหอยแล้วกลับมาหาเย่หยวน



“ลุง~ลุง~ ดูเปลือกของหนิวหนิวสิ สวยกว่าของน้องสาวเหนียนซินมั้ย?”

หนิวหนิวพูดพลางยื่นเปลือกหอยในมือให้เย่หยวน


เหนียนซินเองก็ไม่ยอมแพ้ รีบพูดตามทันที


"คุณน้าเย่หยวน ดูของเหนียนซินสิคะ สวยกว่าของพี่หนิวหนิวใช่ไหม?"


เย่หยวนรับเปลือกหอยทั้งสองมา เด็กหญิงทั้งคู่เก็บได้เปลือกหอยลายตารางธรรมดา ๆ เปลือกหอยชนิดนี้มีรูปทรงกลม แข็งและทนทาน


"สวยทั้งคู่เลย ถ้าพวกหนูชอบก็เก็บมาให้เยอะ ๆ นะ"


"เดี๋ยวจะทำโมบายเปลือกหอยให้ พอเอาไปแขวนที่หน้าต่างแล้วจะสวยมากเลยล่ะ"


เย่หยวนพูดปลอบเด็กหญิงทั้งสองพร้อมรอยยิ้ม


"เย้ คุณน้าหยวนดีที่สุดเลย"


"คุณน้าหยวนจงเจริญ~"


เด็กหญิงทั้งสองกระโดดดีใจพร้อมกัน


พอพูดจบก็รีบวิ่งกลับไปเก็บเปลือกหอยต่อ


"คุณรับปากแล้ว อย่าทำไม่ได้ล่ะ" ซูเหมยพูดแซวอยู่ข้าง ๆ


"ไม่มีปัญหา อย่าว่าแต่เปลือกหอยเลย แม้แต่แกะสลักเปลือกหอยก็ทำได้"


"แต่เพิ่งเริ่มเรียนมาไม่นาน แกะออกมาแล้วกลัวพวกเธอจะไม่ชอบน่ะสิ"



เย่หยวนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ


เย่หยวนไม่ได้พูดเล่น หลังจากฝึกฝนเคล็ดวิชาไปได้สักระยะเขาก็พบว่าตัวเองมีพลังงานเหลือเฟือ


พอได้เห็นงานฝีมือที่ติงเอ้อแกะสลักออกมา เขาก็เกิดความสนใจอยากลองเรียนรู้ขึ้นมา


แรก ๆ ก็เริ่มจากงานแกะสลักไม้จนฝีมือพัฒนาไปเรื่อย ๆ


ตอนนี้เขาก็เริ่มหัดแกะสลักเปลือกหอยแล้ว


งานแกะสลักเปลือกหอยเชื่อมโยงความงดงามของท้องทะเลเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างลงตัว แถมยังคงความงามตามธรรมชาติของเปลือกหอยไว้อีกด้วย


เย่หยวนหัดแกะสลักมาได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้น เขาพบว่าตัวเองควบคุมรายละเอียดเล็ก ๆ ได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก


ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะผลจากการฝึกวิชาหรือร่างกายที่แข็งแรงขึ้นกันแน่ ตอนนี้ฝีมือแกะสลักไม้ของเย่หยวนก้าวล้ำไปถึงระดับเชี่ยวชาญแล้ว


แต่ฝีมือแกะสลักเปลือกหอยยังอยู่ในระดับเริ่มต้น


เขาไม่ถือสาหากจะให้ของฝึกมือสองสามชิ้นกับเด็กหญิงทั้งสอง


ซูเหมยได้ฟังที่เย่หยวนพูดแล้วก็ตกใจไม่น้อย


"จริงเหรอ?"


พูดจบก็ไม่รอคำตอบจากเย่หยวน


เธอถอดรองเท้าผ้าใบ พับขากางเกงยีนขึ้นแล้วเดินเท้าเปล่าลงไปช่วยเด็ก ๆ เก็บเปลือกหอย


เย่หยวนไม่คิดว่าซูเหมยจะมีมุมที่ไร้เดียงสาเช่นนี้ เขามองภาพของหญิงสาวกับเด็กหญิงสองคนที่เดินหาเปลือกหอยกันไปทั่วชายหาด


เขาส่ายหน้าน้อย ๆ สุดท้ายก็นอนเอกเขนกบนเก้าอี้ชายหาดแล้วหลับตาพักผ่อน



……


ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ


วันหนึ่งผ่านไปในพริบตา


เย่หยวนไม่ทำให้เด็กหญิงทั้งสองผิดหวัง เขานำเปลือกหอยที่พวกเธอเก็บได้มาทำเป็นโมบายให้คนละอัน


พอได้รับโมบายเด็กหญิงทั้งสองก็กระโดดหอมแก้มเย่หยวนคนละฟอด


แต่ส่วนงานแกะสลักเปลือกหอยให้ซูเหมย วันเดียวคงทำไม่เสร็จ คงต้องรอโอกาสหน้าถึงจะให้เธอได้


แต่เย่หยวนก็รับปากว่าจะทำชิ้นที่เธอถูกใจแน่นอน


ตอนจากกัน เหนียนซินอาลัยอาวรณ์มาก เธอจับมือพี่สาวหนิวหนิวแล้วกระซิบคุยกันอยู่นาน


สุดท้ายก็ต้องยอมขึ้นเรือไปตามคำสั่งเข้มงวดของซูเหมยพลางหันกลับมามองเป็นระยะ


เรือยอชต์แล่นออกไป ชายหาดกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง


ตอนกลางวันเสียงหัวเราะ การหยอกล้อและเสียงร้องเรียกของเด็กหญิงทั้งสองยังดังก้องอยู่ทั่วชายหาด


เย่หยวนมองไปยังผืนน้ำที่ค่อย ๆ มืดลง เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จู่ ๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมา



ตอนก่อน

จบบทที่ ซูเหมยมาเยือนเกาะหยูวานเป็นครั้งที่สาม

ตอนถัดไป