แกคือมังกรจริง ๆ เหรอ?

หลังจากเร่งรีบจนสุดชีวิต ในที่สุดเล่ยฮวนซีก็ทันขึ้นรถบัสเที่ยวสุดท้ายกลับจู้หนาน

เขานั่งรถด้วยใจที่ไม่สงบ คิดกังวลเรื่องเจ้าตุ้ยนุ้ยตลอดทาง กลัวว่ามันจะไม่รอดจนเขากลับไปถึง



ทันทีที่รถจอดที่จู้หนาน เล่ยฮวนซีก็รีบกระโดดลงและวิ่งตรงไปยังหมู่บ้านเซียนเถา



“ฮวนซี!”



เสียงเรียกดังขึ้น ทำให้เขาหยุดฝีเท้า



“ตาตง” เล่ยฮวนซีหันไปทักชายชราที่ยืนอยู่



นี่คือเส้นทางจากจู้หนานไปยังหมู่บ้านเซียนเถา บ้านหลังเล็กเรียงรายอยู่สองข้างทาง มีชายชราอายุราวเจ็ดสิบกว่านั่งอยู่หน้าบ้าน เขาสวมเสื้อผ้าที่แม้จะเก่าแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน กำลังกอดกาน้ำชาไว้ในมือและจิบอย่างเอร็ดอร่อย



เขาคือตงซานเป่ย เป็นญาติห่างๆ ของเล่ยฮวนซี สมัยยังหนุ่ม เขาเป็นคนมีชื่อเสียง เคยท่องไปทั่วทุกสารทิศ แต่เมื่อแก่ตัวลงก็กลับมาใช้ชีวิตสงบๆ ที่จู้หนาน



ตาตงไม่เคยแต่งงาน ไม่มีลูกหรือหลาน เมื่อเล่ยฮวนซียังเล็ก เวลามาเยี่ยมจู้หนานกับปู่ของเขา ทุกครั้งต้องแวะมาที่บ้านตาตงเสมอ



“ตาตง ผมมีธุระด่วน เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะแวะมาหาใหม่นะครับ” เล่ยฮวนซีรีบกล่าว ก่อนจะตั้งท่าจะจากไป



“เห้อ คนแก่แล้วก็ไม่มีใครสนใจ” ตาตงถอนหายใจ “เห็นว่าไปอยู่ในเมืองใหญ่มา แต่พอกลับมาก็ไม่เคยแวะมาหาคนแก่อย่างฉันสักหน่อย ปู่ของแกตายไป ยังไม่มีใครบอกฉันเลย จะได้ไปส่งเขาครั้งสุดท้าย...ช่างเถอะๆ ไปเถอะ งานของแกสำคัญกว่า”



น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว



คำพูดนั้นทำให้เล่ยฮวนซีรู้สึกผิด เขานึกถึงความใจดีของตาตงที่เคยช่วยเหลือเขาในวัยเด็กมากมาย



“ตาตง ผมขอโทษจริงๆ ครับ” เล่ยฮวนซีกล่าวพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ “ที่ไม่ได้แจ้งให้รู้เพราะกลัวว่าตาจะรับไม่ไหวกับเรื่องนี้”



“ฮวนซี ฉันรู้อยู่แล้วว่าแกไม่ใช่เด็กไม่มีหัวใจ” ตาตงยิ้มบางๆ พลางชวนให้เล่ยฮวนซีเข้าไปนั่ง “นั่งสิ อยากกินลูกอมไหม? อ้อ ไม่สิ แกไม่ใช่เด็กแล้วนี่”



เขาเป็นชายชราที่ไร้ครอบครัว เห็นเล่ยฮวนซีก็มีความสุขมาก “ฉันเห็นแกขายลูกท้อวันนี้ ลูกใหญ่ซะขนาดนั้น ใครจะไปปลูกได้ดีเท่าที่บ้านเซียนเถาอีก ปู่ของแกนี่เก่งจริงๆ”



ตาตงคิดว่าลูกท้อเหล่านั้นเป็นผลงานของปู่ของเล่ยฮวนซี เพราะไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มอย่างเล่ยฮวนซีจะมีความสามารถปลูกได้เอง



พอเริ่มคุยแล้วก็คุยยาวจนเล่ยฮวนซีไม่กล้าขัด ถึงแม้ว่าเขาจะห่วงเจ้าตุ้ยนุ้ยขนาดไหน



หลังจากพูดอยู่นาน ตาตงจึงถามว่า “แกจะไปไหนเอาป่านนี้?”



“ผมไปหยุนตงมาครับ ซื้อหยกมา จำเป็นต้องใช้”



“หยก? เอามาให้ฉันดูหน่อย” พอตาตงได้ยินเรื่องหยก เขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “รู้ไหม สมัยหนุ่มๆ ฉันเคยเรียนกับอาจารย์ เขาคือปรมาจารย์ด้านหยกและศิลปะหินเลยนะ ฉันมองหยกทีเดียวก็รู้แล้วว่าแท้หรือปลอม”



เล่ยฮวนซีอยากรู้เหมือนกันว่าหยกที่เขาซื้อมาเป็นของแท้หรือเปล่า จึงหยิบออกมาให้ดู



“แกซื้อมาเท่าไหร่?” ตาตงถามทันทีหลังจากมองเพียงแวบเดียว



“เขาเรียกห้าพัน แต่ผมต่อเหลือสองพัน”



“สองพัน?” ตาตงหัวเราะเบาๆ “ของแบบนี้ ให้ฉันฟรียังไม่อยากได้เลย”



“หา?” เล่ยฮวนซีอึ้ง คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะโดนหลอก



“หยกน่ะมันเป็นของแท้ แต่ก็แค่หยกเกรดต่ำที่เอาเศษวัสดุมาทำ เขาไม่ได้ขายของปลอมให้แกหรอก...เอ๊ะ?”



ตาตงมองหยกอีกครั้งก่อนจะทำหน้าประหลาดใจ “ตามฉันมา”



เล่ยฮวนซีที่กำลังอารมณ์เสียเพราะถูกโกงได้แต่ตามเขาเข้าไปในบ้าน



ตาตงหยิบเครื่องมือชุดหนึ่งออกมา วางหยกไว้ใต้โคมไฟและส่องดูอย่างละเอียดอยู่สิบกว่านาที จากนั้นเขาก็เอาค้อนเล็กๆ มาตีรอบหยกเบาๆ



เล่ยฮวนซีไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร จึงได้แต่มองอย่างสงสัย



ไม่นานนัก หยกรอบนอกเกิดรอยร้าว ตาตงวางค้อนลงก่อนจะถูหยกด้วยมือเบาๆ เปลือกนอกค่อยๆ หลุดออกมา เผยให้เห็นหยกสีชมพูพีชอยู่ด้านใน



“นี่มันอะไรกัน?” เล่ยฮวนซีที่ไม่รู้เรื่องหยกเลยได้แต่ตะลึง



“ฮ่าๆ นี่มันกลเม็ดเก่าแก่แล้ว” ตาตงหัวเราะ “เมื่อก่อนคนรวยบางคนชอบเล่นพนันหยก เขาจะจ้างช่างมาห่อหยกแท้ด้วยหยกเกรดต่ำอีกชั้น จากนั้นขายในราคาเดียวกัน ใครโชคดีก็ได้ของดี ใครโชคร้ายก็ขาดทุน แกนี่ดวงดีจริงๆ”



เล่ยฮวนซีรู้สึกมีความหวัง “ตาตง แล้วหยกอันนี้ของผมล่ะ?”



“แกโชคดีมาก” ตาตงยิ้ม “นี่เรียกว่าหยกฟูหรง ยิ่งสีเข้มยิ่งมีราคา หยกของแกถึงจะไม่ล้ำค่า แต่ขายได้สองถึงสามหมื่นแน่ๆ”



เล่ยฮวนซีหัวเราะอย่างมีความสุข



เขาคิดถึงเจ้าของร้านที่ขายหยกนี้ให้เขา ถ้ารู้ว่าหยกที่ขายไปถูกๆ จริงๆ แล้วมีราคาหลายหมื่น จะโมโหจนตบหน้าตัวเองหรือเปล่า



ตั้งแต่ได้เจ้าตุ้ยนุ้ยมา โชคของเขาก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ



“เก็บไว้ให้ดีนะ อย่าขายถ้าไม่จำเป็น หยกน่ะ มีค่ากว่าทอง” ตาตงพูดพร้อมคืนหยกให้เล่ยฮวนซี



“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับตาตง” เล่ยฮวนซีดูเวลาและรู้ว่าเขาไม่ควรอยู่ต่อแล้ว “ผมต้องรีบไปก่อน มีธุระด่วนจริงๆ”



“เดี๋ยว” ตาตงเรียกเขาไว้ก่อนจะหยิบกล่องไม้เล็กๆ จากใต้เตียงมา เปิดออกและหยิบถุงกระดาษเล็กๆ ยื่นให้เขา “นี่เป็นเมล็ดโสม ปลูกไม่ยากหรอก ฉันไม่มีแรงจะปลูกแล้ว แกลองเอาไปปลูกดู”



เล่ยฮวนซีรับเมล็ดโสมมาใส่กระเป๋า “ขอบคุณครับตาตง ผมจะมาเยี่ยมใหม่”



“ไปเถอะ ระวังตัวด้วย” ตาตงยังพูดไม่ทันจบ เล่ยฮวนซีก็วิ่งลับไปแล้ว



……



เล่ยฮวนซีรีบกลับถึงบ้านด้วยความเร็วที่เขาเองยังตกใจ



เมื่อมองไปที่เจ้าตุ้ยนุ้ย เขาพบว่ามันอยู่ในสภาพย่ำแย่ นอนซึมในกะละมังน้ำ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา



เขารีบหยิบมันออกมาวางบนหยกฟูหรง



ทันทีที่ตัวมังกรสัมผัสหยก แสงสีเขียวอ่อนๆ ปรากฏขึ้น แสงนั้นวนรอบตัวมันก่อนจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่ร่าง



เจ้าตุ้ยนุ้ยที่ดูหมดแรง เริ่มมีพลังขึ้นมาทีละน้อย มันดีดตัวด้วยความกระตือรือร้น



แต่ในขณะเดียวกัน หยกฟูหรงที่เคยเป็นสีชมพูเข้ม กลับเปลี่ยนเป็นสีขาวจางๆ ซึ่งเป็นสีที่ตาตงบอกว่าไร้ค่า



เล่ยฮวนซีรู้สึกเหมือนเห็นเงินสองสามหมื่นบาทหายวับไปต่อหน้า



เขามองเจ้าตุ้ยนุ้ยที่ดูอ้วนท้วนขึ้น มันไม่ใช่แค่หนอนไหมอีกต่อไป แต่เป็น...



หนอนไหมที่อ้วนขึ้น



เจ้าตุ้ยนุ้ยปีนขึ้นมาบนหน้าเขา และใช้ลิ้นเลียใบหน้าเขาเหมือนสุนัขแสดงความรัก



“เฮ้ แกเป็นมังกรหรือหมากันแน่!” เล่ยฮวนซีพูดทั้งที่รู้สึกขำ



แต่ทันใดนั้น เจ้าตุ้ยนุ้ยหยุดชะงัก และหันไปมองหม้อหมูตุ๋นที่เย็นชืดอยู่บนโต๊ะ น้ำลายไหลออกมาจากปากมัน



“ฉันเตือนแกไว้ก่อนนะ ฉันยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย!”



เล่ยฮวนซีกับเจ้าตุ้ยนุ้ยมองตากันราวกับจะต่อสู้



แต่จู่ๆ มังกรตัวน้อยก็กระโดดมางับจมูกเขา



แม้จะไม่เจ็บ แต่เล่ยฮวนซีก็พบว่าตัวเองขยับไม่ได้เลย



เขาได้แต่มองเจ้าตุ้ยนุ้ยพุ่งไปที่หม้อพะโล้และเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย



คืนนั้น บ้านของเล่ยฮวนซีมีเสียงร้องตัดพ้อดังขึ้น



“เจ้าตุ้ยนุ้ยเอ๊ย! แกมันมังกรจอมขี้โกง!”



ตอนก่อน

จบบทที่ แกคือมังกรจริง ๆ เหรอ?

ตอนถัดไป