ไปเดินตลาดหมากับอันนี่เป็นเรื่องอันตราย
สือชุ่นจงต้องรายงานข้อเรียกร้องของเล่ยฮวนซีให้ผู้ใหญ่ข้างบนทราบ การจะได้คำตอบนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเสร็จในวันสองวัน เพราะนี่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของทีมว่ายน้ำแห่งชาติ
เล่ยฮวนซีเองก็ไม่โง่ที่จะนั่งรอคำตอบอยู่เฉย ๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเขาลงไปกินอาหารเช้า เดิมทีคิดจะชวนอันนี่กับเจ้าอ้วนโม่ไปด้วย แต่คิดอีกทีสองคนนั้นคงยังนอนอยู่ เขาเลยตัดสินใจไปคนเดียว
เขาเดินเข้ามาในห้องอาหาร หยิบอาหารมานิดหน่อยแล้วเลือกนั่งที่มุมใกล้หน้าต่าง
ตอนที่ตัวเองทำงานที่นี่ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันได้นั่งกินข้าวเช้าสบาย ๆ แบบนี้
ที่หางตา เขาเห็นเงาร่างที่คุ้นตาเดินผ่านไป พอเงยหน้าขึ้น ทั้งสองสบตากันและพูดออกมาพร้อมกันว่า: “ผู้จัดการกู้?”
“เล่ยฮวนซี?”
คน ๆ นั้นคือกู้เปียว ผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัย
ทั้งสองถือว่ารู้จักกันมานาน พอเห็นเล่ยฮวนซี กู้เปียวก็รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย เขาลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็นั่งลงตรงข้ามเล่ยฮวนซี แล้วถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า: “มากินข้าวเช้าเหรอ?”
“อืม นายก็มากินเหมือนกันใช่ไหม?” เล่ยฮวนซีตอบไปแบบนั้นพร้อมคิดในใจคิดว่า ‘ไม่ถามก็รู้อยู่แล้ว คนมาที่นี่ก็ต้องมากินข้าวสิ หรือมาชมวิวกัน?’
ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่ามือขวาของกู้เปียวถูกพันด้วยผ้าก๊อซ จึงถามด้วยความสงสัยว่า: “ผู้จัดการกู้ เกิดอะไรขึ้น?”
สีหน้าของกู้เปียวดูแย่ลงกว่าเดิม: “เล่ยฮวนซี ไม่สิ พี่ฮวนซี ฉันยอมแพ้แล้ว ที่ครั้งก่อนฉันทำร้ายนาย มันเป็นความผิดของฉันเอง แต่ฉันก็แค่ลูกจ้างที่ทำตามคำสั่งของคนอื่น นายก็รู้นี่ ฉันขอโทษ คราวหน้าฉันไม่กล้าอีกแล้ว นายจะเป็นลูกพี่ฉัน หรือเป็นเจ้านายฉันก็ได้ ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ”
อะไรของเขา? มั่วไปหมด เล่ยฮวนซี ฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก: “ผู้จัดการกู้ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ฉันไปทำอะไรให้นาย?”
กู้เปียวยิ้มแหย ๆ: “ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร แต่ครั้งนี้ฉันได้บทเรียนแล้วจริง ๆ นายดูสิ มือฉัน… คราวหน้าถ้าฉันเจอนาย ฉันสัญญาจะเคารพนายให้มากที่สุด ถ้ามีใครให้ฉันทำอะไรกับนายอีก ฉันจะลาออกทันทีและไม่กล้าทำแน่นอน”
เล่ยฮวนซีถึงกับงงหนัก ฟังจากที่กู้เปียวพูด ดูเหมือนว่ามือของเขาจะบาดเจ็บเพราะเล่ยฮวนซีไปสั่งใครให้ทำ?
นี่มันใส่ร้ายเขาเต็ม ๆ เลย
ครั้งแรกกู้เปียวเป็นฝ่ายซ้อมเล่ยฮวนซี แต่ครั้งที่สองเล่ยฮวนซีเป็นฝ่ายชกกลับ แถมยังมีอีกครั้งที่บาร์ ถ้านับรวมกันก็ถือว่าหายกันไปแล้ว
อีกอย่างเขาเองก็ไม่ได้รู้จักใครที่มีฝีมือพอจะทำร้ายกู้เปียวได้
“ผู้จัดการกู้ ที่นายพูดนี่หมายความว่าแผลนี้เกี่ยวกับฉันเหรอ?” เล่ยฮวนซีตัดสินใจถามให้เคลียร์: “ฉันบอกเลยนะ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริง ๆ”
กู้เปียวประหลาดใจเล็กน้อย: “นายไม่รู้จริง ๆ?”
จากนั้นก็หัวเราะแห้ง ๆ: “งั้นฉันก็ยอมแล้วล่ะ นายอาจจะไม่รู้ แต่เพื่อนนายเยอะ คนรู้จักก็กว้างขวาง ไม่ต้องให้นายเอ่ยปากก็มีคนออกหน้ามาช่วยสั่งสอนฉันแล้ว ถ้าวันนั้นพวกเขาไม่ปล่อยฉันไป ฉันคงหมดสภาพไปแล้ว พี่ฮวนซี ที่นี่ไม่มีเหล้า แต่ฉันขอถือโอกาสนี้กล่าวคำขอโทษต่อนายอย่างจริงใจ ถ้าคุณมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้เลย”
พูดจบ เขายกแก้วนมขึ้น
เล่ยฮวนซีงงเป็นไก่ตาแตกจนตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยกแก้วชนกับกู้เปียวไปอย่างมึน ๆ
สำหรับเล่ยฮวนซี การกระทำนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่สำหรับคนอย่างกู้เปียวแล้ว มันเท่ากับว่าความบาดหมางในอดีตถูกลบล้างไป เขาถึงกับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“พี่ฮวนซี เมื่อก่อนเป็นความผิดของฉัน งั้นถือว่าหน้านี้เราจบไปแล้วก็แล้วกัน ฉันยังยืนยันคำเดิมนะ ถ้าพี่ฮวนซีมีเรื่องให้ฉันช่วยในอนาคต ขอแค่เอ่ยปาก ถ้าทำได้ฉันจะจัดการให้ ถ้าทำไม่ได้ฉันก็จะหาวิธีจนสุดความสามารถ นี่นามบัตรของฉัน”
กู้เปียวส่งนามบัตรให้พร้อมกับพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเล่ยฮวนซีอีกสักพักก่อนจะลุกขึ้นขอตัวกลับ
กู้เปียวเปลี่ยนท่าทีเร็วเกินไปไหม? ตกลงใครเป็นคนช่วยออกหน้าสั่งสอนเขากันแน่? ตัวเองก็ไม่ได้รู้จักเพื่อนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้สักคน
“พี่ฮวนซี พี่นี่ไม่เห็นมีน้ำใจเลย กินข้าวเช้าคนเดียวไม่ชวนฉันบ้าง”
ระหว่างที่เล่ยฮวนซีกำลังงงอยู่นั้น อันนี่ก็เดินมาพร้อมกับหาว มือถือจานข้าวเช้ามานั่งตรงหน้าเขา: “นั่งอยู่มุมลึกขนาดนี้ ฉันหาแทบแย่”
พูดจบเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหา เจ้าอ้วนโม่: “นายตื่นหรือยัง? ฉันกับพี่ฮวนซีอยู่ที่ห้องอาหาร รีบมาเลยนะ”
เล่ยฮวนซีตาโตขึ้นมาทันที: “อันนี่ เธอเป็นคนช่วยฉันจัดการกู้เปียวเหรอ?”
“กู้เปียว? ช่วยนายจัดการเขา?” อันนี่ ชะงักไปครู่หนึ่ง: “พูดอะไรเพ้อเจ้อเนี่ย?”
ไม่ใช่อันนี่? งั้นเล่ยฮวนซีก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่...
อันนี่กินน้อยมาก แค่เบคอนชิ้นหนึ่ง ไข่ดาวหนึ่งฟอง นมหนึ่งแก้วและกล้วยอีกหนึ่งลูก แต่พอ เจ้าอ้วนโม่เดินถืออาหารเช้าเข้ามานั่ง ทั้งเล่ยฮวนซีและอันนี่ก็สบตากันก่อนจะพูดออกมาพร้อมกันว่า:
“ถ้าร้านอาหารมีลูกค้าแบบนายเยอะ ๆ แบบนี้ เจ๊งแน่!”
เจ้าอ้วนโม่ไม่สนใจทั้งคู่ สำหรับเขาอาหารมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าพวกนี้เยอะ
เจ้าหมอนี่กินหมดจานแล้วก็ลุกไปตักอีกเต็มจาน เขาไม่เลือกเลยว่ากินอะไร แค่ตักทุกอย่างมาอย่างละนิด แล้วก็เดินกลับมานั่งกิน จากนั้นก็ลุกไปตักเพิ่มอีก
พอครั้งที่สี่ เล่ยฮวนซีก็เริ่มรู้สึกว่าบริกรทุกคนมองมาที่โต๊ะตัวเอง: “เจ้าอ้วน ฉันไปรอข้างนอกนะ”
“อืม ๆ” เจ้าอ้วนโม่พูดทั้งที่ปากเต็มไปด้วยอาหารโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
“พี่ฮวนซี รอฉันด้วยนะ เดี๋ยวขอไปเติมหน้าก่อน” อันนี่รีบลุกขึ้นอย่างร้อนรน
คนแบบนี้น่าอายเกินไปแล้วจริง ๆ...
รออยู่ข้างนอกตั้ง 20 นาทีเต็ม จนกระทั่งเห็นเจ้าอ้วนโม่เดินออกมาอย่างพึงพอใจ ใบหน้าที่ดูอิ่มเอมของเขาทำให้อันนี่อดไม่ได้ที่จะพูดว่า: “ครั้งหน้าเวลาไปกินข้าว ห้ามพาเจ้าอ้วนไปเด็ดขาด”
“พวกนายไม่เข้าใจหรอก มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน วันนี้ฉันก็ยั้งมือสุด ๆ แล้วนะ” เจ้าอ้วนโม่ไม่แยแสเลยว่าคนอื่นจะมองยังไง: “วันนี้พวกเราจะทำอะไรกันดี?”
“พวกนายมีใครพอรู้เรื่องหยกบ้าง?” เล่ยฮวนซีคิดว่ามาถึงที่นี่ทั้งที งั้นก็หาหยกสักชิ้นติดไม้ติดมือกลับไปดีกว่า เผื่อวันหน้าจะมีโอกาสได้ใช้
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเจ้าตุ้ยนุ้ยกับเจ้าอ้วนโม่มีบางอย่างคล้ายกันมาก... มังกรตัวหนึ่งกับคนอีกคนที่เหมือนกันตรงที่มองว่าการกินคือ “ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์”...
“ฉันนี่แหละ” เจ้าอ้วนโม่ รีบอาสาทันที
“นายยังรู้เรื่องหยกด้วยเหรอ?”
“ดูถูกกันหรอ?” เจ้าอ้วนโม่พูดอย่างภาคภูมิใจ: “ในฐานะผู้จัดการของนาย ฉันต้องรู้ทุกเรื่อง ตั้งแต่ฟ้าจรดดิน ถึงจะได้เรื่องสิ ฉันตอนเด็กนั้นไม่มีเพื่อนเล่นเลย ตอนนั้นชอบไปเดินตลาดของเก่าบ่อย ๆ จนได้ความรู้อะไรมากมาย จะว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ใช่ แต่ยังไงก็เก่งกว่าคนทั่วไปเยอะ”
เล่ยฮวนซีได้ยินดังนั้นก็เบาใจ: “งั้นไปตลาดของเก่ากับฉันหน่อย ฉันอยากซื้อหยกสักชิ้น”
“นายจะซื้อหยกไปทำอะไร?” อันนี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ถ้าจะพาเธอไปเดินห้างล่ะก็ เธอเต็มอย่างยิ่ง
แต่พอคิดอีกที เธอก็เปลี่ยนเป็นดีใจทันที: “จริงสิ ตลาดสัตว์เลี้ยงกับตลาดของเก่าก็อยู่ใกล้กันนี่นา ไป! ไปตลาดสัตว์เลี้ยงกันก่อน ฉันอยากได้ตัวนกแก้วสักตัว”
พอขึ้นลิฟต์อันนี่ก็ตื่นเต้นเป็นพิเศษ: “เพื่อนฉันคนหนึ่งเลี้ยงนกแก้ว มันฉลาดมากเลยนะ พูดได้ด้วย ฉันอยากเลี้ยงมานานแล้ว”
เล่ยฮวนซีสีหน้าเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองทันทีพร้อมกับเช็ดหางตาเบา ๆ
“พี่ฮวนซี เป็นอะไร?” อันนี่ชะงักไป
เล่ยฮวนซีทำหน้าเศร้าสร้อย: “ฉันกำลังเสียใจกับพวกนกแก้วในตลาดสัตว์เลี้ยง... เข้าสู่บ้านเศรษฐีก็เหมือนตกลงสู่ทะเลลึก นกแก้วตัวไหนที่ตกไปอยู่ในมือของคุณหนูอย่างอันนี่ ฉันแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าพวกมันจะเจอกับชะตากรรมอันน่าสลดแค่ไหน...”
“เล่ยฮวนซี! นายอยากตายใช่ไหม!”
เสียงกรีดร้องของ เล่ยฮวนซี ดังลั่นในลิฟต์...
……
ตลาดสัตว์เลี้ยงในเมืองหยุนตงถือว่ามีชื่อเสียงไม่น้อยในระดับประเทศ ผู้ที่ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงและพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศมักมารวมตัวกันที่นี่
พอพวกเขาลงจากรถของอันนี่ เล่ยฮวนซีก็อดพูดไม่ได้ว่า: “ครั้งหน้าตอนเราออกไปข้างนอก พอจะใช้รถที่ดูเรียบ ๆ กว่านี้ได้ไหม? เห็นไหมว่าทุกคนมองมาที่เรา”
รถสปอร์ตสีแดงสดคันหนึ่งในลานจอดรถมันเด่นสะดุดตาเกินไปจริง ๆ
แต่อันนี่กลับไม่สนใจ: “ฉันชอบแบบนี้”
ตลาดสัตว์เลี้ยงที่นี่ต่างจากที่อื่นอยู่บ้าง นอกจากพวกคนขายหมาแล้ว เจ้าของร้านส่วนใหญ่พอเห็นลูกค้าเข้ามาก็ไม่ค่อยสนใจ นั่งถือกาน้ำชาอย่างเกียจคร้าน ราวกับจะบอกว่า ‘อยากซื้อก็ซื้อ ไม่อยากซื้อก็เรื่องของคุณ’
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือสมัครเล่น พ่อค้า หรือแค่เดินเข้ามาดูเล่น ๆ พวกเขาดูออกในพริบตา
อย่างพวกเล่ยฮวนซีสามคนนี้ ถ้าเทียบกับลูกค้า 10 คน ก็คงมี 9 คนที่เข้ามาด้วยความอยากรู้ และซื้อพวกนกแก้วหรือนกเอี้ยงกลับไปเพราะความสนุกล้วน ๆ
ตรงกันข้ามกับพวกคนขายหมา พวกเขามีความกระตือรือร้นมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ พอเห็นลูกค้าเดินมา ก็รีบคว้าไม้มาเคาะกรงไม่หยุด หมาที่อยู่ในกรงก็จะวิ่งมาที่หน้ากรงและเห่า “โฮ่ง ๆ” ดูเหมือนจะกระปรี้กระเปร่ากันทุกตัว
“พี่ฮวนซี ฉันเคยได้ยินมาว่าหมาที่นี่เป็นหมาป่วยทั้งนั้น” อันนี่พูดอย่างไม่สนใจสายตาใคร: “พวกคนขายไม่เคยให้อาหารหมากินอิ่มเลย การเคาะกรงคือสัญญาณเรียกให้มากินข้าว เพราะงั้นพอได้ยินเสียงเคาะ หมาพวกนี้ถึงดูตื่นเต้นมาก เหมือนดูดีใช่ไหมล่ะ แต่จริง ๆ มันป่วยกันหมด แล้วยังมีบางคนเอาไม้จิ้มฟันไปดันหูหมาให้ตั้งขึ้นอีก...”
พอเห็นสายตาดุดันของพ่อค้าหลายคนจ้องมาทางนี้ เล่ยฮวนซีก็รีบดึงมืออันนี่และวิ่งออกจากโซนขายหมาพร้อมกับเจ้าอ้วนโม่ด้วยความลนลาน
ถ้าช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว พวกเขาอาจจะโดนรุมกระทืบไปแล้ว พวกคนขายหมาพวกนี้รู้กันดีว่าพวกเขาร่วมมือกันแน่นแฟ้นมาก มีคนที่ซื้อหมาป่วยไปแล้วอยากเอามาคืน อย่าว่าแต่ได้คืนเลย โดนซ้อมกลับไปก็มี
การไปเดินห้างกับคุณหนูอันนี่นั้นอาจจะเหนื่อย แต่การไปเดินตลาดหมากับเธอเป็นเรื่องอันตราย
“นี่อะไรเนี่ย ฉันยังดูหมาไม่เต็มที่เลยนะ” อันนี่ บ่นอย่างไม่พอใจ
“ยังจะดูอีก? ดูต่อไปเราอาจจะออกมาไม่ครบสามสิบสองก็ได้นะ” เจ้าอ้วนโม่ใจหายใจคว่ำ เขาหันกลับไปมองพวกพ่อค้าที่ยังจ้องมองมาอย่างดุเดือดก่อนรีบหันกลับ: “ไปซื้อพวกนกแก้วดีกว่า ไป ๆ โซนนั้นน่ากลัวจริง ๆ”
เล่ยฮวนซีและเจ้าอ้วนโม่มองหน้ากัน ทั้งสองต่างเข้าใจตรงกันว่าการมาที่นี่กับอันนี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของวัน
โชคดีที่เมื่อกี้วิ่งออกมาเร็ว...
“ดูสิ! พวกนั้นกำลังทำอะไรกัน?” อันนี่เปลี่ยนอารมณ์ทันที เธอชี้ไปที่ร้านตรงหน้าอย่างตื่นเต้น
ที่ร้านด้านหน้ามีคนประมาณสิบกว่าคนยืนล้อมอยู่ ดูเหมือนกำลังจ้องอะไรบางอย่าง