ดอกเบญจมาศร่วงโรย
เช้าวันถัดมา
หลี่ฉียืนหยุดอยู่ที่หัวสะพาน ก้มลงมองเงาของตนเองบนผิวน้ำ แม้จะไม่ถึงขั้นหล่อเหลา แต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน สุภาพเรียบร้อยและสำรวมอ่อนโยน เพียงแต่เสื้อคลุมผ้าป่านที่เขาสวมอยู่นั้นเต็มไปด้วยรอยขาดและมีรูโหว่อยู่หลายจุด จนดูซอมซ่อเสียเหลือเกิน
เขามาถึงที่นี่ ไม่เพียงแต่ต้องสูญเสียภรรยาและครอบครัวไป ยังต้องตกจากการเป็นชายหนุ่มหล่อสูงโปรไฟล์ดีผู้มั่งคั่งมาเป็นคนยากจนข้นแค้นอย่างแท้จริง จากที่เคยมีผู้คนรายล้อม กลับต้องมาเจอแต่สาวใช้ของเหล่าบุตรีในตระกูลใหญ่ที่คอยมองเขาเหยียดๆ
ดูเหมือนว่าทุกที่ในโลก และไม่ว่าในยุคสมัยใด คนไร้ค่าเช่นนี้ก็คงมีไว้เพื่อให้เหล่าคนสูงศักดิ์หล่อเหลาและมั่งคั่งเปรียบเทียบและข่มอยู่ร่ำไป
แต่ถึงจะถูกดูถูกเย้ยหยันเช่นนี้ หลี่ฉีก็มิได้ใส่ใจ เขากลับรู้สึกขำอยู่ในใจ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โดยตรง แต่ก็พอจะรู้อะไรเกี่ยวกับราชวงศ์ซ่งอยู่บ้าง ที่สำคัญคือบรรดาวีรบุรุษในดวงใจหลายคนล้วนเกิดในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นยอดขุนพลผู้ภักดีอย่างเย่ว์เฟย ซึ่งเขานับถือที่สุด หรือแม้แต่สตรีผู้มีพรสวรรค์นามกระเดื่องที่สร้างผลงานอมตะอย่าง “เสียงเสียดาย” เช่นหลี่ชิงเจา ทั้งสองล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่เขาใฝ่ฝันอยากได้พบ การได้มาอยู่ที่นี่จึงทำให้หลี่ฉีมีความหวังลึกๆ ว่าเขาอาจได้เจอพวกเขาสักวันหนึ่ง
หลี่ฉียังรู้อีกว่าราชวงศ์ซ่งนั้นยกย่องคุณวุฒิทางวรรณกรรมและดูแคลนด้านการศึก ผู้คนในเมืองนี้ส่วนใหญ่จึงคลั่งไคล้ในบทกวีและมักจับกลุ่มกันร่ำสุรา ประพันธ์บทกวีไปพร้อมๆ กับเสวนากัน
นี่ก็คงไม่แปลก เพราะเมืองนี้ทั้งไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ แถมไม่มีสถานเริงรมย์ เช่น บาร์หรือสถานเต้นรำอะไรเลย สิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้ก็คือเขียนพู่กัน ขับขานบทกวีบ้าง แต่งกลอนล้อเลียนบ้าง หรือบางครั้งก็เกี้ยวพาสาวงาม เดินเล่นแถวสถานเริงรมย์กันไปวันๆ จะให้ทำอะไรได้มากกว่านี้เล่า?
เพียงแต่ว่าตอนนี้เป็นปีเสวียนเหอที่สี่ หรือก็คือ ค.ศ. 1122 อีกเพียงสี่ปีเท่านั้นก็จะถึงเหตุการณ์ “ความอัปยศแห่งจิ้งคัง” หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้าและอัปยศที่สุดของชนชาติจีน
เมื่อถึงตอนนั้น ทัพจินจะบุกเข้ามายังเมืองหลวง ประชาชนตกอยู่ในความทุกข์ยาก บ้านแตกสาแหรกขาด คนตายเป็นเบือ
หลี่ฉีได้แต่ภาวนาในใจ “ขอให้พวกเจ้าจงใช้พู่กันในมือแทงทัพจินให้ตายกันเสียให้หมด หรือไม่ก็ใช้บทกวีเปลี่ยนใจทัพโหดเหล่านั้นให้กลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาเสียบ้าง”
คิดถึงตรงนี้ หลี่ฉีถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาข้ามเวลามาก็หลายยุคหลายสมัยนะ แต่ทำไมถึงดันมาโผล่ที่ยุคที่ย่ำแย่เช่นนี้นะ ช่างเป็นเรื่องที่ประหลาดแท้ๆ
สวรรค์ เจ้ากำลังกลั่นแกล้งข้าใช่ไหม!
หลี่ฉียิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เตะหินก้อนเล็กที่อยู่ตรงเท้าจนมันตกลงไปในแม่น้ำ
เสียง “ต๋อม” เบาๆ ดังขึ้นตามมาด้วยระลอกคลื่นที่แผ่ออกเป็นวง กระแสน้ำสั่นไหวจนเงาของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นในน้ำ หลี่ฉีสะดุ้งสุดตัวร้องเรียกขึ้นว่า “ฉิงถิง!”
เสียงยังไม่ทันขาดคำ เงาในน้ำก็พลันเลือนหายไป
ที่แท้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตาของเขา แม้ว่าเขาจะใช้เวลาทั้งคืนทบทวนและปรับใจจนคิดตกแล้วก็ตาม ว่าการจะกลับไปยังยุคของตนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ แต่เขาคิดว่าการเที่ยวเล่นในยุคนี้ไปพลางๆ คงจะดีกว่า และหากโชคดีเขาอาจจะได้ตื่นขึ้นมาในโลกปัจจุบันของเขาอีกครั้งก็ได้ จะว่าไปแล้วชีวิตคนเรานั้นช่างคาดเดาได้ยากจริงๆ แต่บางครั้งเขาก็อดคิดถึงภรรยาและครอบครัวของเขาไม่ได้
หลี่ฉีถอนหายใจพลางส่ายหัว ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังที่ไกลตาแล้วฮัมเพลง “จวี๋ฮวาไถ” ของโจวตงที่ชวนให้นึกถึงวัฒนธรรมจีนออกมาเบาๆ
“น้ำตาของเจ้า
อ่อนโยนปนเจ็บช้ำ
จันทร์เสี้ยวซีดจางเกี่ยวก้อยอดีต
ค่ำคืนนี้ยาวนาน
เยียบเย็นดังน้ำค้าง
ใครกันที่บนหอระทมเยือกเย็น
สายฝนพร่างพรม
เคาะหน้าต่างสีชาด
อักษรที่เขียนไว้บนกระดาษปลิวลอย
ฝันที่อยู่ไกล
หอมละมุนละไม
เลือนหายลับไปตามสายลม
ดอกเบญจมาศร่วงหล่นระทมดิน
ยิ้มของเจ้าร้างลาเหลืองซีดจาง
ดอกไม้ร่วงคนร่ำไห้
ความคิดถึงรินไหลร้าวรานใจ
ลมเหนือปั่นป่วนค่ำคืนยาวนาน
เงาของเจ้าขาดวิ่นมิอาจปะต่อ
ทิ้งข้าไว้เดียวดาย
กับเงาของเราบนผืนน้ำ”
บรรยากาศรอบข้างในยามนี้ ช่างสอดคล้องกับเพลงนี้ยิ่งนัก
“บทกวีดี เพลงไพเราะ ประโยคนี้ที่ว่า ‘ทิ้งข้าไว้เดียวดายกับเงาของเราบนผืนน้ำ’ ช่างบรรยายได้ลึกซึ้งเหลือเกิน ช่างยอดเยี่ยมนัก!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังหลี่ฉี ตามมาด้วยเสียงพัดกระดาษตบเบาๆ ที่ฝ่ามือ น้ำเสียงนั้นชัดเจนและแฝงไปด้วยความชื่นชม
เสียงชมดังขึ้นทำเอาหลี่ฉีสะดุ้งโหยง เขารีบหันหลังไปมองก็เห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งยืนยิ้มมองเขาอยู่
ให้ตายเถอะ! เดินเข้ามาถึงตัวข้าโดยไม่มีเสียงได้ยังไงกันเนี่ย!
ชายหนุ่มผู้นั้นมีใบหน้าเรียวรูปเมล็ดแตง สันจมูกโด่ง ผิวพรรณขาวใส ดวงตาฉ่ำวาว ริมฝีปากสีแดงสด ฟันขาวสะอาด มือข้างหนึ่งถือพัดพับสีขาว เขาสวมเสื้อคลุมสีขาว ดูสง่างาม แต่ก็ดูอ่อนช้อยไปหน่อย ท่าทางคล้ายกับตัวละครหนุ่มหล่อในละครย้อนยุค
ดาราเกาหลีหรือเปล่านะ?
ถึงแม้ว่าหลี่ฉีจะไม่เคยดูซีรีส์เกาหลี แต่เขาก็รู้ว่าผู้ชายเกาหลีนิยมสไตล์หน้าหวานที่ไม่ค่อยสมชายเช่นนี้
ข้างหลังของชายหนุ่มยังมีเด็กหนุ่มอีกคน
หนึ่งถือดาบสั้นอยู่ ซึ่งก็ดูเหมือนผู้หญิงอีกเช่นกัน
หรือว่าราชวงศ์ซ่งจะมีคนรักร่วมเพศ?
ชายหนุ่มหน้าหวานผู้นั้นเดินเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง ยกมือประสานคารวะและเอ่ยชมว่า “ท่านพี่ ช่างมีพรสวรรค์ยิ่งนัก ข้าน้อยขอชื่นชม!”
หลี่ฉีอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นจึงทำตามอย่างมีมารยาทโดยยกมือประสานตอบกลับ “ข้าเองก็ไม่กล้ารับคำชม”
ชายหนุ่มผู้หน้าหวานทำหน้าคาดหวังเล็กน้อยแล้วถามอย่างอยากรู้ว่า “ไม่ทราบว่าบทเพลงเมื่อครู่ของท่านพี่มีชื่อว่าอย่างไร ขอโปรดชี้แนะให้ข้าด้วย”
หลี่ฉีส่ายศีรษะพลางยิ้มแล้วตอบว่า “มิกล้าเรียกว่าชี้แนะหรอก เพลงนี้มีชื่อว่า ‘จวี๋ฮวาฉาน’ หรือ ‘ดอกเบญจมาศร่วงโรย’”
ครูสอนตั้งแต่สมัยประถมว่า การจะคัดลอกอะไรเขามานั้นห้ามคัดตามดื้อๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มลูกเล่นของตนเองเข้าไปบ้าง แม้ว่าจะเปลี่ยนไปแค่คำเดียว แต่ความหมายก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว
แน่นอนว่าหลี่ฉีคงไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะรู้ความหมายอันลึกซึ้งของ “ดอกเบญจมาศ”
“ดอกเบญจมาศร่วงหรือ?”
ชายหนุ่มเอ่ยทวนเบาๆ ก่อนจะถือพัดเคาะเบาๆ ที่ฝ่ามือซ้าย กล่าวด้วยน้ำเสียงทึ่งว่า “ช่างเป็นเพลง ‘ดอกเบญจมาศร่วงโรย’ ที่ไพเราะจริงๆ ท่านพี่ช่างเป็นยอดคนที่มิอวดตนจริงๆ!”
หลี่ฉีมีสีหน้าขุ่นเล็กน้อย เพราะคำว่า “ยอดคนที่มิอวดตน” นั้นฟังคล้ายกับจะชมว่าเขาเป็นคนสูงส่งที่แต่งกายอย่างยากไร้ แต่เขาก็ยังคงยิ้มตอบกลับไปว่า “ข้าไม่ใช่ยอดคนอะไรหรอก เพียงแค่เป็นคนธรรมดาผู้หนึ่ง เพลงเมื่อครู่เป็นเพียงกลอนที่ข้าครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น คุณชายอย่าได้ถือเป็นจริงจังเลย”
ระหว่างการสนทนา หลี่ฉีก็ถือโอกาสอ้างสิทธิ์ว่าเพลง “ดอกเบญจมาศร่วง” นี้เป็นของเขาเสียเลย ถึงแม้ว่านี่จะเข้าข่ายลอกผลงานก็เถอะ แต่ต้องเข้าใจว่าพี่โจวแต่งเพลงนี้ไว้ในปี ค.ศ. 2006 แต่เขากลับมาร้องที่นี่ได้ก่อนถึงเก้าร้อยปีเต็ม ต่อให้มีการฟ้องร้องที่ศาล เชื่อเถอะว่าผู้พิพากษาคงจะยกฟ้องเขาแน่นอน
ยิ่งหลี่ฉีพูดถ่อมตนเช่นนี้ ชายหนุ่มหน้าหวานก็ยิ่งรู้สึกนับถือและชื่นชมเข้าไปอีก เขารำพึงทบทวนบทเพลง “ดอกเบญจมาศร่วงโรย” อยู่หลายรอบก่อนจะมีสีหน้าหม่นลงเล็กน้อย คล้ายกับว่าได้รับอิทธิพลจากเพลงนี้ด้วย เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าคิดว่าท่านพี่คงกำลังคิดถึงสตรีอันเป็นที่รักอยู่สินะ”
เฮ้อ! หากพี่โจวเกิดในยุคนี้ เขาคงได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งแล้ว แต่งเพลงไหนออกมาก็ทำให้คนฟังรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตารื้นได้ไม่ว่าในยุคใดก็ตาม สวรรค์ เจ้าช่างส่งคนผิดมาเสียจริงๆ!
หลี่ฉีไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ขอโทษที่ทำให้คุณชายต้องขบขัน”
“มิกล้าๆ ท่านพี่ประพันธ์ได้ลึกซึ้งทุกถ้อยคำ ข้าผู้มีนามว่าจ้าวจิ่ง ขอคารวะ” จ้าวจิ่งกล่าวพลางยกมือประสานคารวะให้ สีหน้าดูเขินอายจนแทบมีน้ำผึ้งหยดออกมา
หลี่ฉีเห็นท่าทีของจ้าวจิ่งก็นึกชื่นชมอยู่ในใจ แม้ว่าเขาจะยังหาใครคุยด้วยไม่ได้ที่นี่ เขาจึงยิ้มตอบอย่างเป็นกันเองว่า “ข้าน้อยแซ่หลี่ นามว่า ‘ฉี’”
“ที่แท้ก็คุณชายหลี่ นับว่าข้าเสียมารยาทจริงๆ!” จ้าวจิ่งคารวะอีกครั้ง
หลี่ฉีเห็นจ้าวจิ่งคำนับอีกครา ก็รู้สึกปวดหัวจนต้องถอนใจ พระเจ้า! นี่คนโบราณเวลาคุยกันต้องวุ่นวายขนาดนี้เลยหรอ?