คุณชายชุดคลุมม่วง
“ข้าหมดอิสระ! ไร้อิสรภาพ! ช่างน่าเศร้า ช่างปวดใจ น้ำตาข้าไหล…น้ำตาข้าไหล! --- อา! น่าเบื่อเหลือเกิน!”
ตอนนี้เป็นเวลาสายแล้ว แต่หลี่ฉียังนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง มือสองข้างรองศีรษะ ขาไขว่ห้าง มองเพดานอย่างเหม่อลอย ท่าทางเหมือนไม่มีอะไรทำ
เขาอยู่ในยุคราชวงศ์ซ่งมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว สิ่งที่เขาสัมผัสได้มากที่สุด นอกเหนือจากอากาศที่บริสุทธิ์ ก็คือความน่าเบื่อ ไม่มีทีวี ไม่มีคอมพิวเตอร์ แม้แต่หนังสือพิมพ์สักฉบับก็ไม่มี ส่วนกิจกรรมยอดนิยมของที่นี่อย่างการแต่งกลอนหรือโต้บทกวี เขาเองก็ไม่มีความสนใจ จะไปเที่ยวหอนางโลมก็ไม่มีเงิน และต่อให้มีเงิน เขาก็ไม่กล้าไป เพราะในยุคนี้ไม่มีมาตรการป้องกันโรคดีๆ เช่นถุงยาง หากติดโรคอะไรมาก็คงรักษาไม่ได้
ให้ตายเถอะ แบบนี้มันชีวิตคนหรือไง!
หลี่ฉีด่าทอในใจด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง มองออกไปข้างนอก คิดในใจว่า อย่างไรเสีย นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านก็ไม่ได้อะไร สู้ลองไปดูสิว่าท่านอู๋มีอะไรให้ช่วยหรือไม่ดีกว่า ไม่เช่นนั้นคงเบื่อจนตายแน่ๆ
ฮัมเพลงเบาๆ พลางเดินมาถึงร้านจุ้ยเซียนจวี๋ เขาก็ยังพบว่าร้านเงียบเหงาเหมือนเดิม ในโถงชั้นล่างมีเพียงอู๋เสี่ยวลิ่วที่นั่งอยู่บนม้านั่งคนเดียว และดูเหมือนจะเบื่อมากกว่าหลี่ฉีเสียอีก
นี่ก็อีกคนที่น่าเวทนา! หลี่ฉีถอนหายใจเบาๆ มองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นท่านอู๋ฟู่หรง จึงเดินไปถามอู๋เสี่ยวลิ่วว่า “เสี่ยวลิ่ว ท่านอู๋ล่ะ?”
ในความทรงจำของหลี่ฉี อู๋ฟู่หรงเป็นคนที่ทำงานดีเยี่ยม ทั้งไม่เคยมาสาย ไม่เคยกลับก่อนเวลา และไม่เคยลาหยุด วันนี้กลับไม่อยู่ที่ตำแหน่งของตัวเอง ทำให้หลี่ฉีอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
อู๋เสี่ยวลิ่วตอบด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงว่า “ท่านลุงกับพ่อครัวโจว ถูกฮูหยินเรียกไปที่จวนตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”
ฮูหยินที่อู๋เสี่ยวลิ่วพูดถึงคือเจ้าของตัวจริงของร้านจุ้ยเซียนจวี๋ อู๋ฟู่หรงเป็นเพียงพนักงานในร้าน ซึ่งหลี่ฉีก็รู้เรื่องนี้จากอู๋เสี่ยวลิ่วเช่นกัน
ประชุมงานแทนที่จะประชุมที่ร้าน กลับต้องไปที่บ้าน? หรือว่ามีเรื่องลับอะไรบางอย่างกันแน่? จู่ๆ ภาพลามกบางอย่างก็แวบขึ้นมาในหัวของหลี่ฉี เรื่องพวกนี้ในยุคของเขาเป็นเรื่องที่เห็นจนชินแล้ว
อู๋เสี่ยวลิ่วถามขึ้นลอยๆ ว่า “พี่หลี่ วันนี้ไม่ออกไปข้างนอกหรือ?”
น้ำเสียงที่เรียกว่า “พี่หลี่” ฟังดูกระทบกระเทียบอย่างมาก
หลี่ฉีรู้ดีว่าอู๋เสี่ยวลิ่วดูถูกเขามาโดยตลอด แต่เขาไม่ถือสา ปล่อยให้อู๋เสี่ยวลิ่วพูดประชดประชันไปตามใจ เพราะคิดว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องไปเอาเรื่องกับเด็กตัวกระเปี๊ยกแบบนี้
“ไม่ไปหรอก ข้างนอกอันตรายเกินไป อยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่า” หลี่ฉีหัวเราะตอบ ตั้งแต่โดนจ้าวจิ่งข่มขู่เมื่อคราวก่อน เขาก็ไม่ได้ก้าวออกจากประตูร้านจุ้ยเซียนจวี๋อีกเลย ใครจะไปรู้ว่าแม่สาวน้อยคนนั้นจะตามหาข้าหรือไม่? ข้าสู้หลบอยู่ที่นี่ดีกว่า!
อู๋เสี่ยวลิ่วอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ดี แต่ข้าว่าเจ้าอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นานหรอก”
“ทำไมล่ะ? หรือข้าไปรบกวนพวกเจ้าหรือ?” หลี่ฉีหน้าถอดสี รีบถามด้วยความร้อนรน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของเขาโดยตรง
“ไม่ใช่หรอก มีเจ้าอยู่หรือไม่ก็ไม่ได้ต่างกันมาก” อู๋เสี่ยวลิ่วส่ายหัวพลางถอนหายใจ “แต่…เฮ้อ เดี๋ยวรอให้ท่านลุงกลับมา เจ้าค่อยถามเขาเองดีกว่า”
“อ้อ”
หลี่ฉีเม้มปากแน่น ใจเริ่มไม่สงบ เพราะในที่แห่งนี้เขามีเพียงท่านอู๋กับอู๋เสี่ยวลิ่ว และพ่อครัวโจวเท่านั้นที่พอจะเรียกได้ว่าคุ้นเคย หากร้านจุ้ยเซียนจวี๋ไม่รับเขาไว้ เขาคงต้องกลับไปนอนข้างถนนอีกครั้ง
หากรู้แบบนี้ ข้าควรจะหางานทำเสียตั้งแต่แรก! อา…ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะแม่สาวน้อยนั่น ทำให้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกไปข้างนอก หากข้าต้องอดตายบนถนนจริงๆ ต่อให้ข้าตายเป็นผี ข้าก็จะไม่ปล่อยนางไปแน่! ยิ่งคิด หลี่ฉียิ่งหงุดหงิด
“จุ้ยเซียนจวี๋ ชื่อดีจริงๆ”
ในขณะนั้นเอง เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นจากประตูทางเข้า พร้อมกับร่างของแขกสองคนเดินเข้ามา คนที่พูดคือชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษ สวมหมวกไหมโปร่งและชุดคลุมสีม่วงปักลาย วิจิตรบรรจง ในมือถือพัดกระดาษสีขาว ร่างกายสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางสำอางสะอาดตา การเดินและรอยยิ้มแฝงด้วยเสน่ห์เต็มเปี่ยม ทั้งดูสง่างามและมีราศี เห็นได้ชัดว่ามิใช่คนธรรมดา
คนที่ติดตามเขามาเป็นเด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับอู๋เสี่ยวลิ่ว ผิวขาวสะอาด ดูฉลาดและน่ารัก
อู๋เสี่ยวลิ่วรีบลุกขึ้นมารับหน้า พลางยิ้มขอโทษ “ท่านแขกผู้มีเกียรติ ต้องขออภัยจริงๆ วันนี้ร้านของเรางดให้บริการขอรับ”
คุณชายชุดคลุมม่วงขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าแฝงความไม่พอใจ ก่อนจะถามว่า “เพราะเหตุใดหรือ?”
อู๋เสี่ยวลิ่วโค้งตัวขอโทษอีกครั้งพลางตอบว่า
“วันนี้ท่านเจ้าของร้านและพ่อครัวใหญ่มีธุระจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เหลือเพียงข้าดูแลร้าน จึงไม่อาจรับแขกได้ ขออภัยจริงๆ ขอรับ”
หลี่ฉีได้ฟังแล้วถึงกับหัวเสียในใจ พลางด่าอู๋เสี่ยวลิ่วว่าช่างโง่เง่า! เปิดร้านทำการค้า จะไล่แขกออกไปได้อย่างไร? ยิ่งเป็นแขกที่ดูสูงศักดิ์เช่นนี้ หากไม่มีพ่อครัวก็ไปขออาหารจากร้านอื่นมาทดแทนเสียสิ! ไร้ปัญญาเช่นนี้ จะไม่ให้ร้านเงียบเหงาได้อย่างไร?
คุณชายชุดคลุมม่วงมองไปรอบๆ เห็นว่าร้านไม่มีแขกแม้แต่คนเดียว สีหน้าฉายความผิดหวัง เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปถามคนติดตาม “เจ้าพอจะรู้จักร้านอาหารใกล้ๆ แถวนี้หรือไม่?”
คนติดตามพยักหน้า “คุณชาย ข้าได้ยินมาว่าฝั่งตรงข้ามมีร้านชื่อเฟยชุ่ยเซวียนอยู่ขอรับ”
“เช่นนั้นไปที่นั่นก็แล้วกัน” คุณชายชุดคลุมม่วงพยักหน้าเห็นด้วย
“สองท่านแขกผู้มีเกียรติ รอประเดี๋ยวก่อน!”
ขณะที่สองนายบ่าวกำลังจะก้าวออกจากประตู เสียงหลี่ฉีก็ดังขึ้นทันที
คุณชายชุดคลุมม่วงหยุดเดินแล้วหันกลับมา มองหลี่ฉีด้วยความสงสัย ก่อนจะถามว่า “ท่านนี้มีธุระอันใดหรือ?”
หลี่ฉีเผยยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “บัดนี้เป็นเวลามื้อกลางวัน ร้านอาหารอื่นในละแวกนี้คงเต็มหมดแล้ว หากแม้จะมีที่นั่ง ก็คงต้องรออีกสักพัก ข้าเกรงว่าท่านคงต้องเสียเวลาเปล่า เช่นนี้เถิด ในเมื่อท่านได้แวะมาที่ร้านเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ก็นับเป็นวาสนา หากไม่รังเกียจ ข้าจะขอทำอาหารสักสองสามจานให้ท่านรับประทาน ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นเช่นใด?”
อู๋เสี่ยวลิ่วได้ยินดังนั้น ถึงกับตาเบิกกว้าง รู้สึกตกใจมาก เขามองหลี่ฉีพร้อมส่งสัญญาณเตือนด้วยสายตา เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! แขกผู้มีเกียรติขนาดนี้ หากทำอาหารผิดพลาดขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ? แต่หลี่ฉีแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
คุณชายชุดคลุมม่วงอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ท่านเป็นใครหรือ?”
“ข้าเป็นเพียงแขกที่พักอยู่ในร้านนี้ แต่การทำอาหารไม่ใช่ปัญหา ขอท่านวางใจ” หลี่ฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ
คุณชายชุดคลุมม่วงจ้องมองหลี่ฉีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วยิ้มตอบ “ก็ได้ เช่นนั้นข้าขอรบกวนท่าน”
“ไม่ต้องเกรงใจ!” หลี่ฉีโค้งศีรษะให้ ก่อนจะหันไปพูดกับอู๋เสี่ยวลิ่วเสียงเบา “ยังไม่รีบพาท่านแขกขึ้นไปนั่งอีก?”
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลี่ยงได้แล้ว อู๋เสี่ยวลิ่วก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรม รีบเดินนำหน้าสองนายบ่าวขึ้นไปยังชั้นสอง พร้อมกับเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้มที่ฝืนเต็มทนว่า “เชิญท่านทั้งสองข้างบนขอรับ”
หลังจากนั้นไม่นาน อู๋เสี่ยวลิ่วก็กลับลงมาที่ชั้นล่างอีกครั้ง เห็นหลี่ฉียังยืนอยู่ที่เดิม ก็ตกใจจนร้องลั่น “ตายแล้ว! คุณชายหลี่ เจ้ายังยืนอยู่ที่นี่อีกหรือ?”
หลี่ฉีหน้าแดงเล็กน้อย ยิ้มแหยๆ แล้วพูดว่า “ข้ายังไม่รู้เลยว่าครัวอยู่ที่ไหน…”
อู๋เสี่ยวลิ่วถึงกับส่ายหัว ถอนหายใจแรงก่อนจะพูดอย่างหัวเสีย “เฮ้อ! ไปๆ ข้าจะพาไปเอง บอกเลยนะว่าเจ้าทำให้ข้าต้องเดือดร้อนแน่ๆ”
หลี่ฉีเดินตามหลังอู๋เสี่ยวลิ่ว ก่อนจะถามว่า “ว่าแต่ แขกสั่งอาหารอะไรหรือ?”
คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลี่ฉีอยากรู้มากที่สุด แม้เขาจะมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเอง แต่เขาก็รู้จักอาหารจีนโบราณเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยเฉพาะอาหารทั่วไปที่คนธรรมดากินกัน เขาแทบไม่รู้อะไรเลย
อู๋เสี่ยวลิ่วตอบว่า “แขกไม่ได้สั่งอะไรเป็นพิเศษ บอกแค่ว่าให้ทำอาหารที่ถนัดที่สุดก็พอ”
หลี่ฉีถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แบบนี้ก็ดีเลย!”
อู๋เสี่ยวลิ่วมองเขาด้วยสายตาสงสัยแล้วถามว่า “ดีตรงไหน? เอ้อ…ว่าแต่ คุณชายหลี่ เจ้าทำอาหารเป็นจริงๆ ใช่ไหม?”
หลี่ฉีหัวเราะ “เจ้าคือคนแรกที่ถามข้าแบบนี้เลยนะ”
ตั้งแต่อายุหกขวบ หลี่ฉีก็เริ่มเรียนทำอาหารกับพ่อ ตอนอายุสิบห้าปีก็สำเร็จการฝึกแล้ว ระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ได้เป็นหัวหน้าพ่อครัวในคลับธุรกิจระดับสูงแห่งหนึ่ง และเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็ได้ทำงานในโรงแรมระดับห้าดาวที่พ่อตาของเขาเป็นเจ้าของ จนคว้ารางวัล "ราชาครัวจีน" ได้ตอนอายุยี่สิบสาม
ถ้าหลี่ฉีทำอาหารไม่เป็น แล้วจะมีใครทำเป็นอีกล่ะ?
อู๋เสี่ยวลิ่วพาหลี่ฉีมายังห้องๆ หนึ่งที่ด้านหลังร้าน ก่อนจะชี้ไปที่ประตูและพูดว่า “นี่แหละ ครัวของร้านเรา”
จากนั้นก็ผลักประตูเปิดออก
ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก กลิ่นเหม็นฉุนแสบจมูกก็พุ่งออกมาจนหลี่ฉีต้องยกมือขึ้นปิดจมูก แล้วร้องออกมาว่า “โอย! นี่มันกลิ่นอะไรกัน?”
“ครัวมันก็ต้องมีกลิ่นแบบนี้สิ” อู๋เสี่ยวลิ่วตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
หลี่ฉีทำหน้าตกใจสุดขีด “ว่าไงนะ? ครัวของพวกเจ้าเป็นแบบนี้กันทุกที่เลยหรือ?”
อู๋เสี่ยวลิ่วเห็นท่าทางของเขา ก็กังวลจนต้องถามว่า “แน่นอนอยู่แล้ว ท่านอย่าบอกนะว่าท่านไม่เคยเข้าครัวมาก่อน เอาจริงๆ เถอะ คุณชายหลี่ เจ้าทำอาหารเป็นจริงๆ ใช่ไหม?”
นี่เจ้าจะถามอีกนานไหมเนี่ย! หลี่ฉีจ้องเขาเขม็งแล้วตอบอย่างหงุดหงิด “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ลงมือทำเองเถอะ!”
อู๋เสี่ยวลิ่วถึงกับพูดไม่ออก ถ้าข้าทำได้ ข้าจะต้องพึ่งเจ้าอีกหรือ?
หลี่ฉีเห็นอู๋เสี่ยวลิ่วทำหน้าลำบากใจ ก็ยิ้มพลางตบบ่าเขา “พอแล้วๆ ข้าล้อเล่นน่ะ เจ้าจุดไฟรอไว้ก็พอ ส่วนเรื่องอื่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”