ข่าวลือและดารา

หืม? นี่... นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่กลอนคู่ที่สมบูรณ์ แต่เป็นกลอนสองคู่ ทว่าทำไมถึงมีแต่กลอนบน ไม่มีกลอนล่างล่ะ? หรือว่า... หรือว่า... นี่เป็นกิจกรรมทายกลอนชิงรางวัล?



หลี่ฉีมองแถบผ้าสองเส้นนั้น พลางขมวดคิ้ว ใจเต็มไปด้วยความสงสัย



คนอื่นมัวแต่คิดว่าจะต่อกลอนล่างอย่างไรดี แต่หลี่ฉีกลับสงสัยว่าทำไมกลอนคู่นี้ถึงถูกนำมาแขวนไว้ที่นี่? หรือว่ามีผลประโยชน์อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง?



คนโบราณให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี แต่คนสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์



นี่อาจจะเป็นความแตกต่างในพื้นฐานความคิดระหว่างคนโบราณกับคนสมัยใหม่ และหลี่ฉีเคยช่วยพ่อตาจัดการธุรกิจมาก่อน จึงเข้าใจดีว่าหากไม่มีผลประโยชน์ใครเล่าจะยอมลุกขึ้นมาทำงานแต่เช้า



อย่างไรก็ดี หลี่ฉีคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังนึกไม่ออกว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ จึงคิดจะถามใครสักคน ทว่าเขายังไม่ได้เปิดปากพูด ก็ได้ยินชายสองคนที่ยืนอยู่ด้านหน้ากำลังพูดคุยเรื่องนี้ หลี่ฉีดีใจขึ้นมา รีบตั้งใจฟังทันที



ได้ยินชายคนหนึ่งถามว่า “พี่หลิว ท่านว่ากลอนสองคู่ที่ว่านี่เป็นของคุณหนูไป๋กับท่านซ่งแต่งจริงหรือ?”



คุณหนูไป๋? หลี่ฉีสะดุ้งในใจ หรือว่าไป๋ซู่เจิน(นางพญางูขาว)ก็ข้ามมิติมาด้วย?



จากนั้นก็ได้ยินชายอีกคนตอบว่า “จะผิดได้อย่างไร ท่านไม่ได้ยินที่คุณชายไช่พูดหรือ กลอนฝั่งซ้ายเป็นฝีมือของท่านซ่ง ส่วนฝั่งขวาเป็นของคุณหนูไป๋ และคุณชายไช่ยังกล่าวอีกว่า หากใครสามารถต่อกลอนล่างของกลอนทั้งสองนี้ได้แม้เพียงบทเดียว เฟยชุ่ยเซวียนจะยกย่องเป็นแขกคนสำคัญ ให้กินฟรีอยู่ฟรีสิบวัน ลองคิดดูเถอะ การได้กินฟรีอยู่ฟรีที่เฟยชุ่ยเซวียนสิบวันต้องใช้เงินเท่าไร ถ้ากลอนสองท่อนนี้ไม่ใช่ฝีมือของทั้งสองจริง คุณชายไช่จะกล้า ‘เอื้อเฟื้อ’ ขนาดนี้หรือ?”



ชายคนแรกพยักหน้า “สิ่งที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล แต่ข้าเคยได้ยินมาว่าคุณหนูไป๋ไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกับคุณชายไช่มาก่อน แล้วครั้งนี้เหตุใดนางถึงได้ช่วยเหลือกันอย่างนี้เล่า?”



“เจ้าก็ไม่เข้าใจล่ะสิ ข้าจะบอกให้ ที่นี่ล้วนเกี่ยวข้องกับคำว่า ‘เงิน’ ทั้งนั้น” อีกฝ่ายลดเสียงลงกล่าวว่า “ข้าได้ยินคนพูดกันว่า กลอนสองคู่ที่ว่านี่ คุณชายไช่ทุ่มเงินก้อนโตขอซื้อจากคุณหนูไป๋มา”



ชายคนแรกได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “นี่... นี่เป็นไปไม่ได้ คุณหนูไป๋เป็นถึงบัณฑิตหญิงอันดับสองแห่งเมืองเปี้ยนจิง นางจะยอมทำงานร่วมกับคุณชายไช่ผู้ไร้ศีลธรรมเพียงเพราะเงินได้อย่างไร แบบนี้ไม่เท่ากับทำลายชื่อเสียงตัวเองหรือ? ไม่มีทาง ไม่มีทาง ข้าไม่มีวันเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้”



อีกฝ่ายแค่นเสียงเยาะ “เจ้าลองคิดดูสิ ถ้ากลอนสองคู่นี้ไม่ได้เป็นฝีมือของคุณหนูไป๋ คุณชายไช่จะกล้าพูดเช่นนั้นหรือ? เจ้าลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน มีพ่อค้าคนหนึ่งในย่านตงเฉิงเพียงเพราะดื่มสุราแล้วกล่าวตำหนิคุณหนูไป๋เพียงไม่กี่คำ ผลคือร้านของเขาถูกทุบเสียพังยับเยินในคืนนั้น ต่อมาเมื่อเขาฟ้องร้องไปยังทางการ ผลเป็นอย่างไรเล่า คนที่ทุบร้านล้วนเป็นบัณฑิตชื่อดังและลูกหลานผู้ดีมีเงินทั้งสิ้น แถมยังฟ้องกลับว่าพ่อค้าคนนั้นหมิ่นประมาทคุณหนูไป๋อีก จนต้องให้คุณหนูไป๋ออกหน้าเองเรื่องถึงได้สงบลง คุณชายไช่จะไม่กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยได้อย่างไร?”



“เรื่องนั้นข้าจำได้ หากวันนั้นไม่บังเอิญป้าของข้ามาเยี่ยมพอดี ข้าก็คงได้ไปอยู่ที่นั่นเหมือนกัน” ชายคนแรกส่ายหน้าเสียดาย จากนั้นกล่าวต่อ “แม้กลอนสองคู่นี้จะเป็นฝีมือของคุณหนูไป๋ แต่ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่านางได้รับผลประโยชน์จากคุณชายไช่”



อีกฝ่ายเงยหน้ากล่าวอย่างหยัน ๆ ว่า “งั้นเจ้าลองพูดมาสิ ถ้าไม่ใช่เพราะเงิน คุณหนูไป๋จะช่วยเหลือคุณชายไช่ด้วยเหตุใด? เจ้าเองก็พูดอยู่ ว่าคุณหนูไป๋กับคุณชายไช่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน”



ชายคนแรกอึกอักอยู่นาน ก่อนจะตอบกลับไปว่า “บางที... บางทีคุณหนูไป๋อาจช่วยเพราะคำขอของท่านซ่งก็ได้ ขึ้นชื่อมานานแล้วว่าท่านซ่งแอบหลงรักคุณหนูไป๋”



“เจ้าก็พูดเองว่าท่านซ่งหลงรักคุณหนูไป๋ แล้วใครบ้างเชื่อว่าคุณหนูไป๋ก็ชอบท่านซ่ง? ข้าก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เพราะเหตุนี้นางจึงช่วยคุณชายไช่เป็นการส่วนตัวมากกว่า”



ชายคนแรกฮึดฮัด “ข้าก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าคุณหนูไป๋จะช่วยเพราะเงิน ขอให้พี่หลิวหยุดกล่าวร้ายคุณหนูไป๋เสียทีเถอะ”



อีกฝ่ายใบหน้าบึ้งตึงเช่นกัน โบกแขนเสื้อแล้วกล่าวว่า “จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ ข้าไปล่ะ!” กล่าวจบก็หมุนตัวจากไป ชายคนแรกเองก็สะบัดเสื้อพลางเดินจากไปด้วยความขุ่นเคือง



"เวรเอ้ย! แค่กลอนคู่เดียว จำเป็นต้องทะเลาะกันถึงขนาดนี้เลยหรือ?"



หลี่ฉีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ คนสองคนนี้ทำให้เขารู้สึกทั้งขำทั้งเหนื่อย แต่สิ่งที่พวกเขาคุยกันก็ทำให้หลี่ฉีเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่า "คุณหนูไป๋" และ "ท่านซ่ง" เป็นใครกันแน่ แต่จากคำพูดของสองคนนี้ก็พอจะเดาได้ว่าทั้งคู่คงเป็นคนดังระดับตำนาน คล้ายกับเหล่าซุปเปอร์สตาร์ที่มีแฟนคลับเต็มบ้านเต็มเมืองในยุคของเขา



เมื่อฟังเรื่องราวจนจบ หลี่ฉีอดไม่ได้ที่จะเอนเอียงไปทางชายคนที่เดินจากไปในตอนท้าย เพราะการเขียนกลอนนั้นไม่ได้เปลืองแรงมากมาย อีกทั้งไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมหรือกฎหมาย การไม่รับเงินค่าตอบแทนที่ง่ายราวกับเงินหล่นมาจากฟ้าก็ดูจะโง่เขลาเกินไป



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น "คุณหนูไป๋" หรือ "ท่านซ่ง" หลี่ฉีรู้ดีว่าผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้ก็คือคุณชายไช่ เขาอาจไม่รู้ว่าคุณชายไช่ต้องจ่ายเงินไปมากแค่ไหนเพื่อขอกลอนสองคู่นี้มา แต่สิ่งที่แน่นอนคือผลประโยชน์ด้านชื่อเสียงและความนิยมที่ทั้งคุณชายไช่และ "เฟยชุ่ยเซวียน" ได้รับจากกลอนทั้งสองนี้นั้นประเมินค่าไม่ได้เลย



นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "อิทธิพลของดารา" แต่หลี่ฉีไม่เคยคิดเลยว่าในยุคซ่งก็เริ่มมี "ปรากฏการณ์ดารา" แบบนี้เกิดขึ้นแล้ว



ในยุคของเขา แม้แต่ดาราที่มีชื่อเสียงเล็กน้อยก็ยังสามารถรับงานโฆษณาได้ในราคามหาศาล ยิ่งดาราระดับโลกก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นักธุรกิจไม่ใช่คนโง่ ถ้าเงินที่จ่ายไปไม่สามารถทำให้พวกเขาได้ผลตอบแทนกลับมาหลายเท่า หรือแม้กระทั่งหลายสิบเท่า ก็คงไม่มีใครยอมเสียเงินไปง่าย ๆ แน่นอน



แน่นอนว่า "กฎใต้โต๊ะ" ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง



"เฮ้อ! แบบนี้แล้วจะโทษว่าอู๋ฝูหรงและ 'จุ้ยเซียนจวี่' แพ้แบบหมดรูปก็คงไม่ได้หรอกนะ"



หลี่ฉีถอนหายใจยาว มองแค่จากกลอนสองคู่ที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างกระแสนี้ ก็พอจะเห็นว่าคุณชายไช่มีทั้งสายตาที่เฉียบแหลมและแผนการที่ชาญฉลาดเหนือกว่าอู๋ฝูหรงหลายเท่า



อู๋ฝูหรงในฐานะผู้จัดการร้านกลับไม่กล้าพูดคำว่า "ถึงเวลาเกษียณแล้ว" กับพ่อครัวโจว แล้วอย่างนี้ร้าน "จุ้ยเซียนจวี่" จะไม่ล้มเหลวได้อย่างไร?



เมื่อได้ยินว่าคุณหนูไป๋และท่านซ่งเป็นคนดังที่มีชื่อเสียงขนาดนี้ หลี่ฉีก็อดที่จะสนใจเนื้อหาของกลอนสองคู่นี้ไม่ได้



ตามที่ชายสองคนกล่าวไว้ กลอนทางซ้ายที่เขียนว่า "หนึ่งลำน้ำงามตระการ ม่านลมจันทร์เชิญดื่มสุข" เป็นฝีมือของท่านซ่ง ส่วนกลอนทางขวาที่เขียนว่า "ชื่นดื่มหยกใบไม้เรียว หลอมใจเขียวสดมลังเมลือง" เป็นฝีมือของคุณหนูไป๋



เมื่อพูดถึงการต่อกลอน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับหลี่ฉี เพราะเขาก็ใช้กลอนหรือวลีที่มีความหมายลึกซึ้งมาตั้งชื่ออาหารใหม่ของตัวเองอยู่เสมอ



ในยุคที่เขาจากมา ทุกข้อมูลถูกบันทึกไว้ในโลกออนไลน์ กลอนแปลกประหลาดและกลอนคลาสสิกมีให้เห็นเกลื่อนตา เมื่อได้ดูมาก ๆ เข้า การจะต่อกลอนก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอีกต่อไป



"อืม... กลอนสองคู่นี้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารนี่เอง ดูเหมือนคุณชายไช่จะวางแผนมาดีทีเดียว"



แม้กลอนสองคู่นี้จะไม่ถึงขั้นเป็นกลอนคลาสสิก แต่ก็มีความยากในระดับหนึ่ง ทว่ากลับเหมือนถูกออกแบบมาให้หลี่ฉีโดยเฉพาะ



อุตสาหกรรมอาหารงั้นหรือ? ฮ่า! นี่มันสายงานของเขาชัด ๆ!



หลี่ฉีขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางส่ายหัวแล้วกล่าวว่า



"ที่แท้ก็เป็นแค่สองคนดังแนวหน้าของวงการสินะ"




ตอนก่อน

จบบทที่ ข่าวลือและดารา

ตอนถัดไป