ข้าวเจ้าได้กิน เงินข้าเอาไป
เมื่อเผชิญกับท่าทีคุกคามของหลี่ฉี ไช่เหล่าซานรู้สึกเหมือนขี่เสือที่ลงไม่ได้ ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก! หากเชิญสองแม่ลูกขอทานเข้าไปในร้าน คนคงหัวเราะเยาะจนแทบตาย แต่หากไม่เชิญ ก็จะถูกคนด่าประณาม ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้วนแต่ลำบากทั้งสิ้น
หากเป็นไปได้ เขาคงอยากเรียกคนมาทุบตีหลี่ฉีจนหมดสภาพ แล้วโยนลงแม่น้ำเปี้ยนไปให้ปลากิน แต่เขาไม่กล้าทำ และทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เพราะยังมีสายตาของคนมากมายจับจ้องเขาอยู่
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากด้านใน กล่าวอะไรบางอย่างเบา ๆ ที่ข้างหูของไช่เหล่าซาน เขาพยักหน้ารับฟังพร้อมกับเหงื่อเย็นไหลอาบหน้า
ชายผู้นั้นพูดจบก็วิ่งกลับเข้าไปทันที
เมื่อชายผู้นั้นจากไป ไช่เหล่าซานก็หันไปสั่งคนถือถาดเงินว่า “ยังไม่รีบนำรางวัลไปมอบให้คุณชายตัวน้อยอีกหรือไง?”
คนถือถาดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบตอบรับ นำถาดเงินไปวางเบื้องหน้าเฉินอาหนานด้วยความเคารพ
เฉินอาหนานแค่นเสียงฮึดฮัด รับถาดเงินมาแล้วส่งให้หลี่ฉีทันที กล่าวว่า “พี่ชาย เงินนี่มันเยอะและหนักเกินไป รบกวนพี่ช่วยเก็บไว้ให้หน่อยเถอะ”
เจ้าเด็กคนนี้พูดได้ถูกใจนัก! หลี่ฉีหัวเราะในลำคอ ลูบมือตรงอกตัวเองพร้อมรับประกันว่า “ได้สิ เจ้าไม่ต้องห่วง พี่คนนี้จะช่วยเก็บรักษาให้อย่างดีเลย!”
ถูกดูถูก!
โดนดูถูกอย่างแรง!
พวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นบัณฑิต เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างหลี่ฉีกับเฉินอาหนานต่างก็รู้สึกว่าตัวเองถูกดูแคลนสติปัญญาอย่างรุนแรง จึงส่งสายตาเหยียดหยามไปทางหลี่ฉีเต็มที่
ที่จริงหลี่ฉีกับเฉินอาหนานได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ข้าวเจ้าได้กิน เงินข้าเอาไป
ตอนนี้หลี่ฉีกำลังขาดเงินทุนอย่างหนัก เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้เงินจำนวนมากนี้หลุดมือไปง่าย ๆ แม้กระนั้นเขาก็รู้สึกถูกชะตากับเฉินอาหนานไม่น้อย ในใจคิดจะยกเงินบางส่วนให้เด็กชายอยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง จึงก้มลงกระซิบที่หูของเฉินอาหนานว่า “พวกเจ้าอยู่ที่นี่ไปก่อนสักสองสามวัน กินให้อิ่ม นอนให้สบาย แล้วค่อยมาหาข้าที่ร้านจุ้ยเซียนจวีฝั่งตรงข้าม จำไว้นะ ข้าชื่อหลี่ฉี และอย่าบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด”
แม้เฉินอาหนานจะไม่เข้าใจเหตุผลที่หลี่ฉีพูดเช่นนั้น แต่เขารู้ดีว่าหลี่ฉีไม่มีทางทำร้ายเขาแน่นอน จึงพยักหน้าตอบ “พี่หลี่หรือขอรับ ข้าจำไว้แล้ว”
“เรียนเชิญคุณชายทั้งสองเข้าไปด้านใน” ไช่เหล่าซานยื่นมือชี้ไปทางประตูด้วยท่าทางนอบน้อมพร้อมฝืนยิ้ม
“คุณชาย ขอบคุณท่านมากเหลือเกิน ข้าขอบคุณจากใจจริง ๆ” แม่ของเฉินอาหนานรู้สึกเหมือนชีวิตพลิกผันจากนรกสู่สวรรค์ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบพูดไม่ออก
หลี่ฉียิ้มกล่าวว่า “ท่านป้า ท่านอย่าขอบคุณข้าเลย หากจะขอบคุณก็จงไปขอบคุณท่านผู้จัดการไช่เถอะ” เขาพูดพลางเหลือบมองไปทางไช่เหล่าซาน
สีหน้าของไช่เหล่าซานเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา สุดแสนจะอึดอัด
หลี่ฉียิ้มเยาะเบา ๆ แล้วส่งตัวหญิงชราให้เฉินอาหนาน พร้อมกับตบบ่าเด็กชายเบา ๆ “ไปเถอะ ดูแลแม่ของเจ้าให้ดี”
“อืม! พี่หลี่วางใจได้ ข้าจะดูแลแม่อย่างดี” เฉินอาหนานกล่าวพร้อมน้ำตาคลอ ก่อนจะจูงแม่เดินตามพนักงานสองคนเข้าไปด้านใน
เมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้าไปแล้ว หลี่ฉีจึงถอนหายใจโล่งอก ที่นี่มีคนอยู่มากมาย เขามั่นใจว่าไช่เหล่าซานไม่กล้าทำอะไรพวกเขาในร้านแน่นอน จากนั้นเขาก็เหลือบมองเงินก้อนใหญ่ในมือ แล้วหัวเราะด้วยความยินดีก่อนเก็บเงินเข้ากระเป๋า จากนั้นเขาโค้งคำนับให้ไช่เหล่าซานแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณผู้จัดการไช่มาก ข้าขอลา”
“โปรดรอก่อนคุณชาย!” ไช่เหล่าซานรีบรั้งเขาไว้
“มีอะไร? หรือเจ้าจะกลับคำ?”
“ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นเพราะนายท่านของข้าต้องการเชิญคุณชายขึ้นไปพูดคุยด้วยที่ชั้นบน” ไช่เหล่าซานรีบอธิบาย
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉีก็เหลือบมองขึ้นไปยังชั้นบนอย่างรวดเร็ว ราวกับเห็นเงาร่างหนึ่งแวบผ่านมุมตา เขายิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับไช่เหล่าซานว่า “น้ำใจของท่านไช่ข้าน้อมรับไว้ แต่ข้ายังมีธุระสำคัญต้องจัดการ”
พูดจบ เขาก็ชี้ไปด้านหลังไช่เหล่าซานพลางตะโกนว่า “อ๊ะ! ท่านไช่หยวนไว่ ไยท่านถึงลงมาด้วยเล่า!”
คนที่ได้ยินต่างพากันหันกลับไปมองด้านหลังด้วยความสงสัย แต่ที่นั่นกลับไม่มีเงาของไช่หยวนไว่แม้แต่น้อย
แย่ล่ะ! ถูกหลอกเข้าให้แล้ว!
ไช่เหล่าซานหน้าถอดสี รีบหันกลับมา แต่สิ่งที่เห็นคือแผ่นหลังของหลี่ฉีที่กำลังเลือนหายไปในกลุ่มคน พลันหายลับตา
หลี่ฉีมาปุบปับแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ผู้คนงุนงงว่าชายหนุ่มที่เพิ่งคว้าเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงนั้นเป็นใครกันแน่ คนทั้งหมดเริ่มซุบซิบกันไปมา แต่ไม่มีใครรู้จักเขา
หลี่ฉีไม่ได้กลับไปที่จุ้ยเซียนจวีในทันที แต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วอย่างไร้จุดหมาย จนมั่นใจว่าไม่มีใครติดตามเขามาแล้วจึงหยุดพักพิงกำแพง สูดหายใจยาวพลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะพึมพำว่า “ให้ตายสิ! รอดมาได้หวุดหวิดเลยเรา!”
เหตุผลที่เขาชิ่งหนีมาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะอยากสร้างภาพลักษณ์ลึกลับ แต่เป็นเพราะในใจเขารู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึก ๆ
ในเมื่อยังใหม่ต่อยุคสมัยนี้...
หลี่ฉีอยู่ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือได้ไม่ถึงเดือนดี ยังไม่รู้จักวัฒนธรรมและกฎระเบียบของที่นี่มากนัก ตอนที่ตัดสินใจช่วยเฉินอาหนานแม่ลูกจนต้องปะทะกับไช่เหล่าซานนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะอารมณ์ร้อน แต่เขาประเมินสถานการณ์รอบตัวแล้วเห็นว่ามีกลุ่มบัณฑิตนักปราชญ์คอยยืนดูอยู่มากมาย เขาจึงกล้าเล่นบทพระเอกขึ้นมาได้ เพราะมั่นใจว่าไช่เหล่าซานไม่กล้าทำอะไรรุนแรงในที่แจ้ง
แต่หากต้องเผชิญหน้ากับไช่หยวนไว่โดยตรงล่ะ? หลี่ฉีรู้สึกไม่มั่นใจเลยจริงๆ
จากคำบอกเล่าของอู๋เสี่ยวหลิว ไช่หยวนไว่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนใจร้ายไร้ปรานี ทำเรื่องชั่วร้ายมานักต่อนัก ยิ่งไปกว่านั้น การที่หลี่ฉีเข้ามาขัดขวางแผนดึงดูดความสนใจด้วย “กลอนคู่” ของเขา อาจทำให้ไช่หยวนไว่ไม่พอใจจนสั่งลงมือกับเขาก็เป็นได้
"อา เงินนี่มันช่างหนักดีจริง!"
หลี่ฉีเหลือบมองถุงเงินที่เพิ่งได้มา แววตาเป็นประกายพร้อมหัวเราะคิกคักในใจ
“ถ้าเราได้กลับยุคเดิม จะเอาเงินนี่ไปหลอมเป็นสร้อยคล้องคอให้ฉิงถิงสักหน่อย ให้เธอรู้ว่าเราน่ะ ‘ให้ความสำคัญ’ กับเธอจริง ๆ!”
หลังจากหยุดพักจนหายเหนื่อย เขาจึงเดินมุ่งหน้ากลับไปยังจุ้ยเซียนจวี โดยระหว่างทางก็ครุ่นคิดว่า จะใช้เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้อย่างไรดี เงินจำนวนนี้ไม่น้อยเลย แต่จะบอกว่ามากก็ยังไม่มากพอจะลงทุนในสิ่งใหญ่โตนัก
ไม่ทันไร เขาก็มาถึงหน้าประตูร้านจุ้ยเซียนจวีที่ปิดสนิทแล้ว หลี่ฉีแหงนมองประตูใหญ่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ดวงตาฉายแววสับสน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาส่ายศีรษะถอนหายใจ
“ถ้าเรามีร้านอาหารใหญ่ขนาดนี้เป็นของตัวเอง ไช่หยวนไว่จะเอาอะไรมาแข่งกับเรา? ไอ้เล่ห์เหลี่ยมตื้น ๆ นั่น ข้าคงเล่นงานมันจนเจ๊งไปตั้งนานแล้ว!”
เมื่อคิดเช่นนั้น ไอเดียหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
“เอ๊ะ! หรือว่าเราจะซื้อจุ้ยเซียนจวีมาเองดีล่ะ? ไหน ๆ พวกเขาก็จะขายอยู่แล้วนี่นา”
แม้จะเพ้อฝันไปไกล แต่หลี่ฉีก็ยังรู้ตัวว่า หากไม่มีเงินถึง 4,000 ก้วนขึ้นไป การจะเป็นเจ้าของจุ้ยเซียนจวีนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เขาจึงได้แต่ถอนหายใจและหัวเราะกับตัวเอง
“พรุ่งนี้ข้าอาจจะไปดูอีกที เผื่อไช่หยวนไว่จะเอากลอนคู่มาแขวนเพิ่มอีกก็ได้”