เจรจา

คำพูดของหลี่ฉีในสายตาของอู๋ฝูหรงช่างเป็นดั่งฝันเพ้อเจ้อ การทำเงินให้ได้หนึ่งพันก้วนภายในสิบห้าวัน แม้แต่ในช่วงที่จุ้ยเซียนจวีรุ่งเรืองที่สุดก็ไม่เคยมีผลงานเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในตอนนี้ที่ชื่อเสียงของจุ้ยเซียนจวีตกต่ำจนเกินเยียวยา ต่อให้เจ้ามีความสามารถเพียงใด ก็คงยากที่จะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ ทั้งนี้สำหรับร้านอาหารระดับห้าดาวในยุคซ่งเหนืออย่างฝานโหลวและเฟยชุ่ยเซวียนแล้ว คงถือเป็นเรื่องธรรมดา


“น้องชาย เจ้าพูดเกินจริงไปหน่อยหรือไม่?” อู๋ฝูหรงเอ่ยอย่างแคลงใจ


เกินจริงอะไรกัน ท่านก็แค่จะกล่าวหาข้าว่าคุยโวเท่านั้น หลี่ฉียิ้มอย่างมั่นใจกล่าวว่า “ลุงอู๋ ท่านยังไม่ทราบ ข้านี่แค่ประเมินต่ำสุดแล้ว หากข้าพูดตัวเลขที่ข้าคิดในใจออกมา เกรงว่าพวกท่านคงขับไล่ข้าออกไปทันที”


“ประเมินต่ำสุดอย่างนั้นหรือ?” อู๋ฝูหรงรู้สึกได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจตนพุ่งถึงขีดสุด ดวงตาเบิกกว้างถามว่า “แล้วเจ้าคิดไว้ที่เท่าใด?”


“เรื่องนี้ยังบอกไม่ได้ ไว้ถึงเวลาพวกท่านก็จะได้รู้เอง” หลี่ฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มล้ำลึก


ไม่ว่าหลี่ฉีจะกำลังคุยโวหรือไม่ ขอเพียงเขาสามารถทำกำไรได้หนึ่งพันก้วนภายในสิบห้าวัน อู๋ฝูหรงก็ถือว่าพอใจแล้ว


ฮูหยินฉินถามว่า “แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”


หลี่ฉียิ้มอย่างเกรงใจกล่าวว่า “ขอโทษด้วย ฮูหยิน เรื่องนี้ข้ายังไม่สามารถบอกได้”


ฮูหยินฉินขมวดคิ้วอีกครั้ง วันนี้นางขมวดคิ้วมากกว่าที่ผ่านมาในเดือนนี้เสียอีก ก็ชัดเจนแล้วว่าหลี่ฉีนำพาความยุ่งยากใจมาให้นางมากเพียงใด เอ๊ะ ไม่สิ ควรเรียกว่าความประหลาดใจ



“เจ้าหนุ่มคนนี้ ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง ทั้งยั่วให้ข้ากับฮูหยินสนใจเสียเต็มที่ แล้วตอนนี้กลับไม่ยอมพูดอะไรเลย”


อู๋ฝูหรงเร่งเร้าอย่างร้อนใจ “น้องชาย ที่นี่ก็ไม่มีคนอื่น เจ้าจะปิดบังอะไรอีกล่ะ นี่เจ้าก็ไม่ยอมพูด นั่นเจ้าก็ไม่ยอมบอก แล้วจะให้ฮูหยินเชื่อเจ้าได้อย่างไร?”


“ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเจ้าปิดปากเช่นนี้ ข้าจะกล้าตอบรับเจ้าได้อย่างไร?” ฮูหยินฉินพยักหน้าเห็นด้วย


บ้าจริง! พวกท่านสองคนคงเข้าใจผิดไปกระมัง ข้าแค่อยากร่วมมือกับพวกท่าน ไม่ได้มาขอให้ช่วยเหลือ หากข้าบอกแผนการทั้งหมด แล้วจู่ ๆ พวกท่านตัดข้าออกจากวงล้อ ข้าจะไปหันหน้าไปร้องหาความยุติธรรมกับใคร? ข้าเคยเห็นคนทำการค้ากันมาไม่น้อย แต่ยังไม่เคยเจอใครที่กล้าเล่นการค้าแบบนี้มาก่อนเลย


หลี่ฉีแสดงสีหน้าผิดหวัง คำนับฮูหยินฉินพร้อมกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถือว่าข้ามิได้กล่าวสิ่งใด ขอโทษที่มารบกวน ข้าขอตัวลาก่อน” กล่าวจบก็หันไปคำนับอู๋ฝูหรงอีกครั้ง จากนั้นหมุนตัวเดินตรงไปยังประตู


ก่อนหน้านี้ยังพูดคุยกันดี ๆ ไม่ทันไรหลี่ฉีก็หันหลังจากไป ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้รวดเร็วจนเกินไป ทำเอาทั้งอู๋ฝูหรงและฮูหยินฉินต่างตกตะลึงนิ่งค้างอยู่กับที่


หนึ่ง! สอง! สาม... สองครึ่ง!


“น้องชาย รอก่อน!” ขณะที่หลี่ฉีกำลังจะเดินถึงประตู อู๋ฝูหรงก็ร้องเรียกขึ้นทันใด


ให้ตายสิ! ถ้าจะเรียกทำไมไม่พูดให้เร็วกว่านี้กันล่ะ เล่นเอาหัวใจข้าตกวูบ! หลี่ฉีถอนหายใจโล่งอกไปครึ่งหนึ่ง แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉยอย่างนิ่งสงบ หันกลับมาถามว่า “ลุงอู๋ ท่านมีธุระอันใดอีกหรือ?”


อู๋ฝูหรงหัวเราะแห้ง ๆ พร้อมกล่าวว่า “น้องชาย ข้ากับฮูหยินเมื่อครู่ก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น หากเจ้าไม่ต้องการบอก นั่นย่อมมีเหตุผลของเจ้า ทุกเรื่องล้วนพูดคุยกันได้ การทำการค้าจะใช้อารมณ์มิได้”


ข้าไม่ได้ใช้อารมณ์ แต่หากมัวถกเถียงกันเช่นนี้ ไม่รู้ว่าต้องลากยาวไปถึงปีไหน! หลี่ฉีเหลือบมองฮูหยินฉินด้วยสายตาเชิงถาม เห็นใบหน้านางขึ้นสีแดงเรื่อจนแทบจะหยดน้ำได้ ยิ่งชวนให้หลงใหล


หลี่ฉีถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิดในใจว่า ช่างเถิดช่างเถิด เห็นแก่ที่ท่านงดงามประดุจเซียน ข้าจะไม่ขัดใจก็แล้วกัน เขาหันกลับมา พูดด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจว่า “ลุงอู๋ การทำการค้า ก็เพียงแค่ยึดถือเรื่องความเชื่อใจกันเท่านั้น หากพวกท่านไม่เชื่อใจข้า เช่นนั้นอย่าทำการค้ากันเลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมองหน้ากันไม่ติด แต่อย่างไรเสีย เรื่องบุญคุณที่ท่านมีต่อข้า ข้าย่อมไม่ลืมเลือน”


อู๋ฝูหรงหน้าแก่ของเขาแดงก่ำ พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “เจ้าพูดถูกแล้ว เป็นข้าที่เร่งร้อนเกินไปเอง”


“ที่จริง ข้าก็มีส่วนที่ผิดเช่นกัน” หลี่ฉียิ้มเจื่อน ๆ แล้วหันไปทางฮูหยินฉินกล่าวว่า “ฮูหยินไม่เชื่อใจข้า นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา หากเป็นใครก็คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะทำการค้ากับคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรก หากเมื่อครู่ข้าได้ล่วงเกินสิ่งใดไป ก็ขอฮูหยินโปรดอภัยด้วย”


คำพูดเหล่านี้ถือว่าให้เกียรติฮูหยินฉินอย่างมาก แท้จริงแล้ว เงื่อนไขที่หลี่ฉีเพิ่งยื่นเสนอมานั้น ล้วนตรงตามความตั้งใจของนางแต่แรก เพราะ จุ้ยเซียนจวี เป็นสมบัติที่ตกทอดจากบรรพบุรุษตระกูลฉิน นางเองก็ไม่อยากให้มันพังพินาศในมือของตัวเอง แต่เดิมนางได้สิ้นหวังไปแล้ว ทว่าการปรากฏตัวของหลี่ฉีกลับจุดประกายแห่งความหวังขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งระยะเวลา 15 วันก็ไม่นาน หากหลี่ฉีไม่สามารถหาเงินหนึ่งพันก้วนได้ ก็ค่อยคิดหาวิธีแก้ไขในภายหลังก็ไม่สาย อย่างไรเสีย นางไม่ต้องออกเงินเอง จุ้ยเซียนจวี ยังคงตั้งอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่เสียหาย


ฮูหยินฉินรีบหาทางลงให้ตัวเอง พยักหน้าตอบว่า “ตกลง หากในอีก 15 วัน เจ้าสามารถนำเงินหนึ่งพันก้วนมาได้ เช่นนั้นข้าก็จะยอมขาย…ส่วนแบ่ง..ครึ่งหนึ่งของจุ้ยเซียนจวี...”


หลี่ฉีกลั้นหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮูหยิน ต้องใช้ว่าหุ้นส่วนขอรับ”


ฮูหยินฉินใบหน้าแดงเรื่อ พยักหน้าตอบว่า “จะขายหุ้นครึ่งหนึ่งของจุ้ยเซียนจวีให้เจ้า”


หลี่ฉียกมือยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ฮูหยิน คำพูดปากเปล่าไม่อาจยืนยันได้ ข้าเห็นว่าเราควรทำเอกสารสัญญาขึ้นมาก่อน โดยระบุวันและจำนวนเงินที่จะชำระคืน รวมถึงเงื่อนไขของทั้งสองฝ่าย หากฮูหยินยังไม่ไว้วางใจ ก็อาจเพิ่มข้อความลงในเอกสารไว้ว่า หากภายใน 15 วัน ข้านำเงินหนึ่งพันก้วนมาได้ สัญญานี้จะมีผลทันที มิฉะนั้นให้ถือเป็นโมฆะ ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจฮูหยิน เพียงแต่เมื่อมีเอกสารนี้ไว้รับรอง การทำเรื่องต่าง ๆ จะมีที่มาที่ไป ไม่เกิดความวุ่นวาย การกระทำเช่นนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย”


"เจ้าหนุ่มนี่ ที่พูดมากมายขนาดนี้ ก็แค่เพราะไม่เชื่อใจข้า กลัวว่าข้าจะเปลี่ยนใจ แต่ยังพูดจาดูดีให้น่าเชื่อถืออีก!" ฮูหยินฉินแม้ไม่เข้าใจการทำธุรกิจนัก แต่ก็ไม่ได้โง่ นางเข้าใจความกังวลของหลี่ฉี เพียงแค่แปลกใจในตัวเขา คนหนุ่มอายุไม่มาก แต่กลับพูดจารัดกุมไร้ช่องโหว่ อีกทั้งยังมีความคิดประหลาดแปลกใหม่เต็มไปหมดจนไม่มีใครสามารถแย้งได้ นางถอนหายใจเบา ๆ พลางกล่าวว่า “เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล”


หลี่ฉีเห็นว่าฮูหยินฉินเริ่มคล้อยตาม จึงรีบถือโอกาสกล่าวต่อว่า “ยังมีอีก...”


แต่ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกฮูหยินฉินขัดจังหวะ นางยกคิ้วขึ้นพลางกล่าวว่า “ยังมีอีกหรือ?”


หลี่ฉียิ้มแหย ๆ ตอบว่า “ใช่ขอรับ นอกจากการชำระเงินแบบผ่อนแล้ว ข้ายังมีอีกสองสามข้อที่อยากขอ”


“เจ้ามีข้อเรียกร้องอีกหรือ?” ฮูหยินฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


โอ้โห! นี่มันอะไรกัน? เรากำลังร่วมมือกันอยู่ไม่ใช่เหรอ? ขนาดจะขออะไรก็ยังไม่ได้ แล้วจะเรียกว่าความร่วมมือได้ยังไง ถึงแม้ว่าข้าจะมาทำงานให้เจ้า ข้าก็ยังมีสิทธิ์เรียกร้องเงินเดือนของตัวเองนะ! แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ด้วยน้ำเสียงของฮูหยินฉิน กลับทำให้หลี่ฉีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเอาเปรียบอีกฝ่าย เขายิ้มแหย ๆ แล้วกล่าวว่า “อืม... ยังมีข้อขอเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่”


"เจ้าหนุ่มนี่ช่างน่ารำคาญจริง ๆ" ฮูหยินฉินขมวดคิ้วกล่าวว่า “ว่ามาเถิด ลองว่ามาให้ฟัง”


หลี่ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ประการแรก ข้าต้องการสิทธิ์ในการตัดสินใจสูงสุดในจุ้ยเซียนจวีกล่าวคือเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการจัดการของข้า”


“ประการที่สอง เรื่องในวันนี้ต้องปิดเป็นความลับอย่างยิ่ง ห้ามให้คนนอกล่วงรู้เด็ดขาด หรือกล่าวได้ว่าในทางสาธารณะ ท่านยังคงเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวของจุ้ยเซียนจวีส่วนข้าเป็นเพียงพ่อครัวคนหนึ่งเท่านั้น


“และสุดท้าย ท่านต้องเป็นผู้ลงมาจัดการกิจการของจุ้ยเซียนจวีด้วยตัวเอง ห้ามเหมือนที่ผ่านมา ที่โยนทุกอย่างให้กับท่านลุงอู๋หรือแม้แต่กับข้า”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮูหยินฉินขมวดคิ้ว มองว่ามีบางข้อที่ต้องใคร่ครวญ นางตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “สองข้อแรกนั้นพอจะยอมรับได้ เพียงแต่ว่า... ข้อสุดท้ายนี้ ข้าคิดว่าให้ลุงอู๋ออกหน้าแทนข้าน่าจะเพียงพอแล้ว”



ตอนก่อน

จบบทที่ เจรจา

ตอนถัดไป