ปัญหาแห่งความสุข
ล่วงเข้าสู่ยามเที่ยงแล้ว แต่ผู้คนที่หน้าร้านจุ้ยเซียนจวียังคงหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แถมยังมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจครั้งนี้ไม่อาจใช้คำว่า 'รุ่งเรือง' บรรยายได้อีกต่อไป เพราะนี่เรียกได้ว่า 'เฟื่องฟู' อย่างแท้จริง ตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งสถาปนานครหลวงขึ้นที่เปี้ยนจิง ก็ไม่เคยมีร้านอาหารใดทำได้ถึงขั้นนี้มาก่อน
แต่ท่ามกลางความรุ่งเรืองนี้ หลี่ฉีกลับแทบไม่อาจเอ่ยคำใดเลย เช้าจรดเที่ยงเขายังไม่ได้แม้แต่ดื่มน้ำสักอึก มือสองข้างล้าเสียจนสั่นระริก ราวกับจะไร้เรี่ยวแรงจับอะไรต่อไป แต่ยังดีที่เขายังหนุ่มแน่น แถมฝึกฝนร่างกายมาไม่น้อย จึงยังพอฝืนทนได้ ส่วนอู๋ฟูหรงผู้ชราภาพน่าสงสารนั้น ตอนนี้เก็บเงินเสียจนมือแทบหงิก เขาไม่เคยรู้สึกว่าเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญจะหนักเช่นนี้มาก่อนเลย
นี่คงเรียกได้ว่า 'ปัญหาแห่งความสุข' อย่างแท้จริง!
เมื่อหลี่ฉียื่นถ้วยเต้าหู้เหม็นถ้วยสุดท้ายให้ลูกค้าเสร็จ เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วส่งสายตาให้อู๋เสี่ยวหลิว เขาเหนื่อยเสียจนไม่มีแม้แรงจะเอ่ยคำพูด
อู๋เสี่ยวหลิวรับสัญญาณจากหลี่ฉี รีบกระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ยาวแล้วตะโกนเสียงดังไปยังฝูงชนว่า “ทุกท่านๆ ขออภัยด้วยนะขอรับ เต้าหู้เหม็นทั้งหมดของร้านวันนี้ขายหมดแล้ว! ใครที่ยังไม่ได้ลองชิม หรืออยากกินอีก ขอเชิญมารอตั้งแต่เช้าพรุ่งนี้ ข้าน้อยต้องขออภัยจริงๆ!”
คำพูดนี้ทำให้เกิดเสียงฮือฮาทั่วบริเวณในทันที
ทุกคนต่างไม่ยอมกันแล้ว หลังจากที่พวกเขายืนรอคิวตั้งแต่เช้าจนเที่ยง แต่กลับไม่ได้แม้แต่เศษเต้าหู้ มันช่างน่าขุ่นเคืองเหลือเกิน! คนทั้งหลายพากันกรูเข้ามา ร้องเรียกร้องให้พวกเขาขายต่อ หากไม่ขายก็อย่าหวังจะเก็บร้าน อู๋เสี่ยวหลิวที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ถึงกับรีบกระโดดลงจากเก้าอี้ยาวแล้ววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังหลี่ฉีด้วยความตกใจ
หลี่ฉีปรายตามองอู๋เสี่ยวหลิวอย่างดุๆ แต่เจ้าตัวกลับไม่กล้าออกมา หลี่ฉีจึงทำได้เพียงกัดฟันใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนออกไปว่า “ทุกท่านโปรดเงียบก่อน ขอเชิญฟังคำของข้าสักครู่—”
แต่คำพูดของหลี่ฉียังไม่ทันขาดคำก็ถูกเสียงโวยวายของผู้คนกลบเสียมิด
“พวกเรายืนรอต่อคิวกันมาตั้งสองชั่วยามกว่าๆ พวกเจ้าจะพูดว่าไม่ขายแล้วก็ไม่ขาย มันไม่สมเหตุสมผลเลย!”
“จริงด้วย! พวกเราไม่ได้ไม่จ่ายเงินเสียหน่อย พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงไม่ขาย?”
“ไม่ได้! ถ้าพวกเจ้าไม่ขายเต้าหู้เหม็นให้พวกเรา ก็อย่าหวังจะเก็บร้านหนี!”
“ใช่ๆ! พวกเราอยากกินเต้าหู้เหม็น!”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มจับอาวุธในมือ สถานการณ์ดูจะลุกลามใหญ่โตจนเกินกว่าจะควบคุมได้ นี่เล่นเอาโฆษณาไก่ทอดยังดูจืดชืดไปเลย หากไม่รีบหยุดยั้ง เหตุการณ์อาจบานปลายจนคาดไม่ถึง
เฮ้ย! ทำอย่างนี้ไม่ได้น้า นี่พวกเจ้าหน้าที่... ไม่สิ... พวกกรมการเมืองล่ะ ไปตายกันหมดแล้วหรือไง?”
ขณะที่หลี่ฉีกำลังจะตะโกนขอความช่วยเหลือ จู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นชายสองคนในชุดเครื่องแบบยืนอยู่ในฝูงชน และกำลังโวยวายดังกว่าใครเสียอีก
บ้าเอ๊ย! หลี่ฉีโมโหเสียจนแทบลมหายใจสะดุด หลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นี่มันเหตุการณ์ที่อยู่ในความคาดหมายและนอกเหนือความคาดหมายไปพร้อมกัน
ความจริงหลี่ฉีสามารถบอกทุกคนล่วงหน้าได้ตั้งแต่ต้นว่าเต้าหู้เหม็นมีเพียงแค่ห้าร้อยก้อน แต่เขาไม่ได้ทำ เพราะเป้าหมายของเขาคือการดึงดูดความสนใจ ยิ่งคนแย่งกันเข้าแถวที่จุ้ยเซียนจวีมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นโฆษณาที่ดีที่สุดเท่านั้น และยังช่วยล้างชื่อเสียงที่ไม่ดีของจุ้ยเซียนจวีในอดีตให้หมดสิ้นไป แต่หลี่ฉีไม่เคยนึกฝันเลยว่าพวกคนเหล่านี้จะไร้ระเบียบเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกลับดูน่าปวดหัวเสียยิ่งกว่าพวกจับกุมหาบเร่เสียอีก
“พี่หลี่... พี่หลี่ ตอนนี้จะทำยังไงดี?” อู๋เสี่ยวหลิวที่แอบอยู่ด้านหลังเอ่ยถามเสียงสั่น
‘เจ้ามาถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร!’ หลี่ฉีเหลือบมองอู๋ฟูหรงที่อยู่ใกล้ๆ เห็นว่าปากของเขาสั่นระริกจนพูดอะไรไม่ออก หลี่ฉีได้แต่ถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา ดูท่าจะหวังพึ่งสองลุงหลานนี้ไม่ได้แล้ว เขาตัดสินใจกัดฟันฮึด ลุกขึ้นยกหม้อน้ำมันร้อนวางไว้ข้างๆ จากนั้นใช้ทัพพีตักน้ำมันเดือดๆ ราดลงบนถ่านแดงฉาน
“ฟู่ม!”
เปลวไฟลุกพุ่งขึ้นสูงราวหนึ่งจั้ง (ประมาณ 3 เมตร) ทำเอาฝูงชนพากันกระเถิบถอยหลังด้วยความตกใจ ก่อนจะอ้าปากค้างยืนมองหลี่ฉีอย่างอึ้งๆ
“ทุกท่านเงียบก่อน โปรดฟังข้าสักครู่” หลี่ฉีฉวยโอกาสนี้รีบตะโกนด้วยเสียงอันดัง “เราไม่ได้ตั้งใจจะไม่ขายเต้าหู้เหม็นให้ทุกท่าน เพียงแต่ตอนนี้ของที่มีอยู่ในร้านขายหมดแล้ว จะทำเพิ่มก็ไม่ทัน เราเปิดร้านเพื่อค้าขาย จะไม่อยากได้เงินได้อย่างไร ทุกท่านว่าจริงไหม?”
หลี่ฉีเว้นจังหวะ เมื่อเห็นทุกคนเงียบไม่พูดอะไร เขารีบถือโอกาสรุกต่อทันที “ทุกท่านอาจจะไม่ทราบ การทำเต้าหู้เหม็นนั้นกระบวนการยุ่งยากซับซ้อน และต้นทุนก็สูงมาก ที่สำคัญนี่เป็นครั้งแรกที่เราเปิดขาย จึงไม่แน่ใจว่าทุกคนจะชอบหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่กล้าทำเยอะเกินไป หากขายไม่ออกขึ้นมา เจ้านายของเราคงขาดทุนจนกางเกงในยังไม่เหลือใส่แน่ๆ”
เมื่อฝูงชนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะกันครืน พอพิจารณาดูที่หลี่ฉีพูดก็สมเหตุสมผล ความขุ่นเคืองในใจจึงจางหายไปกว่าครึ่ง
เมื่อเห็นทุกคนหัวเราะ หลี่ฉีจึงค่อยโล่งอกก่อนพูดต่อ “ที่เราจำกัดให้ซื้อได้เพียงคนละหนึ่งชุด ก็เพื่อให้มีคนได้ลองชิมเต้าหู้เหม็นมากที่สุด แต่เพราะจำนวนมีจำกัด จึงขอให้ทุกท่านเข้าใจด้วย อย่างไรก็ดี ขอให้ทุกคนวางใจ เพราะทุกท่านให้การสนับสนุนดีเยี่ยม คืนนี้พวกเราแม้จะไม่หลับไม่นอนหรือไม่ได้กินข้าว ก็จะพยายามทำเต้าหู้เหม็นเพิ่มให้มากที่สุด และพรุ่งนี้ร้านเราจะเปิดตอนยามเฉิน (7 โมงเช้า) ขอเชิญทุกท่านที่อยากลิ้มลองรสชาติ มาต่อแถวแต่เช้า ร้านจุ้ยเซียนจวีของเราทำธุรกิจด้วยความยุติธรรมเสมอ ใครมาก่อนก็ได้ก่อน รับรองไม่มีลำเอียง”
เมื่อหลี่ฉีพูดถึงเพียงนี้แล้ว ทุกคนย่อมไม่มีอะไรจะพูดต่อ นอกจากบ่นพึมพำเล็กน้อย และสอบถามเวลาที่จะเปิดร้านในวันรุ่งขึ้นให้แน่ใจ จากนั้นจึงพากันกลับไปด้วยสีหน้าเสียดาย
ส่วนพวกที่เพิ่งออกมาจากร้านต่างทำหน้าภาคภูมิใจเหลือเกิน ไม่ใช่อะไรหรอก ก็เพราะพวกเขาได้กินเต้าหู้เหม็นแล้วน่ะสิ
“ฟู่...!”
ทันทีที่ผู้คนสลายตัวไป หลี่ฉี อู๋เสี่ยวหลิว และอู๋ฟูหรงต่างก็ล้มตัวลงนั่งกับพื้นพร้อมกัน เหตุการณ์เมื่อครู่ทำเอาพวกเขาเกือบหัวใจวายตาย
“พี่หลี่ ท่านนี่ช่างมีวิธีการมากมายจริงๆ แค่พูดไม่กี่คำก็ทำให้พวกเขายอมไปได้” อู๋เสี่ยวหลิวหอบหายใจพลางไม่ลืมประจบหลี่ฉี
‘เจ้าขี้ขลาด อย่าคิดว่าประจบประแจงไม่กี่คำแล้วข้าจะยกโทษให้ เจ้าเด็กเวรกล้าเอาข้าเป็นเกราะบังหน้า ระวังไว้เถอะ อนาคตเจ้าลำบากแน่’ หลี่ฉีคิดในใจ แต่ตอนนี้ไม่มีแรงจะจัดการอะไร จึงได้แต่มองเขม็งก่อนพูดว่า “เจ้ายังมานั่งอยู่อีก รีบเก็บของเข้าข้างในเดี๋ยวนี้เลย ถ้ามีลูกค้ามาอีก เจ้าไปจัดการเอาเองแล้วกัน”
อู๋เสี่ยวหลิวพอได้ยินก็รีบลุกขึ้นตอบอย่างกระตือรือร้น “ได้ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย”
“คุณชายหลี่ เชิญท่านพักผ่อนตรงนี้ก่อน ข้าขอตัวไปเก็บเงินให้เรียบร้อย” อู๋ฟูหรงลุกขึ้นบ้าง เขาปัดฝุ่นที่ก้นสองสามที ก่อนอุ้มตะกร้าเหรียญทองแดงที่เต็มจนล้น เดินยิ้มแย้มกลับเข้าไปในร้าน
หลี่ฉีถอนหายใจยาว ตอนนี้เขาเหนื่อยจนไม่อยากแม้แต่จะขยับปาก เขาก้มหน้า นั่งนิ่งอยู่บนพื้นโดยไม่ขยับตัว
แต่ยังไม่ทันได้พักหายใจดี ก็พลันได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนขึ้นมา “เสี่ยวเอ้อร์ ขอสั่งเต้าหู้เหม็นสักสองสามก้อนได้หรือไม่”
ถึงแม้เสียงนั้นจะใสกังวานน่าฟัง แต่พอหลี่ฉีได้ยินคำนี้ในตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนจะอาเจียน เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ตอบไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า “ขายหมดแล้ว”
“หมดแล้วหรือ?” เสียงนั้นถามต่อ “เป็นไปได้อย่างไร? นี่ยังไม่ทันถึงเที่ยงเลย หมดได้ยังไง เอ๊ะ เจ้านายของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน?”
เฮ้อ เจ้าจะเอาให้ได้เลบหรือไง? หลี่ฉีเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกยืนอยู่ตรงหน้า เธอหน้าตาน่ารักไม่เลว ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้ม แก้มแดงระเรื่อเหมือนเพิ่งวิ่งมา แต่หลี่ฉีตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะชื่นชมใคร จึงตอบไปว่า “เจ้านายของพวกเราตอนนี้ยุ่งมาก ไม่มีเวลาต้อนรับเจ้า หากเจ้าจะกินเต้าหู้เหม็น พรุ่งนี้เช้าค่อยมาต่อแถว ขอบคุณ เชิญกลับไปได้เลย”