สองสาวใช้

ถ้าเป็นเวลาปกติ หลี่ฉีอาจจะเย้าแหย่สาวน้อยคนนี้สักสองสามคำ แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์ทำเช่นนั้นจริงๆ


ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ เขาไม่ได้พักผ่อนอย่างดีเลย แถมเมื่อครู่ยังเกือบโดนคนรุมทำร้าย


แน่นอนว่า ที่สำคัญที่สุดคือคำว่า “เสี่ยวเอ้อร์” ที่สาวน้อยคนนี้เพิ่งเรียกออกมา


เขาเป็นถึงนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัว แต่กลับถูกมองว่าเป็นเพียง “เสี่ยวเอ้อร์” ที่แม้แต่อู๋เสี่ยวหลิวก็ยังรังเกียจ เขาจะทนกล้ำกลืนได้อย่างไร


สาวน้อยคนนั้นขมวดคิ้วเรียวงามพลางกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้ากล้าทำตัวไร้มารยาทกับข้าเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่านายหญิงของข้าเป็นใคร?”


ก็แค่อีกคนที่พึ่งพาอำนาจบารมีของผู้อื่น


สำหรับคนเช่นนี้ หลี่ฉีไม่เคยมีความรู้สึกดีใดๆ เขาแสร้งทำเป็น “หวาดกลัว” พลางกล่าวว่า “หรือว่านายหญิงของเจ้าคือ...องค์หญิง?”


“เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล! นายหญิงของข้ามิใช่องค์หญิง”


สาวน้อยผู้นั้นมีสีหน้าอับอายเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อว่า “นายหญิงของข้าคือสาวงามผู้เลื่องชื่อแห่งตงจิง ไป๋เหนียงจื่อ”


ว่าไงนะ? เป็นไป๋เหนียงจื่ออีกแล้วหรือ ดูเหมือนข้าจะมีวาสนากับไป๋เหนียงจื่อจริงๆ


หลี่ฉีหัวเราะในใจ แต่สีหน้ากลับแสร้งแสดงความประหลาดใจพลางกล่าวว่า “เจ้า...เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าเป็นสาวใช้ของไป๋เหนียงจื่อหรือ?”


สาวน้อยผู้นั้นเห็นท่าทีหวาดกลัวของหลี่ฉีแล้ว ก็แสดงสีหน้าภูมิใจเต็มที่ “เป็นยังไง? รู้สึกกลัวแล้วใช่ไหมล่ะ”


กลัว? หึ ข้าโตมากับความกลัวตั้งแต่เด็กแล้ว!


“บังอาจ!”


พอคำพูดของสาวน้อยเพิ่งสิ้น หลี่ฉีก็ตบต้นขาดังปังแล้วลุกขึ้นยืน ทำให้สาวน้อยตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว


หลี่ฉีกลั้นหัวเราะ พลางกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “อวดดีนักนะ สาวน้อย กล้าดีอย่างไรมาใส่ร้ายไป๋เหนียงจื่อที่ข้านับถือ!”


“ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่า ไป๋เหนียงจื่อจิตใจดี รู้หลักหนังสือ มีเหตุผล อ่อนโยนสง่างาม นางจะมีสาวใช้หยาบคายไร้มารยาทอย่างเจ้าได้อย่างไร”


“แม่นาง หากเจ้าคิดอยากกินเต้าหู้เหม็น ก็บอกมาตรงๆ จะดีกว่า เหตุใดต้องแอบอ้างชื่อไป๋เหนียงจื่อมาหลอกลวงที่นี่ด้วยเล่า”


“ข้าดูแล้วเจ้ายังอายุเยาว์ วันนี้ข้าจะไม่ถือสาเจ้า แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก ฮึ อย่าหาว่าข้าใจร้ายกับเจ้าเลย!”


“เจ้า...เจ้า...!”


เมื่อถูกกล่าวหาเช่นนี้ สาวน้อยก็ร้อนใจจนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า ชี้นิ้วมาทางหลี่ฉี แต่กลับพูดไม่ออก


“แค่กๆๆ!”


พร้อมกับเสียงไอที่ฟังดูก็รู้ว่าเจตนา อู๋ฝูหรงเดินออกมาจากด้านในพร้อมสีหน้าแปลกประหลาด


“ลุงอู๋ ท่านมาได้จังหวะพอดี คนเกเรผู้นี้รังแกข้า ท่านต้องจัดการให้ข้าด้วยนะ”


สาวน้อยคนนั้นร้องเรียกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นอู๋ฝูหรงออกมา ดูจากสีหน้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่รู้จักกันอยู่ก่อน


หลี่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงบริสุทธิ์ใจ “สาวน้อย อย่าคิดว่าอายุยังน้อยแล้วจะพูดจาเหลวไหลได้นะ เจ้าผ่านวัยเด็กที่พูดอะไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบมานานแล้ว ข้ายังไม่ทันได้แตะต้องแม้แต่มือของเจ้า แล้วจะไปรังแกเจ้าได้อย่างไร?”


“เจ้า...เจ้าหน้าด้าน!”


สาวน้อยหน้าแดงก่ำ ชี้นิ้วใส่หลี่ฉีพร้อมตะโกนด่า


“พอแล้วๆ เจ้าสองคนเลิกทะเลาะกันได้แล้ว”


อู๋ฝูหรงก้าวออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ ก่อนจะหันไปพูดกับสาวน้อยว่า “เสี่ยวซิน เจ้าใจเย็นก่อน คุณชายหลี่ก็แค่พูดหยอกเล่นเท่านั้น เจ้าอย่าไปถือสาเลย”


“คุณชายหลี่หรือ?” สาวน้อยที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวซินดูเหมือนจะจับน้ำเสียงแฝงความหมายได้ เธอชี้นิ้วไปทางหลี่ฉีแล้วหันไปถามอู๋ฝูหรงด้วยสีหน้าฉงน “ลุงอู๋ เขาไม่ใช่เสี่ยวเอ้อร์ของจุ้ยเซียนจวีหรือ?”


อู๋ฝูหรงหัวเราะพลางกล่าว “ไม่ใช่อยู่แล้ว คุณชายหลี่ท่านนี้แท้จริงแล้วคือ... เอ่อ หัวหน้าพ่อครัวที่พวกเราจุ้ยเซียนจวีเพิ่งจ้างมาใหม่”


“แค่กๆๆ!”


ได้ยินหรือยัง ข้าไม่ใช่เสี่ยวเอ้อร์ แต่เป็นพ่อครัวใหญ่ของจุ้ยเซียนจวี! หลี่ฉียืดหลังตรง กอดอกด้วยท่าทีภูมิใจ


“ก็แค่พ่อครัวคนหนึ่ง จะทำหยิ่งยโสอะไรนักหนา” เสี่ยวซินเบะปากพูดอย่างไม่แยแส


หลี่ฉีถลึงตามองเสี่ยวซินด้วยความโกรธ แต่เสี่ยวซินที่อาศัยว่ามีอู๋ฝูหรงอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้เกรงกลัวอะไร เธอเชิดใบหน้ากลมเกลี้ยงขึ้น ส่งเสียงฮึในลำคอใส่หลี่ฉี


อู๋ฝูหรงเห็นดังนั้นก็กลัวว่าทั้งคู่จะทะเลาะกันอีก เลยรีบพูดขึ้นว่า “จริงสิ เสี่ยวซิน นายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างช่วงนี้?”


อ๊ะ! เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเลย ทั้งหมดเป็นเพราะหมอนี่นั่นแหละ! เสี่ยวซินเหลือบมองหลี่ฉีด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหันมายิ้มให้อู๋ฝูหรง “ขอบคุณลุงอู๋ที่ถามไถ่ นายหญิงของข้าสบายดีทุกประการ วันนี้ท่านยังฝากให้ข้ามาเยี่ยมเยียนลุงอู๋ พร้อมกับ... เอ่อ ให้ซื้อเต้าหู้เหม็นกลับไปด้วย”


เชอะ! พูดให้ดูดีไปอย่างนั้นเอง ก็แค่อยากซื้อเต้าหู้เหม็นนี่แหละ หลี่ฉีเหลือบตามองขึ้นฟ้าอย่างหมิ่นแคลน


อู๋ฝูหรงมองหลี่ฉีแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหยๆ แล้วกล่าวว่า “เสี่ยวซินเอ๋ย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ตอนนี้เต้าหู้เหม็นของทางร้านขายหมดไปแล้ว”


“จริงหรือเจ้าคะ หมดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?” เสี่ยวซินอุทานด้วยความตกใจ


อู๋ฝูหรงยิ้มพลางพยักหน้ารับ


“ได้ยินหรือยัง คราวนี้อย่ามาหาว่าข้าโกหกละ อย่างที่บอกแหละว่านี่ถือว่าขายช้าแล้วนะ หากเจ้าอยากซื้อจริงๆ ก็อย่าลืมมาจองที่แต่เช้า พรุ่งนี้พวกเราจะเปิดร้านตอนยามเฉิน ข้าว่าเจ้าควรมาต่อแถวล่วงหน้าสักหนึ่งชั่วยาม” หลี่ฉีแย้มยิ้มพูด


“หา? ยังต้องมาต่อแถวอีกหรือ?” เสี่ยวซินบ่นอย่างเซ็งๆ พร้อมกับมองอู๋ฝูหรงด้วยสายตาเว้าวอน


ฮึ ยังคิดจะลัดคิวอีก หลี่ฉีแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนพูดเสียงดังใส่อู๋ฝูหรงว่า “จริงสิ ลุงอู๋ ข้าได้ยินฮูหยินสั่งไว้ว่า เราต้องปฏิบัติต่อแขกทุกคนอย่างเท่าเทียม ห้ามให้ใครลัดโดยเด็ดขาด มีแต่คนที่มาต่อแถวเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ซื้อเต้าหู้เหม็นได้”


ฮูหยินอะไร เห็นชัดๆ อยู่ว่าพูดเอาเอง อู๋ฝูหรงย่อมรู้ความหมายแฝงของหลี่ฉีดี จึงหันไปมองเขาด้วยความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่หลี่ฉีหลบสายตาทันที สีหน้าดื้อด้านไม่ยอมแพ้ อู๋ฝูหรงจึงได้แต่ส่ายหัวพร้อมพูดกับเสี่ยวซินอย่างจนใจว่า “ที่คุณชายหลี่พูดมานั้นถูกแล้ว หากนายของเจ้าต้องการซื้อเต้าหู้เหม็น พรุ่งนี้เช้าก็ต้องมาจองที่เหมือนกัน”


เมื่ออู๋ฝูหรงพูดมาถึงขนาดนี้ เสี่ยวซินก็รู้ว่าโอกาสจะลัดคิวนั้นหมดไปแล้ว ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่าแค่จะซื้อเต้าหู้ยังต้องจองที่


หลี่ฉีเห็นสีหน้าของเสี่ยวซินเช่นนั้น ก็อดขำในใจไม่ได้ ฮึ เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าการมีเรื่องกับข้ามันจบลงแบบนี้


“ท่านผู้จัดการอู๋! ท่านผู้จัดการอู๋!”


ขณะนั้นเอง เสียงเรียกที่ไพเราะก็ดังมาจากทางขวามือ


หลี่ฉีหันไปมองตามเสียง พบว่าเป็นหญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าเสี่ยวซินเล็กน้อย รูปร่างโปร่งบาง ผิวขาวสะอาด ปากแดงฟันขาว มือเล็กๆ จับผ้าไหมสีชมพูไว้ขณะวิ่งเข้ามาหาด้วยก้าวเท้าเล็กๆ


อู๋ฝูหรงเห็นสาวน้อยคนนั้นก็กลัวว่าหลี่ฉีจะพลั้งปากอีก จึงรีบกระซิบข้างหูเขาว่า “คุณชายหลี่ สาวน้อยคนนี้เป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินจ้าว สตรีผู้เป็นหนึ่งในเรื่องความงามและความสามารถแห่งเมืองตงจิง อีกทั้งสามีของนางยังเป็นขุนนางใหญ่ ท่านอย่าได้ล่วงเกินนางเชียว”


“หา? ฮูหยินจ้าว? สตรีผู้เป็นหนึ่งแห่งตงจิงหรือ?”


หลี่ฉีถามด้วยความสงสัยว่า “ลุงอู๋ ฮูหยินจ้าวผู้นี้เป็นใครกันหรือ แล้วสตรีผู้เป็นหนึ่งแห่งตงจิงไม่ใช่หลี่ชิงจ้าวหรือ?”


อู๋ฝูหรงมองหลี่ฉีด้วยสายตาแปลกใจ แล้วกล่าวว่า “ฮูหยินจ้าวก็คือแม่นางหลี่นั่นแหละ!”


อ้อ จริงด้วย สามีของหลี่ชิงจ้าวก็ชื่อจ้าวหมิงเฉิงนี่นา ไม่น่าแปลกใจที่ลุงอู๋จะเรียกนางว่าฮูหยินจ้าว


หลี่ฉีถึงกับตาสว่างขึ้นมาทันที เขาอดไม่ได้ที่จะมองสาวน้อยผู้นั้นอีกสองสามครั้ง จากนั้นก็เหลือบมองเสี่ยวซินพร้อมกับคิดในใจอย่างอดไม่ได้ว่า ทั้งที่เป็นสาวใช้เหมือนกัน แต่เหตุใดความแตกต่างถึงได้ชัดเจนเพียงนี้ คิดไปแล้วฮูหยินไป๋ก็คงไม่ต่างกันนัก เมื่อเทียบกับไอดอลของข้าแล้ว ช่างเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ


เมื่อเสี่ยวซินเห็นสาวน้อยคนนั้น นางก็รีบย่อตัวทำความเคารพพร้อมเอ่ยว่า “พี่เซียงเอ๋อร์”


“เสี่ยวซินอยู่ที่นี่ด้วยหรือ!” สาวน้อยคนนั้นยิ้มให้นางเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปคำนับอู๋ฝูหรงพลางกล่าวว่า “หลี่หยวนเซียง ขอคารวะท่านผู้จัดการอู๋”


อู๋ฝูหรงประสานมือคำนับพร้อมยิ้มตอบว่า “ที่แท้ก็คือแม่นางหยวนเซียง ฮูหยินของเจ้าสุขสบายดีหรือไม่?”


หลี่หยวนเซียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ขอบคุณท่านผู้จัดการอู๋ที่เป็นห่วง ฮูหยินของข้าสบายดีเจ้าค่ะ”



ตอนก่อน

จบบทที่ สองสาวใช้

ตอนถัดไป