ดีใจเก้อ
เมื่อวานหลี่ฉีวุ่นวายอยู่ทั้งวัน วันนี้ในที่สุดเขาก็สามารถนอนพักผ่อนอย่างสบายใจได้เต็มที่ อย่างไรวันนี้ก็ไม่ต้องเปิดร้านขายของ!
หลังจากตื่นนอน หลี่ฉีก็ตรงไปยังห้องครัวทันที
เวลานั้น สองพี่น้องตระกูลเฉินกำลังขยันขันแข็งใช้ผ้าและไม้กวาดทำความสะอาดห้องครัว
เมื่อคืน หลี่ฉีได้ประกาศรับพวกเขาเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ การทำความสะอาดห้องครัวจึงกลายเป็นบทเรียนภาคบังคับของพวกเขาโดยปริยาย
อย่างไรเสีย ต่อให้หลี่ฉีมีฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยมเพียงใด เขาก็ไม่อาจทำทุกอย่างได้คนเดียว ยังต้องการผู้ช่วยอีกหลายคน
แม้พี่น้องตระกูลเฉินและอู๋เสี่ยวหลิวจะไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ความซื่อสัตย์ของพวกเขาก็เป็นสิ่งล้ำค่าที่ไว้วางใจได้
หลี่ฉีไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ด้วยการจ้างคนจากภายนอกเข้ามาแล้วถูกฉกตัวไปเมื่อพวกเขาฝึกจนมีฝีมือ
นั่นคงจะเป็นความสูญเสียที่ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง!
อย่างไรก็ดี เขามีเวลาเหลือเฟือ แม้ว่าพรสวรรค์ของพี่น้องตระกูลเฉินอาจจะสู้เสี่ยวหลิวไม่ได้ แต่พวกเขาก็ขยันขันแข็ง หลี่ฉีเชื่อว่าความพากเพียรจะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดได้
“พี่หลี่!”
“พี่หลี่! ท่านมาแล้ว!”
สองพี่น้องตระกูลเฉินเห็นหลี่ฉีเดินเข้ามา รีบวางงานในมือและทำความเคารพเขา
หลี่ฉีพยักหน้า ยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ต้องสนใจข้า พวกเจ้าทำต่อไปเถอะ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หลี่ฉีก็สังเกตว่าในห้องเหมือนจะขาดใครไปคนหนึ่ง จึงถามว่า “ว่าแต่ เสี่ยวหลิวล่ะ?”
เฉินเสี่ยวจู้ส่ายหน้าและตอบว่า “พวกเราไม่ทราบ เช้านี้ยังไม่เห็นตัวเขาเลย อาจจะยังนอนอยู่”
ยังนอนอยู่อีกหรือ?
หลี่ฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตัวเขาจะเกียจคร้านหน่อยก็ได้ แต่ถ้าศิษย์ของเขาขี้เกียจ เขาจะไม่พอใจอย่างยิ่ง!
ทันทีที่คำพูดของเฉินเสี่ยวจู้จบลง เสียงของอู๋เสี่ยวหลิวก็ดังขึ้นจากนอกประตู “ใครกำลังพูดถึงข้าในทางไม่ดีอยู่หรือ?”
เสียงยังไม่ทันจบดี อู๋เสี่ยวหลิวก็เดินเข้ามาอย่างอาดๆ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนเปรอะไปทั่ว พอเห็นหลี่ฉีเขาก็ก้มเอียงตัวแล้วส่งยิ้มประจบว่า “พี่หลี่ ท่านตื่นแล้วหรือ!”
หลี่ฉีหัวเราะเย็นชาและกล่าวว่า “ท่านหลิว เมื่อคืนเจ้าคงหลับสบายน่าดูเลยสินะ?”
อู๋เสี่ยวหลิวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้และพูดว่า “พี่หลี่ ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลย เมื่อคืนข้านอนไม่หลับทั้งคืน”
หลี่ฉีมองใบหน้าสกปรกของเขาอย่างสงสัยและถามว่า “เมื่อคืนเจ้าไปขโมยของมาหรือไง?”
อู๋เสี่ยวหลิวกลอกตาและบ่นว่า “พี่หลี่ ท่านไม่รู้หรอก เมื่อวานท่านมาทอดเต้าหู้เหม็นในห้องข้าทั้งวัน กลิ่นเต้าหู้เหม็นมันติดทั่วห้อง แม้แต่ที่นอนกับหมอนก็ยังมีกลิ่น ข้านอนแทบไม่ได้เลย วันนี้ถึงได้ลุกขึ้นมาทำความสะอาดแต่เช้าตรู่ ทำยันตอนนี้ยังไม่เสร็จเลย”
“เอ่อ... เรื่องนั้น พี่หลี่เข้าใจดีว่าเจ้าได้ทำคุณประโยชน์ใหญ่หลวงให้กับจุ้ยเซียนจวี วันนี้เจ้าก็ไม่ต้องทำความสะอาดห้องครัวแล้ว กลับไปพักผ่อนให้สบายเถอะ!”
หลี่ฉีทำหน้าประหลาด แต่ในใจเขาหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
เมื่ออู๋เสี่ยวหลิวได้ฟัง ใบหน้าของเขาก็เปล่งประกายด้วยความยินดี หันไปขยิบตาให้พี่น้องตระกูลเฉินอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะหันมาประจบหลี่ฉีว่า “พี่หลี่ ท่านช่างดีกับข้าเหลือเกิน”
“สมควรแล้ว สมควรแล้ว!”
หลี่ฉีกลั้นหัวเราะไว้ แล้วหันไปถามพี่น้องตระกูลเฉินว่า “ว่าแต่ พวกเจ้าเห็นลุงอู๋บ้างหรือไม่?”
“อ้อ เมื่อครู่ข้าเห็นเถ้าแก่อู๋อยู่ที่หน้าโต๊ะรับลูกค้า” เฉินเสี่ยวจู้ตอบ
“ดีแล้ว งั้นพวกเจ้าทำงานต่อไป ข้าจะไปหาลุงอู๋เพื่อคุยธุระสักหน่อย”
พูดจบ หลี่ฉีก็ตบไหล่อู๋เสี่ยวหลิวและกล่าวว่า “เจ้ารีบไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก!”
“ได้เลย!”
เมื่อออกจากครัว หลี่ฉีก็เดินตรงไปที่หน้าโต๊ะรับลูกค้าทันที เห็นอู๋ฝูหรงกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะและดีดลูกคิดไปมาอย่างขะมักเขม้น
“ลุงอู๋!”
“อ้อ! คุณชายหลี่ ท่านตื่นแล้วหรือ!”
หลี่ฉีพยักหน้า เดินเข้าไปดูและถามว่า “ลุงอู๋ ท่านกำลังทำอะไรอยู่?”
อู๋ฝูหรงหัวเราะอย่างจริงใจและกล่าวว่า “ข้ากำลังคิดบัญชีอยู่ เอ้อ คุณชายหลี่ ท่านรู้หรือมไ่ว่าเราได้กำไรเท่าไหร่ในสี่วันที่ผ่านมา?”
หลี่ฉีส่ายหน้า
สำหรับบัญชี หลี่ฉียังไม่เคยดูเลย เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่การขายเต้าหู้เหม็นเพื่อหาเงิน แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ ในใจเขามีตัวเลขคร่าวๆ อยู่
อู๋ฝูหรงเบิกตากว้าง แสดงท่าทางดีใจและพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “คุณชายหลี่ ในสี่วันนี้ เราได้เกือบสี่ร้อยก้วนแล้วนะ ขณะนี้ยังเหลืออีกหกวัน ด้วยแนวโน้มแบบนี้ การจะหาให้ครบพันก้วนภายในสิบห้าวัน คงไม่ใช่เรื่องยากแล้ว”
“โอ้!”
แม้ว่าอู๋ฝูหรงจะพูดมามากมาย แต่หลี่ฉีกลับตอบกลับไปอย่างเรียบๆ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
อู๋ฝูหรงไม่คิดว่าหลี่ฉีจะตอบกลับอย่างเรียบเฉยเช่นนี้ จึงถามด้วยความสงสัยว่า “คุณชายหลี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือเปล่า หรือว่าร่างกายไม่สบาย?”
“หา?”
หลี่ฉีอึ้งเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ และพูดว่า “ลุงอู๋ ท่านคิดมากไปแล้ว ข้าสุขภาพแข็งแรงดี เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะดีใจ เรายังต้องพยายามกันต่อไป”
“จริงด้วย จริงด้วย!”
อู๋ฝูหรงได้ฟังเช่นนั้น จึงเพิ่งตระหนักว่าตนเองดูจะลำพองใจไปหน่อย ใบหน้าแก่ๆ ถึงกับแดงซ่าน รีบพยักหน้าเห็นด้วย
หลี่ฉีกับอู๋ฝูหรงพูดคุยกันต่ออีกสองสามคำ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก
“เถ้าแก่อู๋ เถ้าแก่อู๋อยู่ไหม?” เสียงที่แหลมเหมือนเสียงไก่ขันดังขึ้น
เมื่ออู๋ฝูหรงได้ยิน ใบหน้าก็เปหลี่ยนไปและพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ไช่เหล่าซาน? เขามาทำอะไรที่นี่?”
ไช่เหล่าซาน? เขาเป็นคนดูแลของเฟยฉุ่ยเซวียนนี่นา
หลี่ฉีรู้สึกทั้งดีใจและตกใจในใจ กล่าวกับอู๋ฝูหรงว่า “ลุงอู๋ หากไช่เหล่าซานถามถึงข้า ท่านบอกไปว่าข้าออกไปข้างนอก จำไว้ว่าห้ามบอกว่าข้าอยู่ที่นี่” พูดจบ เขาก็ย่องกลับไปยังห้องด้านในอย่างเงียบๆ
“หา? คุณชายหลี่---!”
อู๋ฝูหรงยังไม่ทันตั้งตัว หลี่ฉีก็หายวับไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความสงสัยในใจ เขาพึมพำว่า “เขารู้ได้อย่างไรว่าหลายไช่มาหาเขา?”
“เถ้าแก่อู๋! เถ้าแก่อู๋!”
ในตอนนั้น ไช่เหล่าซานตะโกนเรียกอีกสองสามครั้ง
“มาแล้ว มาแล้ว!”
อู๋ฝูหรงที่เต็มไปด้วยคำถามในใจเปิดประตูออก
หลี่ฉีกลับมาที่ห้องของตัวเองอย่างเงียบๆ โบกกำปั้นด้วยใบหน้าตื่นเต้นและพึมพำกับตัวเองว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าแก่จิ้งจอกตัวนี้จะทนไม่ไหวได้เร็วขนาดนี้ ดูเหมือนว่าเมื่อวานเหล่าขุนนางใหญ่พวกนั้นจะทำให้เขาเกิดความสะเทือนใจไม่น้อยเลย!”
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
“ทำไมยังคุยกันไม่เสร็จอีก?”
หลี่ฉีเดินวนไปมาในห้องอย่างกระวนกระวาย หลายครั้งที่เขาคิดอยากจะย่องไปดู แต่สุดท้ายก็ต้องอดใจไว้
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งถ้วยชา หลี่ฉีที่อดใจรอไม่ไหวกับความอยากรู้อยากเห็น กำลังจะเปิดประตูไปดู
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากข้างนอก
“คุณชายหลี่! คุณชายหลี่!”
เป็นเสียงของอู๋ฝูหรง
หลี่ฉีรีบเปิดประตูออก ถามอย่างร้อนรนว่า “ท่านอา ไช่เหล่าซานมาหาท่านทำไม?”
อู๋ฝูหรงเดินเข้ามาในห้อง มองหลี่ฉีอย่างสงสัยเล็กน้อยก่อนพูดว่า “เขามาหาข้าเพื่อเจรจาเรื่องซื้อร้าน”
“อะไรนะ? ซื้อร้านหรือ?”
หลี่ฉีอ้าปากค้างพูดอย่างตกใจว่า “ท่านอู๋ ท่านล้อข้าเล่นอยู่หรือเปล่า?”
อู๋ฝูหรงส่ายหน้าและกล่าวว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ เขามาเจรจาซื้อร้านจริงๆ แต่ราคาที่เขาเสนอนั้นต่างจากเดิม”
“เขาเสนอมาเท่าไหร่?”
“แปดพันก้วน!” อู๋ฝูหรงทำสัญลักษณ์ด้วยมือพลางพูด
หลี่ฉีขมวดคิ้วถามว่า “แล้วท่านตอบเขาไปว่าอย่างไร?”
อู๋ฝูหรงส่ายหน้าและพูดว่า “ข้าบอกเขาไปว่าต้องปรึกษาฮูหยินเสียก่อน พรุ่งนี้ให้เขามาใหม่”
แม้อู๋ฝูหรงจะรู้ดีว่าตอนนี้จุ้ยเซียนจวีไม่มีทางขายให้ใครแน่ๆ แต่เขาเป็นคนรอบคอบและกลัวพูดผิดไป จึงอยากกลับมาถามความเห็นของหลี่ฉีก่อน อย่างไรตอนนี้หลี่ฉีก็เป็นผู้ดูแลร้านอย่างแท้จริงแล้ว