ชนะทั้งสองฝ่าย
เมื่อออกจากเฟยชุ่ยเซวียน เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกแล้ว ถนนหนทางรอบด้านเงียบสงัด
ระหว่างทางกลับ อู๋เสี่ยวหลิวมองหลี่ฉีด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเคารพนับถือพลางหัวเราะโง่ๆ “พี่หลี่ ท่านนี่เก่งจริงๆ แค่พริบตาเดียวก็หาเงินมาได้ตั้งหนึ่งพันห้าร้อยก้วน ลุงข้าน่ะเทียบกับท่านไม่ได้เลยสักนิด”
หลี่ฉีถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ “เจ้าเด็กนี่ เลิกประจบข้าได้แล้ว ข้าบอกเลยนะว่าตอนนี้ลุงเจ้าคงกำลังแอบด่าข้าอยู่แน่ๆ เดี๋ยวพอกลับถึงร้าน ไม่พ้นข้าต้องโดนเขาด่าแน่นอน”
อู๋เสี่ยวหลิวได้ยินก็สงสัยขึ้นมา “พี่หลี่ ทำไมล่ะ? ท่านหาเงินได้เยอะขนาดนี้ ลุงข้าจะมาโทษท่านได้ยังไง อีกอย่าง ตอนนี้เขาก็ไม่กล้าว่าท่านอยู่แล้วนี่นา”
เรื่องนี้ก็จริง อย่างไรเสีย ตอนนี้หลี่ฉีก็ถือว่าเป็นเจ้าของร้านจุ้ยเซียนจวีครึ่งหนึ่งแล้ว
หลี่ฉียิ้ม พลางถามขึ้นว่า “เสี่ยวหลิว เจ้าคิดว่าเรื่องนี้พี่จัดการได้ดีไหม?”
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้หรอก” อู๋เสี่ยวหลิวส่ายหน้าไปมาก่อนจะหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าพี่หลี่ไม่มีทางทำธุรกิจที่ขาดทุนแน่นอน ในเมื่อท่านทำแบบนี้ก็ต้องมีเหตุผลของท่านอยู่แล้ว”
เฮ้! ไม่คิดเลยว่าเด็กนี่จะเข้าใจข้าดีขนาดนี้!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เขาก็รู้สึกดีอยู่ไม่น้อย
หลี่ฉียิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “พี่หลี่จะบอกเจ้าเองว่าการค้าครั้งนี้ ทั้งพวกเราและเฟยชุ่ยเซวียน ต่างก็เป็นฝ่ายชนะ”
อู๋เสี่ยวหลิวขมวดคิ้ว “ชนะทั้งคู่? พี่หลี่ ข้าไม่เข้าใจ”
หลี่ฉีถามกลับว่า “พี่หลี่ขอถามเจ้า เจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้จุ้ยเซียนจวีขาดแคลนอะไรมากที่สุด?”
อู๋เสี่ยวหลิวขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เงิน!”
หลี่ฉีพยักหน้า “ถูกต้อง สิ่งที่เราขาดแคลนก็คือ ‘เงินทุน’ ถ้าไม่มีทุน พวกเราก็ได้แค่วางแผงขายข้างถนนไปวันๆ ไม่มีทางทำอะไรให้ยิ่งใหญ่ได้ แต่ถ้าเรามีเงินทุนเพียงพอ เราก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวในตงจิงได้ ดังนั้น หนึ่งพันห้าร้อยก้วนนี้จึงสำคัญกับเรามาก แต่กับไช่หยวนไว่ เงินจำนวนนี้เป็นแค่เศษเงินเท่านั้น ถึงแม้ข้าจะไม่ได้ติดต่อกับเขามากนัก แต่ข้ารู้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา หากเต้าหู้เหม็นนี้ไม่สามารถทำกำไรให้เขาได้หลายเท่า หรืออาจจะเป็นสิบๆ เท่า เขาไม่มีทางซื้อแน่นอน ดังนั้น ธุรกิจนี้จึงเป็น ‘ชัยชนะของทั้งสองฝ่าย’ ส่วนเรื่องหลังจากนี้… หึ! ก็ต้องดูต่อไปว่าละครจะเล่นไปถึงไหน”
อู๋เสี่ยวหลิวนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดว่า “พี่หลี่ ข้าเข้าใจแล้ว สิ่งที่พี่หมายถึงก็คือ… ในการทำธุรกิจ เราต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ตราบใดที่อีกฝ่ายเป็นประโยชน์ต่อเรา เราก็ทำธุรกิจกับเขาได้”
หลี่ฉีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะชมว่า “ไม่เลวๆ ไม่คิดว่าเจ้าจะหัวไวขนาดนี้ เจ้ามีพรสวรรค์ในการค้าขายจริงๆ”
“เฮเฮ ข้าก็แค่เดาไปงั้นเอง!”
ตลอดทางหลี่ฉีค่อยๆ สอนเคล็ดลับทางธุรกิจบางอย่างให้อู๋เสี่ยวหลิว ซึ่งเขาก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็สามารถจับจุดสำคัญบางส่วนได้
เมื่อกลับมาถึงจุ้ยเซียนจวี หลี่ฉีเห็นว่าห้องของอู๋ฝูหรงยังคงมีแสงไฟส่องออกมา จึงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เขาสั่งให้อู๋เสี่ยวหลิวนำของไปเก็บในครัวและบอกให้เขารีบนอนพัก จากนั้นจึงเดินตรงไปยังห้องของอู๋ฝูหรง
หลี่ฉีรู้ดีว่าหากคืนนี้เขาไม่อธิบายให้ชัดเจน อู๋ฝูหรงคงจะนอนไม่หลับทั้งคืนแน่
ตึก ตึก ตึก!
“ลุงอู๋ ท่านนอนหรือยัง?” หลี่ฉีเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะร้องเรียก
ยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียง แอ๊ด ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน
อู๋ฝูหรงรีบเชิญหลี่ฉีเข้าไปในห้อง พอหลี่ฉีนั่งลงไม่ทันไร เขาก็อดทนไม่ไหวรีบถามขึ้นว่า “คุณชายหลี่ ตะ…ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หลี่ฉีไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป เขาเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับการขายสูตรลับของเต้าหู้เหม็นให้กับเฟยชุ่ยเซวียน
แม้อู๋ฝูหรงจะคาดเดาเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ไช่เหล่าซานนำเงินมาให้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากของหลี่ฉีโดยตรง เขาก็ยังตกตะลึงไปพักหนึ่ง ก่อนจะตบต้นขาตัวเองดัง ป้าบ แล้วร้องเสียงดังว่า “คุณชายหลี่ ท่าน…ท่านช่างโง่เขลานัก!”
หลี่ฉียิ้มบางๆ แล้วถามว่า “ลุงอู๋ ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“คุณชายหลี่ ท่านเองก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ว่าตอนนี้จุ้ยเซียนจวีของเราฝากความหวังไว้กับเต้าหู้เหม็นทั้งหมด อีกทั้งสูตรลับนี้ก็คือ ‘หัวใจสำคัญ’ ของร้านอาหาร แต่ท่านกลับขายมันทิ้งไปง่ายๆ ได้อย่างไร!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ อู๋ฝูหรงก็ส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “ข้ารู้ว่าท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อหาเงินหนึ่งพันก้วนให้ครบ แต่ท่านเร่งรีบเกินไป ข้าคิดเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ข้ายังมีเงินเก็บอยู่บ้าง ถ้าเรารวมกันแล้วนำไปแสดงให้ฮูหยินดู เราก็พอจะเอาตัวรอดได้ แต่ตอนนี้จบกันแล้ว ถ้าฝั่งโน้นทำเต้าหู้เหม็นออกมาได้เช่นกัน แล้วพวกเราจะใช้ ‘อะไร’ ไปต่อสู้กับพวกเขา?”
หลี่ฉีเห็นสีหน้าหนักใจของอู๋ฝูหรงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ลุงอู๋ ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเลือกทำเต้าหู้เหม็นตั้งแต่แรก?”
อู๋ฝูหรงชะงัก ก่อนจะส่ายหน้า
หลี่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ประการแรก รสชาติของเต้าหู้เหม็นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลิ่นหอมแรง ดึงดูดลูกค้าได้ทันที เมื่อคำนึงถึงชื่อเสียงในอดีตของจุ้ยเซียนจวีแล้ว วิธีเดียวที่เราจะดึงลูกค้ากลับมาได้ ก็คือใช้ตัวอาหารเองเป็นจุดขาย ประการที่สอง ในตงจิงนี้ไม่มีใครสามารถทำเต้าหู้เหม็นได้ นอกจากข้า และสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตั้งแต่แรก ข้าก็ตั้งใจจะขายสูตรลับของเต้าหู้เหม็นให้เฟยชุ่ยเซวียนอยู่แล้ว”
“อะไรนะ!?”
อู๋ฝูหรงตกตะลึง “ท่าน… ท่านบอกว่าตั้งใจจะขายสูตรลับให้เฟยชุ่ยเซวียนตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ!?”
“ถูกต้อง!”
หลี่ฉียิ้มแล้วถาม “ท่านยังจำได้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงขายเต้าหู้เหม็นแค่วันละหนึ่งถึงสองร้อยชุดเท่านั้น?”
อู๋ฝูหรงพยักหน้า “แน่นอนว่าจำได้ ท่านเคยบอกว่าต้องการรักษาความนิยมให้ยาวนานขึ้น”
“แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงต้องการให้ความนิยมนี้ยาวนานขึ้น?” หลี่ฉีถามกลับ
"ต้องมีเหตุผลด้วยหรือ? พ่อค้าคนไหนบ้างที่ไม่อยากให้กิจการของตัวเองรุ่งเรือง?"
อู๋ฝูหรงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า เขารู้ดีว่าถ้าหลี่ฉีถามเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้นแน่
หลี่ฉียิ้มพลางกล่าวว่า “ที่ข้าทำเช่นนี้ ก็เพื่อ ‘ล่อ’ จิ้งจอกเฒ่าอย่างไช่หยวนไว่ให้ติดเบ็ด”
“หา? ล่อจิ้งจอกเฒ่าให้ติดเบ็ดหรือ?”
อู๋ฝูหรงมองหลี่ฉีด้วยสีหน้าสงสัย
“ลองคิดดูสิ จากนิสัยของไช่หยวนไว่ เมื่อเห็นว่าร้านเราคึกคักทุกวัน เขาจะไม่สนใจได้อย่างไร? ดังนั้น เขาต้องหาทางเอาสูตรลับเต้าหู้เหม็นมาให้ได้อยู่แล้ว และไม่ใช่แค่นั้น วันนี้ตอนที่ข้าต่อรองกับเขา ข้ายังบอกอีกว่าที่เรายอมขายสูตรก็เพราะไม่มีเงินทุน จำต้องทำเช่นนี้ เมื่อเขารู้ว่าเรายากจนถึงขนาดไม่มีเงินซื้อเต้าหู้เสียด้วยซ้ำ เขายังจะมองเราอยู่ในสายตาอีกหรือ? ถ้าเป็นเช่นนี้ ในอนาคตการเคลื่อนไหวของพวกเราก็จะสะดวกขึ้นมาก”
หลี่ฉีพูดจบก็ไม่รอให้อู๋ฝูหรงเอ่ยปาก ถามต่อทันที “แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงทอดเต้าหู้แค่วันเดียว แล้วให้เสี่ยวหลิวทำแทน?”
อู๋ฝูหรงขมวดคิ้ว “ท่านมิได้บอกว่ามีธุระสำคัญต้องทำหรือ?”
“เอ่อ… ก็มีเรื่องเล็กๆ อยู่บ้าง”
หลี่ฉีหัวเราะแห้งๆ ก่อนพูดต่อ “แต่เหตุผลหลักก็เพื่อให้ ‘จิ้งจอกเฒ่า’ คนนั้นรู้ว่าเต้าหู้เหม็นนี้เป็นสูตรของข้า จากที่เขารู้จักพวกท่านดี เพียงแค่สืบซักหน่อยก็ต้องรู้แน่ว่าเป็นข้าคิดค้นขึ้นมา จากนั้น เขาก็ต้องหาทางมาติดต่อข้าให้ได้ แต่ข้ากลับตั้งใจหลบหน้า ทำให้เขาร้อนใจอยู่แต่ในบ้าน รอจนเขาอดรนทนไม่ไหว ข้าค่อยเจรจากับเขา เมื่อถึงตอนนั้น เพียงแค่ข้าใช้ลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างการต่อรอง เขาก็ต้องเผยราคาสูงสุดในใจของเขาออกมาเอง ทั้งหมดนี้ จุดประสงค์ของข้าก็คือทำให้ไช่หยวนไว่ ‘ต้องมาขอร้อง’ ให้ข้าขายสูตรเต้าหู้เหม็นให้เขา”
อู๋ฝูหรงได้ยินเช่นนั้นก็ตาสว่าง พูดชมออกมา “แผนชั้นเยี่ยม! หากวันนี้ท่านไม่บอก ข้าคงไม่อาจคิดไปถึงจุดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ”
“โอ้?”
“ในเมื่อเต้าหู้เหม็นทำกำไรได้มากขนาดนี้ ทำไมท่านไม่รออีกหน่อย? ข้าเชื่อว่าอีกไม่กี่เดือน เราก็หาเงินหนึ่งพันห้าร้อยก้วนได้แล้ว เหตุใดจึงต้องเอาไปให้จิ้งจอกเฒ่านั่นในราคาถูก?”
หลี่ฉียิ้ม “ลุงอู๋ ท่านคิดง่ายเกินไปแล้ว เหตุผลที่เราได้กำไรสูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ นี้เป็นเพราะเต้าหู้เหม็นมีอัตรากำไรที่สูงมาก 300 เหวิน สามารถซื้อเนื้อหมูได้เป็นชั่งเลยนะ อีกอย่าง เต้าหู้เหม็นมิอาจใช้ประทังความหิวได้ และไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ธุรกิจที่ไปได้ดีตอนนี้ก็เพราะมันเป็นของแปลกใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกค้าลองชิมสักสองสามครั้ง พวกเขาก็จะไม่ยอมเสียเงินซื้ออีกแน่ แม้ว่าจะมีบางคนที่ชอบมันเป็นพิเศษ แต่ก็คงไม่กินทุกวัน ถ้าหวังจะหาเงินหนึ่งพันห้าร้อยก้วนจากเต้าหู้เหม็นล่ะก็ คงต้องรอกันจน ‘ปีลิง’ แน่ๆ เราจึงไม่อาจใช้เต้าหู้เหม็นเป็นแผนระยะยาวได้”
อู๋ฝูหรงพยักหน้า “ท่านพูดถูก ธุรกิจช่วงสองสามวันนี้ก็ไม่ดีเหมือนตอนแรกแล้วจริงๆ”
หลี่ฉีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราต้องหาเงินทุนให้เพียงพอโดยเร็วที่สุด และสร้างตัวให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด มิเช่นนั้น ด้วยอัตราการขยายตัวของเฟยชุ่ยเซวียนในตอนนี้ ไม่นานเกินรอ พื้นที่ทางตอนใต้ของเมืองก็คงตกเป็นของพวกเขาทั้งหมด ถึงตอนนั้น หากเรายังคิดจะกลับมาผงาดใหม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการปีนขึ้นสู่สวรรค์”
อันที่จริงหลี่ฉียังมีอีกเรื่องที่กังวลอยู่ นั่นก็คือเหตุการณ์ "ความวุ่นวายในปีจิ้งคัง” ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า เพียงแต่เรื่องนี้เขาไม่สามารถบอกอู๋ฝูหรงได้
“คุณชายหลี่ ข้ายอมศิโรราบให้ท่านเลย คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าท่านจะมองการณ์ไกลถึงเพียงนี้ หาได้ยากยิ่ง… ช่างหาได้ยากยิ่งจริงๆ!” อู๋ฝูหรงส่ายศีรษะพลางเอ่ยชื่นชม
หึ! นี่ยังแค่เริ่มต้นเท่านั้น รอดูเถอะ วันหน้าข้าจะทำให้พวกเจ้าตกตะลึงจนพูดไม่ออกแน่!
หลี่ฉีหัวเราะในใจ แต่สีหน้ากลับดูถ่อมตนไร้พิษภัย
อู๋ฝูหรงถามต่อ “ในเมื่อเรามีทุนแล้ว ต่อไปเราควรทำอย่างไรดี?”
หลี่ฉีดีดนิ้ว แปะ! “พักผ่อน!”
“พักผ่อน?”
“อืม หากพวกเราเพิ่งได้เงินมาแล้วรีบร้อนขยับขยายธุรกิจในทันที เจ้า ‘จิ้งจอกเฒ่า’ นั่นจะต้องรู้แน่ว่าเราวางแผนไว้ล่วงหน้า และเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจะต้องตอบโต้กลับมาอย่างเต็มกำลัง ซึ่งตอนนี้เรายังไม่มีความสามารถพอจะต่อกรกับเขาอยู่ดี อีกอย่าง ช่วงเวลานี้ เราก็ใช้โอกาสในการปรับโครงสร้างร้านไปด้วย ส่วนเรื่องหลังจากนี้ ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ”
ขณะที่หลี่ฉีพูด มุมปากของเขาก็เผลอเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาโดยไม่รู้ตัว
อู๋ฝูหรงเห็นดังนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าหลี่ฉีต้องวางแผนอะไรไว้แล้วแน่ๆ เพียงแต่ไม่อยากบอกออกมาเท่านั้นเอง สำหรับเรื่องนี้เขาเองก็ชินเสียแล้ว จึงไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ เพียงแต่แอบเฝ้ารอด้วยความคาดหวังอยู่ในใจ