ฮูหยิน
หลังจากวิ่งวุ่นไปมาหลายวัน ในที่สุดเงินทุนก็ถูกจัดหาได้สำเร็จ แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่หลี่ฉีก็ต้องใช้พลังงานไปไม่น้อยเลย
วันรุ่งขึ้น พระอาทิตย์ลอยสูงไปกว่าสามไม้ไผ่แล้ว*(เป็นสำนวนหมายถึงช่วงสายๆ ประมาณ 9-10 โมงเช้า) หลี่ฉีถึงได้ลุกจากที่นอน
เมื่อมาถึงร้าน อู๋เสี่ยวหลิวกับสองพี่น้องตระกูลเฉินก็เริ่มงานกันไปแล้ว แม้ว่าลูกค้าที่มาซื้อเต้าหู้เหม็นจะลดน้อยลงมาก แต่ทั้งสามก็ยังคงยุ่งจนหัวหมุน
เพราะโอกาสเช่นนี้ คงจะมีอีกไม่นานแล้ว
คืนนี้ลุงจางจะนำเต้าหู้ล็อตสุดท้ายมาส่ง รวมทั้งหมดหนึ่งพันหกร้อยก้อน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดที่โรงโม่ของเขาผลิตได้ในหนึ่งวัน
หลี่ฉีไม่ได้คิดจะสั่งเพิ่มอีก เพราะจำนวนลูกค้าลดลงมาก เต้าหู้ที่มาส่งเมื่อคืนจำนวนหนึ่งพันสี่ร้อยก้อน รวมกับที่จะมาส่งคืนนี้อีกหนึ่งพันหกร้อยก้อน ก็เพียงพอให้ขายไปได้อีกหลายวัน
มากที่สุดก็อีกเจ็ดวันเต้าหู้เหม็นชุดแรกของเฟยชุ่ยเซวียนก็คงจะออกวางขาย หลี่ฉีรู้ดีว่าถึงตอนนั้น ไช่หยวนไว่จะต้องปรับลดราคาอย่างแน่นอน อีกทั้งร้านของเขายังมีทั้งเหล้าและอาหาร ลูกค้าจะไม่แห่กันไปที่เฟยชุ่ยเซวียนได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม หลี่ฉีไม่ได้คิดจะแข่งแย่ง ‘เนื้อชิ้นงาม’ นี้กับพวกเขาอีกต่อไป เพราะเขาไม่มีเงินทุนที่จะทำเช่นนั้น
“อรุณสวัสดิ์ ลุงอู๋!”
หลี่ฉีเอ่ยทักอู๋ฝูหรงที่กำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
อู๋ฝูหรงพยักหน้าทักทายแล้วก้มหน้าก้มตาคำนวณบัญชีต่อ
หลี่ฉีเห็นดังนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ มีเรื่องต้องคำนวณบัญชีมากมายถึงขนาดนั้นเชียวหรือ? วันๆ เอาแต่คิดเลขไม่หยุด แบบนี้หรือเปล่าที่เรียกว่าจงใจทำให้ข้าดู?
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ… ระบบทำบัญชีของยุคนี้ไม่มีทางทันสมัยเหมือนยุคหลัง ที่แค่กดแป้นพิมพ์ แปะๆๆ ไม่กี่ที ทุกอย่างก็เสร็จ แถมยังแทบไม่มีโอกาสผิดพลาด
แต่ในยุคโบราณ การทำบัญชีนั้นยุ่งยากเสียจนแทบตาย มือข้างหนึ่งต้องดีดลูกคิด อีกข้างหนึ่งต้องจดลงกระดาษด้วยพู่กัน โอกาสผิดพลาดก็สูงมาก จึงต้องคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายรอบ หรืออาจถึงสิบรอบ ประสิทธิภาพจึงไม่ต้องพูดถึงเลย
หลังจากทักทายอู๋เสี่ยวหลิวและสองพี่น้องตระกูลเฉินเสร็จ หลี่ฉีก็เดินไปยังแผงน้ำชาและของว่างของเถ้าแก่เนี้ยเฉา
ตั้งแต่จุ้ยเซียนจวีเริ่มขายเต้าหู้เหม็น ธุรกิจของเถ้าแก่เนี้ยเฉาก็เฟื่องฟูตามไปด้วย บางครั้งในร้านไม่มีที่นั่ง ลูกค้าที่ซื้อเต้าหู้เหม็นไปนั่งกินที่แผงของนาง นั่นทำให้ลูกค้าของแผงน้ำชาเพิ่มขึ้นไปด้วย
เมื่อเถ้าแก่เนี้ยเฉาเห็นหลี่ฉีเดินมาก็รีบยิ้มรับ “น้องชาย จะกินอะไรดี?”
“หมั่นโถวสองลูก!”
“ได้ รอสักครู่ เดี๋ยวข้าเอามาให้”
ไม่นาน เถ้าแก่เนี้ยเฉาก็ยกหมั่นโถวสองลูกมาเสิร์ฟให้หลี่ฉี พลางหัวเราะเบาๆ “น้องชาย ช่วงนี้ยุ่งจนแย่เลยสินะ?”
หลี่ฉียิ้ม “ก็พอไหว! ว่าแต่กิจการของท่านดีขึ้นมากใช่หรือไม่?”
“เฮ้อ! ต้องขอบคุณร้านของพวกเจ้านั่นแหละ ธุรกิจของข้าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย ยุ่งจนหัวหมุนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่ก็นะ ที่เป็นแบบนี้ได้ ต้องยกความดีความชอบให้กับนายของพวกเจ้า ที่ไม่ยอมขายร้านให้เฟยชุ่ยเซวียน”
เถ้าแก่เนี้ยเฉาหัวเราะคิกคักขณะพูด ดูท่าว่าช่วงนี้นางจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
หลี่ฉีหัวเราะ “เถ้าแก่เนี้ย ข้าว่าท่านควรหาผู้ช่วยมาช่วยงานบ้างนะ ได้เงินมาแต่สุขภาพพัง มันไม่คุ้มกัน”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นอยู่ แต่สองสามวันนี้เห็นว่าลูกค้าร้านเจ้าลดลงมาก ข้ากลัวว่าถ้าหาคนมาช่วยแล้ว เดี๋ยวไม่มีงานให้ทำ” เถ้าแก่เนี้ยเฉาเหลือบตามองอย่างมีเลศนัย
หลี่ฉีรู้ว่านางกำลังพยายามสืบข่าว จึงยิ้มแล้วตอบกลับว่า “วางใจเถอะ ตามนายของข้าไป มีหรือจะอดตาย? ตอนนี้ก็ให้เป็นไปตามนี้ก่อน แต่พอถึงเวลาที่เหมาะสม ท่านหาคนเพิ่มได้เลย ข้ารับรองว่าท่านจะได้กวาดเงินจนมือเป็นระวิง”
“นั่นสิๆ ข้าจะจำไว้”
เถ้าแก่เนี้ยเฉาพยักหน้ารัวๆ แล้วพูดอย่างรู้จังหวะ “น้องชาย ค่อยๆ กินนะ ข้าขอตัวไปทำงานก่อน” ว่าแล้วก็เดินจากไปโดยไม่ลืมบิดสะโพกใหญ่ๆ ไปด้วย
แม้ว่าเถ้าแก่เนี้ยเฉาจะเจ้าเล่ห์ไปสักหน่อย แต่จิตใจของนางก็ไม่ได้เลวร้าย หมั่นโถวที่ทำก็ชิ้นโตใช้ได้ หลี่ฉีจึงคิดจะช่วยนางไว้บ้าง
ไม่นานหลี่ฉีก็กินหมั่นโถวหมดเกลี้ยง เขาวางเหรียญทองแดงสองสามเหรียญลงบนโต๊ะ แล้วเดินกลับไปยังจุ้ยเซียนจวีอย่างสบายอารมณ์
หืม? นั่นมัน… เสี่ยวเถาไม่ใช่หรือ?
เดินไปได้แค่สองก้าวหลี่ฉีก็เห็นเสี่ยวเถา สาวใช้คนสนิทของฮูหยินฉินกำลังเดินตรงมาทางนี้
เมื่อเสี่ยวเถาเดินเข้ามาใกล้ หลี่ฉีก็รีบร้องเรียก “เสี่ยวเถา!”
เสี่ยวเถาสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่ฉีนางก็รีบค้อมกายทำความเคารพ “คารวะคุณชายหลี่”
“ดีมากๆ!”
หลี่ฉีโบกมือ ก่อนจะเหลือบไปมองอู๋เสี่ยวหลิวที่กำลังทอดเต้าหู้เหม็นอยู่ เห็นได้ชัดว่าสายตาของเขาคอยเหล่มองมาทางนี้ตลอดจนไม่มีสมาธิทอดเต้าหู้ หลี่ฉีจึงยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วพูดเสียงดังขึ้นว่า “เสี่ยวเถา เจ้าคงมาหาเสี่ยวหลิวใช่ไหม?”
“ข้าไม่ได้มาหาเขาสักหน่อย!”
เสี่ยวเถาเชิดปากกล่าวอย่างไม่พอใจ “ฮูหยินส่งข้ามาบอกข่าวให้กับลุงอู๋”
อู๋เสี่ยวหลิวได้ยินคำถามของหลี่ฉีก็ดีใจขึ้นมาทันที แต่พอได้ยินคำตอบของเสี่ยวเถาเท่านั้นแหละ ร่างทั้งร่างก็เหมือนต้นมะเขือที่โดนน้ำค้างแข็ง เล่นเอาห่อเหี่ยวลงทันที ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทอดเต้าหู้เหม็นต่อไป
หลี่ฉีเห็นสภาพของอู๋เสี่ยวหลิวแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ แต่ยังคงฝืนกลั้นหัวเราะไว้ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามว่า “ฮูหยินนางสบายดีหรือไม่?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็นึกถึงฮูหยินฉินขึ้นมาหน่อยๆ แม้จะเคยพบกันเพียงครั้งเดียว แต่ความงามของนางนั้นช่างสะกดใจเหลือเกิน
เสี่ยวเถาตอบ “ขอบคุณคุณชายหลี่ที่เป็นห่วง ฮูหยินสบายดีทุกอย่าง”
“อืม เช่นนั้นก็ดีแล้ว ลุงอู๋กำลังคำนวณบัญชีอยู่ข้างใน เจ้าเข้าไปหาเขาเถอะ” หลี่ฉีพยักหน้าพลางชี้ไปทางร้าน
เสี่ยวเถาประสานมือทำความเคารพ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน
พอเสี่ยวเถาเดินเข้าไป หลี่ฉีก็เดินไปหาอู๋เสี่ยวหลิวก่อนจะตบไหล่เขาแล้วหัวเราะพลางว่า “เจ้าเด็กนี่ รีบเข้าไปตามหา ‘หัวใจ’ ของเจ้าก่อนเถอะ ที่นี่ข้าจะช่วยดูแลแทนให้เอง”
อู๋เสี่ยวหลิวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วรีบพึมพำอะไรสักอย่างสองสามคำ เขาส่งทัพพีทอดให้หลี่ฉีจากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปข้างในทันที
“เฮ้อ~ ได้ศิษย์ที่จีบสาวไม่เป็นแบบนี้ มันช่างน่าเวทนาเสียจริง!”
หลี่ฉีถอนหายใจก่อนจะหันไปมองเฉินเสี่ยวจู้ที่อยู่ข้างๆ เขาเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางอยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ เขาจึงหยอกเล่นว่า “ว่าไง? เสี่ยวจู้ เจ้าก็อยากเข้าไปข้างในด้วยหรือ?”
เฉินเสี่ยวจู้สะดุ้งเฮือก ใบหน้าขึ้นสีแดงแจ๋ยิ่งกว่าก้นลิง เขาส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
หลี่ฉีส่ายหน้าพลางหัวเราะ ข้าได้ศิษย์สามคน… แต่เป็น ‘เด็กหนุ่มไร้ประสบการณ์’ ทั้งหมด ดูท่าว่าวันหน้าข้าคงต้องยุ่งไม่น้อยแล้วล่ะ!
เสี่ยวเถาไม่ได้อยู่ข้างในนานนัก ไม่นานก็เดินออกมา นางทักทายหลี่ฉีสั้นๆ แล้วจากไป
ด้วยแรงยุของหลี่ฉี ในที่สุดอู๋เสี่ยวหลิวก็เริ่มคิดได้ เขาจึงหน้าด้านหน้าทนเดินตามไปเป็น ‘องครักษ์พิทักษ์ดอกไม้’
ตอนเที่ยงขณะรับประทานอาหาร อู๋ฝูหรงดึงหลี่ฉีไปที่มุมหนึ่งแล้วกระซิบว่า “คุณชายหลี่ ฮูหยินให้ข้าเข้าไปที่จวนบ่ายนี้”
หลี่ฉีพยักหน้า “ข้ารู้อยู่แล้ว”
“ท่านรู้อยู่แล้ว?”
อู๋ฝูหรงชะงักเล็กน้อยก่อนจะถาม “เสี่ยวหลิวบอกท่านหรือ?”
หลี่ฉีส่ายหน้าแล้วยิ้ม “พรุ่งนี้ก็คือวันสุดท้ายของเส้นตายสิบห้าวันแล้ว ฮูหยินย่อมต้องเรียกท่านไปพูดคุยแน่นอน นางต้องการสืบข่าวสักหน่อย แล้วก็หารือว่าควร ‘รับมือ’ กับข้าอย่างไร… อะแฮ่ม ไม่สิ… ควรใช้ ‘เงื่อนไขแบบไหน’ มาต้อนรับข้าต่างหาก”
อู๋ฝูหรงฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน “ดูท่าจะปิดบังอะไรท่านไม่ได้เลยนะ!”
หลี่ฉีทำหน้าเสียดาย พร้อมถอนหายใจ “ก็ไม่เชิง เช่นเรื่อง… อายุของฮูหยินเป็นเท่าไหร่กันแน่ ข้าคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกเสียที!”
มุมปากของอู๋ฝูหรงกระตุกสองสามที ก่อนจะกระแอมไอแห้งๆ แล้วเปหลี่ยนเรื่องทันที “คุณชายหลี่ แล้วหากฮูหยินถาม ข้าควรตอบอย่างไรดี?”
เฮ้! คิดไม่ถึงเลยว่าลุงอู๋ที่พูดจาแข็งทื่อเป็นไม้ท่อนนี้ เวลาสำคัญกลับฉลาดขึ้นมาได้เหมือนกัน!
หลี่ฉีกรอกตาก่อนจะยิ้มขี้เล่น “ก็บอกความจริงไปตามนั้นแหละ แต่อย่าลืมชมข้าให้มากๆ เข้าไว้ ชมให้สุดขีดไปเลย! อะไรอย่างว่า ‘ไม่มีใครเหมือนข้าในฟ้าดิน’ หรือ ‘รูปงาม สง่างาม เจ้าสำราญ หล่อทะลุปรอท’— เอ๊ะ! ลุงอู๋ ท่านทำหน้าอะไรน่ะ— หรือข้าพูดผิดตรงไหน?”
ใบหน้าของอู๋ฝูหรงแดงจัด เขากัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับ “ไม่เลยๆ คุณชายหลี่กล่าวล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ข้าจะกล้าหลอกฮูหยินได้อย่างไร? ท่านแค่เล่าเรื่องความฉลาดหลักแหลมของข้า แผนการอันยอดเยี่ยม หรือวีรกรรมที่ข้าหลอกต้มไช่หยวนไว่ ให้ฮูหยินฟังสักสิบๆ รอบก็พอแล้ว!” หลี่ฉีกล่าวด้วยใบหน้าราบเรียบไร้ยางอาย
สิบๆ รอบ?
อู๋ฝูหรงสูดหายใจลึก มองหลี่ฉีตาค้างราวกับพูดอะไรไม่ออกไปนานแสนนาน!