สอนทำอาหาร
ฮูหยินช่างจริง ๆ เลย นี่ก็เกือบจะยามสามแล้ว มืดสนิทไม่มีแม้แต่โคมไฟถนน แถมยังต้องเดินกลับเอง ข้าน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ท่านลุงอู๋อายุก็มากขนาดนี้แล้ว ถ้าพลัดตกไปสักที่ล่ะจะทำยังไง? ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อเลย คฤหาสน์ตระกูลฉินใหญ่โตขนาดนี้ แต่กลับไม่มีห้องรับรองให้สักห้อง ช่างขี้ตืดเสียจริง!
หลังจากออกมาจากห้องโถงด้านหลัง หลี่ฉีก็ยังคงบ่นไม่หยุดในใจ เขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจต่อฮูหยินฉิน
เมื่อมาถึงห้องโถงด้านหน้าก็เห็นเพียงอาหลานแซ่อู๋นั่งอยู่ที่นั่น แต่ดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้อู๋เสี่ยวหลิวจะเพิ่งถูกอู๋ฝูหรงดุอย่างหนัก ตอนนี้จึงนั่งห่อไหล่ ก้มศีรษะด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
“ท่านลุงอู๋!” หลี่ฉียิ้มพลางเอ่ยทัก
อู๋ฝูหรงเหลือบมองหลี่ฉีแวบหนึ่งก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดหนัก ๆ แล้วหันหน้าหนี ทว่าดวงตากลับฉายแววสงสัย
อู๋เสี่ยวหลิวที่ตั้งใจจะเอ่ยเรียก ‘พี่หลี่’ พลันเห็นท่าทางโกรธจัดของอู๋ฝูหรงแล้ว ก็ได้แต่กลืนคำพูดกลับลงคอพลางมองหลี่ฉีด้วยสายตาเวทนา
หลี่ฉีโบกมือให้อู๋เสี่ยวหลิวเป็นเชิงบอกให้เงียบไว้ จากนั้นก็เดินไปหาอู๋ฝูหรงก่อนคำนับพลางกล่าวว่า “ลุงอู๋ เมื่อครู่เป็นความผิดของข้าเอง ขอท่านโปรดอย่าถือสาคนต่ำต้อยเช่นข้าเลย”
“หึ! มิกล้า มิกล้า! คนแก่อย่างข้ารับคำขอโทษของเจ้าไม่ได้หรอก” อู๋ฝูหรงกล่าวเสียงเย็นชา
หลี่ฉีเห็นอู๋ฝูหรงไม่ยอมรับน้ำใจก็ไม่ใส่ใจ ยิ้มพลางถามว่า “หรือว่าท่านลุงไม่อยากรู้ว่าฮูหยินพูดอะไรกับข้าเมื่อครู่?”
อู๋ฝูหรงอยากรู้เรื่องนี้มากจริง ๆ แต่ก็กลืนศักดิ์ศรีลงไปถามหลี่ฉีไม่ลง เขาอ้าปากจะพูดอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เอ่ยออกมา
“เฮ้อ! น่าเสียดาย น่าเสียดายจริง ๆ!” หลี่ฉีจู่ ๆ ก็ถอนหายใจยาวพลางส่ายหัว
อู๋เสี่ยวหลิวหลุดปากถามไปว่า “น่าเสียดายอะไรรึ?”
แต่พอพูดออกไปเขาก็รู้สึกเสียใจ รีบเหลือบมองอู๋ฝูหรงด้วยความหวาดหวั่น เห็นอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวก็พอโล่งใจลงได้บ้าง
หลี่ฉีหัวเราะพลางว่า “น่าเสียดายที่เกรงว่าลุงของเจ้า คงอยู่ที่จุ้ยเซียนจวีได้อีกไม่นานแล้วล่ะ”
อู๋ฝูหรงตกใจรีบถามเสียงแข็งว่า “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรอีก? แล้วเมื่อครู่เจ้าไปคุยอะไรกับฮูหยินกันแน่?”
หลี่ฉีกางมือออกพลางตอบว่า “เมื่อครู่นี้ข้ามิได้พูดอะไรเลย มีแต่ฮูหยินเป็นฝ่ายพูด นางบอกว่าหลังจากจุ้ยเซียนจวีเปิดใหม่ นางจะเป็นผู้ดูแลกิจการด้วยตนเอง ดังนั้นข้าจึงว่า เกรงว่าอีกไม่กี่ปีลุงอู๋คงได้กลับบ้านไปใช้ชีวิตสุขสงบเหมือนพ่อครัวโจวแล้ว”
“จริงรึ?”
อู๋ฝูหรงรู้สึกยินดีในใจก่อนรีบเอ่ยถาม ใช้ชีวิตสุขสงบหรือไม่นั้นยังไม่พูดถึง แต่ถ้าฮูหยินฉินยอมออกหน้าดูแลจุ้ยเซียนจวีด้วยตนเอง สำหรับเขาแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ดีมาก
แม้ร่างกายของเขายังแข็งแรงดีอยู่ แต่ก็อายุมากแล้ว หลายเรื่องที่ใจอยากทำแต่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย และตระกูลฉินเหลือเพียงฮูหยินฉินเพียงคนเดียว หากนางออกหน้าจัดการกิจการเอง ไม่ว่าจะทางจิตใจหรือร่างกายก็ถือเป็นการปลดภาระให้เขาอย่างมาก อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่า หากวันหนึ่งเขาหลับตาลงฮูหยินจะสามารถแบกรับได้หรือไม่
หลี่ฉียิ้มพลางกล่าวว่า “แน่นอน ข้าจะกล้าหลอกท่านได้อย่างไร? หากไม่เชื่อ ท่านก็เข้าไปถามฮูหยินเองได้เลย และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็น—เจ้าของจุ้ยเซียนจวีอย่างเป็นทางการ”
นี่มันพลิกผันเกินคาดจริง ๆ!
อู๋ฝูหรงขมวดคิ้วมองหลี่ฉีแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะลั่น “ข้าเข้าใจแล้ว! ที่แท้เจ้าพูดจาวกวนมากมายก็เพื่อให้ฮูหยินออกมาดูแลจุ้ยเซียนจวีนี่เอง”
ท่านนี่กว่าจะเข้าใจได้ก็ช้าไปหน่อยนะ!
หลี่ฉียิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อแบ่งเบาภาระของท่านนั่นแหละ”
อู๋ฝูหรงเห็นชัดว่าเป็นคำพูดหลอกลวงของเขา จึงกล่าวอย่างหมดคำจะพูดว่า “ถ้าเจ้าลดเรื่องทำให้ข้าตกใจลงสักหน่อย ข้าคงต้องจุดธูปขอบคุณสวรรค์แล้ว!”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!” หลี่ฉียิ้มประจบ
เขาให้ความเคารพอู๋ฝูหรงเป็นอย่างมาก อีกทั้งอู๋ฝูหรงยังเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตเขา ในใจของเขาจึงมองอีกฝ่ายเป็นเหมือนญาติสนิทไปแล้ว
แม้ว่าอู๋ฝูหรงจะรู้แล้วว่าหลี่ฉีไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ฮูหยินฉิน แต่เมื่อนึกถึงคำพูดก่อนหน้านั้นของเขา ก็อดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้ จึงกล่าวเตือนว่า “คุณชายหลี่ ข้ารู้ว่าท่านมีเจตนาดี แต่เมื่อครู่นี้ท่านพูดกับฮูหยินรุนแรงเกินไป”
“ข้ารู้ แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือก ถ้าข้าไม่พูดเช่นนั้น ท่านคิดว่าฮูหยินจะยอมตกลงหรือ?” หลี่ฉีกลอกตาพลางตอบ
สิ่งที่เขาพูดก็ไม่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว
อู๋ฝูหรงพยักหน้าก่อนกล่าวต่อว่า “แต่ท่านก็ควรบอกข้าล่วงหน้าก่อนบ้างสิ!”
หลี่ฉีเอ่ยอย่างหมดความอดทน “ท่านลุง หากข้าบอกท่านล่วงหน้า แล้วข้ายังจะมีโอกาสได้พูดคำนั้นหรือ?”
อู๋ฝูหรงได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก
ขณะนั้นเองอู๋เสี่ยวหลิวก็แอบโผล่หัวเข้ามาถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “พี่หลี่ ท่านลุง พวกท่านคุยอะไรกัน?”
ไอ้เด็กนี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ยังไม่ทันให้อู๋ฝูหรงตอบ หลี่ฉีก็จ้องอู๋เสี่ยวหลิวเขม็งพลางกล่าวว่า “ไป ๆ เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร ตอนนี้เจ้าควรรีบฝึกฝนวิชาทำอาหารให้ข้าให้ดี ไม่เช่นนั้น ฮึ่ม...เจ้าก็รู้ดีว่าผลจะเป็นอย่างไร”
“อย่า!”
อู๋เสี่ยวหลิวรีบส่ายหน้าทันทีก่อนบ่นอย่างน้อยใจว่า “ข้าก็อยากฝึกเหมือนกัน แต่พี่หลี่ก็ยังไม่เคยสอนพวกเราเลยนี่นา!”
เฮ้! เจ้าเด็กนี่กล้าเถียงข้าด้วยรึ!
แต่...เหมือนข้าจะยังไม่ได้สอนอะไรพวกเขาจริง ๆ
หลี่ฉีรู้ตัวว่าผิด จึงยังคงเถียงกลับว่า “ข้าไม่ได้สอนพวกเจ้าเรื่องการทำความสะอาดหรอกหรือ? แล้วข้าไม่เคยให้พวกเจ้าไปหั่นแตงกวาหรือ? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐาน หากพวกเจ้าทำเรื่องพวกนี้ยังไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เรียนเรื่องอื่นต่อไป”
“โอ้...”
อู๋เสี่ยวหลิวก้มหน้ารับคำ
“เจ้าเด็กนี่ชอบทำตัวฉลาดอยู่เรื่อย เจ้าต้องจับตาดูให้ดี” อู๋ฝูหรงจ้องอู๋เสี่ยวหลิวก่อนหันไปพูดกับหลี่ฉี
หลี่ฉีพยักหน้า “ท่านลุงพูดถูก ดูเหมือนว่าข้ายังเข้มงวดกับพวกเขาไม่พอ”
สองคนนี้รับส่งกันได้ดีเหลือเกิน ฟังจนทำให้อู๋เสี่ยวหลิวเหงื่อแตกไปทั้งตัว ได้แต่คิดในใจว่า ‘ถ้าทั้งสองร่วมมือกัน ข้าจะทำอย่างไรดี! ต้องรีบกลับไปปรึกษาพี่น้องตระกูลเฉินแล้ว’
ที่จริงต่อให้อู๋เสี่ยวหลิวไม่พูด หลี่ฉีก็ตั้งใจจะใช้ช่วงเวลานี้ฝึกฝนพวกเขาให้ดีอยู่แล้ว เพราะเวลาที่มีเหลืออยู่ไม่มากนัก
ทว่าการฝึกเป็นพ่อครัวไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้ในวันเดียว มันก็เหมือนกับฝึกวิทยายุทธ์ ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างยาวนานถึงจะก้าวหน้าได้ แต่หลี่ฉีคิดจะใช้เวลานี้สอนพื้นฐานให้พวกเขาก่อน เช่น ทักษะใช้มีด ล้างผัก ซื้อวัตถุดิบ และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาหาร
หากรอจนถึงวันที่จุ้ยเซียนจวีเปิดอย่างเป็นทางการ แล้วทุกอย่างยังต้องให้เขาลงมือเอง คงยุ่งตายแน่
ส่วนเรื่องปรุงรสและทำอาหาร หลี่ฉีตั้งใจจะสอนพวกเขาในตอนที่เขาทำอาหารเองในภายหลัง
เช้าวันรุ่งขึ้นหลี่ฉีให้พี่น้องตระกูลเฉินทอดเต้าหู้ที่หน้าร้าน ส่วนตัวเขาอยู่ในครัวเพื่อสอนอู๋เสี่ยวหลิวฝึกฝนฝีมือ โดยเริ่มจากการลับมีดก่อน
อย่าดูถูกการลับมีดนัก หลี่ฉีเองเคยลับมีดตามพ่อของเขาอยู่ถึงสามปีเต็ม หากพ่อครัวสักคนลับมีดไม่เป็น จะยังเรียกว่าพ่อครัวได้อย่างไร?
หากลับมีดมาหลายปี ก็ย่อมสามารถแยกแยะได้เองว่ามีดแบบไหนถึงจะเป็นมีดที่ดี
อู๋เสี่ยวหลิวตอนแรกที่ได้ยินว่าหลี่ฉีจะสอนทำอาหารก็ตื่นเต้นสุด ๆ แต่พอได้ยินว่าต้องเริ่มจากลับมีด ความกระตือรือร้นทั้งหมดก็พลันมลายหายไป
แต่หลี่ฉีไม่ได้อธิบายอะไร เพราะเรื่องพวกนี้ต่อให้มีคนบอกก็ไร้ประโยชน์ ต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น
พอพี่น้องตระกูลเฉินทำงานเสร็จ หลี่ฉีก็เรียกพวกเขามาลับมีดพร้อมกับอู๋เสี่ยวหลิวและถ่ายทอดเทคนิคการลับมีด รวมถึงประสบการณ์ทั้งหมดของตนให้พวกเขา
จากนั้นหลี่ฉีก็สอนพวกเขาถึงเทคนิคการใช้มีด เช่น หั่น ผ่า สับ รวมถึงวิธีจัดการกับรูปร่างของวัตถุดิบ อย่างการซอยเป็นเส้น ตัดเป็นท่อน หั่นเป็นชิ้นลูกเต๋า หรือเป็นชิ้นใหญ่ เป็นต้น
เพียงแค่พื้นฐานเหล่านี้ ก็ทำให้พวกเขาต้องฝึกฝนไปอีกหลายเดือนแล้ว
ทุกครั้งที่พวกเขาฝึกฝนหลี่ฉีก็จะคอยย้ำเตือนอยู่ข้าง ๆ ว่าอย่าอู้และต้องฝึกฝนอย่างหนัก
เพราะเทคนิคใช้มีดส่งผลต่อสีสัน กลิ่น รสชาติ และรูปลักษณ์ของอาหารโดยตรง เปรียบเสมือนรากฐานของตึก หากรากฐานไม่มั่นคง ต่อให้สร้างอาคารได้สวยหรูเพียงใด มันก็ยังเป็นเพียงตึกที่พร้อมจะถล่มลงมาอยู่ดี
ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งสามคนอู๋เสี่ยวหลิวถือว่ามีพรสวรรค์ที่สุด แต่เขากลับไม่ขยันเท่าพี่น้องตระกูลเฉิน ดังนั้นหลังผ่านไปหลายวันระดับฝีมือของทั้งสามจึงไม่ได้แตกต่างกันมาก
แท้จริงแล้วครัวเป็นเพียงสมรภูมิที่สองของพ่อครัว ส่วนสมรภูมิแรกคือ ‘ตลาดสด’
การเลือกซื้อวัตถุดิบก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเช่นกัน การเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดจากกองผักกองเนื้อที่คุณภาพต่างกันออกไป ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพ่อครัว
วันหนึ่งหลี่ฉีพาลูกศิษย์ทั้งสามมายังร้านขายเนื้อหมูาแห่งถนนหม่าหาง
“นี่คือเนื้อส่วนไหน?” หลี่ฉีชี้ไปที่เนื้อหมูไร้มันบนเขียงแล้วถาม
“เนื้อหมู”
ลูกศิษย์ทั้งสามตอบพร้อมกัน
หลี่ฉีกลอกตา “นี่คือเนื้อขาหลัง” แล้วถอนหายใจ “เนื้อชิ้นนี้หนา เนื้อนุ่มลื่น ควรนำไปทำอะไรดี?”
อู๋เสี่ยวหลิวยิ้มแหย “เนื้อดีแบบนี้ ทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้นสิ”
พี่น้องตระกูลเฉินพยักหน้าเห็นด้วย
“ก็แปลว่าไม่รู้น่ะสิ”
หลี่ฉีมองพวกเขาด้วยความหงุดหงิด “นำไปซอยเป็นเส้น สไลซ์เป็นชิ้น นึ่ง เคี่ยว หรือหมักก็ได้”
พูดจบหลี่ฉีก็หยิบเนื้อชิ้นนั้นขึ้นมา แล้วยื่นให้อู๋เสี่ยวหลิวพลางถามว่า “เนื้อชิ้นนี้หนักเท่าไหร่?”
อู๋เสี่ยวหลิวรับเนื้อมา ลองชั่งน้ำหนักด้วยมือสองสามทีก่อนตอบว่า “คงสักหนึ่งชั่งกว่า” จากนั้นก็ส่งต่อให้พี่น้องตระกูลเฉิน
เฉินเสี่ยวจู้ลองจับดูบ้าง ก่อนกล่าวว่า “ข้าว่าไม่น่าถึงหนึ่งชั่ง”
“ข้าว่าน่าจะชั่งครึ่ง”
“อะไรกัน ชั่งครึ่ง ชั่งกว่า นี่มันหนึ่งชั่งสองเหลียงต่างหาก!”
หลี่ฉีถอนหายใจและส่ายหัวอย่างไม่พอใจ เขาหยิบเนื้อชิ้นนั้นขึ้นมายื่นให้พ่อค้าพลางกล่าวว่า “ท่านลุง ข้าจะเอาเนื้อชิ้นนี้”
พ่อค้าชั่งน้ำหนักดูแล้วก็เผยสีหน้าตกใจก่อนกล่าวว่า “คุณชายตาแหลมจริง ๆ หนักหนึ่งชั่งสองเหลียงพอดีเป๊ะ”
หลี่ฉียิ้มเล็กน้อยอย่างถ่อมตัวก่อนหันไปพูดกับลูกศิษย์ทั้งสามว่า “การคำนวณปริมาณวัตถุดิบถือเป็นพื้นฐานของพ่อครัว ต้องกะปริมาณให้แม่นยำในใจ อย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่ให้เจ้าทำอาหารจานเดียวกันสองจาน แต่ใช้เนื้อหนึ่งชั่งในจานแรก แล้วอีกจานใช้แค่ครึ่งชั่ง แบบนั้นลูกค้าจะด่าเราจนหูชา! รวมถึงเวลาใช้เครื่องปรุง เจ้าจะตักอย่างไร? ต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่? หรือจะให้ข้าจ้างคนมาคอยชั่งให้เจ้าทีละอย่าง? จำไว้ ต่อไปไม่ว่าจะซื้ออะไร ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว”
หลี่ฉีสั่งให้พวกเขาหยิบเนื้อหมูขึ้นมา จากนั้นพามายังร้านปลาของลุงขายปลาข้างถนน เขาชี้ไปที่ตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่ปลาไนอยู่แปดเก้าตัวแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าสามคนเลือกปลาที่สดที่สุดสามตัวออกมาให้ข้า”
ทั้งสามได้ยินดังนั้นก็รีบย่อตัวลงไปพิจารณา
ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็เลือกปลาที่ตัวเองคิดว่าสดที่สุดออกมาได้
หลี่ฉีกวาดตามองแวบเดียวก็แทบหายใจไม่ออกด้วยความโมโห เพราะปลาที่พวกเขาเลือกมานั้นตัวใหญ่กว่ากันทีละตัว เขาจึงตวาดออกไปว่า “พวกเจ้าคิดว่าเลือกทองรึไง ตัวใหญ่ที่สุดก็ต้องดีที่สุดงั้นรึ! ดูปลาที่พวกเจ้าเลือกมาสิ บ้างก็ตาลึกลงไป บ้างก็ผิวหมองคล้ำหมดแล้ว แค่มองก็รู้แล้วว่าไม่สด! พวกเจ้าช่างใจดีเสียจริง เอาปลาที่แย่ที่สุดออกมาหมด ปลาตัวดี ๆ กลับปล่อยให้คนอื่นไปหมด!”
ทั้งสามถูกหลี่ฉีดุเสียจนไม่กล้าเถียง ได้แต่ก้มหน้าหุบปากเงียบ
จากนั้นหลี่ฉีก็พาสามคนนี้เดินวนไปรอบตลาด เมื่อใดที่เจอวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงที่ใช้เป็นประจำ หลี่ฉีก็จะอธิบายพวกมันให้ฟังอย่างไม่รู้เบื่อ ตั้งแต่รสชาติของอาหาร การนำไปปรุงเป็นเมนูต่าง ๆ และคุณประโยชน์หรือโทษที่มีต่อร่างกาย บางครั้งก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารให้ฟังเพื่อกระตุ้นความสนใจของพวกเขา
แม้ว่าทั้งสามคนจะมีพื้นฐานที่อ่อนแอ แต่ก็โชคดีที่ขยันและตั้งใจจริง อีกทั้งหากมีสิ่งที่ไม่เข้าใจก็กล้าถาม
หลี่ฉีจึงอธิบายให้พวกเขาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งพวกเขาเข้าใจ