คำเชิญ

ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน อู๋เสี่ยวหลิวและพี่น้องตระกูลเฉินก็ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นทักษะการใช้มีดหรือความรู้เกี่ยวกับอาหาร ล้วนพัฒนาขึ้นอย่างมาก


แน่นอนว่านอกจากพวกเขาจะขยันฝึกฝนด้วยตนเองแล้ว การสอนอย่างตั้งใจของหลี่ฉีก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย


ตลอดหลายวันที่ผ่านมาหลี่ฉีแทบจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับพวกเขา ทว่าเขากลับไม่เอ่ยถึงแผนการก้าวต่อไปของจุ้ยเซียนจวีแม้แต่น้อย


ครั้งนี้อู๋ฝูหรงฉลาดขึ้นแล้ว ไม่ได้เอาแต่ตามคาดคั้นหลี่ฉีเหมือนครั้งก่อน เพราะเขารู้ดีว่านิสัยของหลี่ฉีนั้นชอบทำอะไรลึกลับและมักจะสร้างเรื่องให้ตกใจเป็นระยะ ๆ ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงเก็บความสงสัยไว้ในใจ เตรียมตัวรอดูเรื่องสนุกแทน


วันหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาที่จุ้ยเซียนจวี


คนผู้นี้ก็คือไช่เหล่าซาน พ่อบ้านแห่งเฟยชุ่ยเซวียน


ด้านหลังไช่เหล่าซานยังมีหญิงชรากับเด็กชายคู่หนึ่งเดินตามมาด้วย คนสองคนนี้ก็คือแม่ลูกเฉินอาหนานที่หลี่ฉีเคยช่วยชีวิตไว้หน้าร้านเฟยชุ่ยเซวียนเมื่อคราวก่อน


พอแม่ลูกเฉินอาหนานเห็นหลี่ฉีก็คุกเข่าลงกราบทันที


หลี่ฉีรีบพยุงพวกเขาขึ้นด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจ “พวกเจ้าทำอะไรกัน? ข้ายังไม่ตายนะ จะไหว้ข้าทำไม รีบลุกขึ้นเร็วเข้า” พูดจบก็ช่วยพยุงแม่ลูกทั้งสองขึ้นมา


เฉินต้าเหนียงน้ำตาคลอพูดขึ้นว่า “คุณชายมีพระคุณต่อแม่ลูกเราเหลือเกิน ข้าหญิงชราไม่มีอะไรจะตอบแทน ต่อไปหากต้องเป็นวัวเป็นม้าใช้แรงงาน ก็ตามแต่คุณชายจะสั่งเถิด”


“ท่านป้าพูดเกินไปแล้ว ข้ามิได้ออกแรงช่วยอะไรมากมายเลย หากจะขอบคุณก็ต้องขอบคุณท่านไช่หยวนไว่และพ่อบ้านไช่ต่างหาก” หลี่ฉีเหลือบมองไช่เหล่าซานที่ยืนเก้อเขินอยู่ข้าง ๆ พลางยิ้ม


“ข้าไม่มีวันขอบคุณเขาหรอก!”


เฉินอาหนานแค่นเสียงขึ้น พร้อมทำหน้าไม่พอใจ


หลี่ฉีขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพูดด้วยเสียงหนักแน่น “อาหนาน?”


“พี่หลี่ ข้ารู้ว่าผิดแล้ว!”


เฉินอาหนานเห็นสีหน้าหลี่ฉีไม่ดีก็รีบก้มหน้าขอโทษทันที ตั้งแต่วันนั้นที่หลี่ฉีทำให้เขาได้เป็นจุดสนใจท่ามกลางฝูงชน หลี่ฉีก็กลายเป็นวีรบุรุษและคนดีในสายตาเขาโดยสมบูรณ์ ดังนั้นคำพูดของหลี่ฉี เขาย่อมไม่กล้าขัดขืน


หลี่ฉียกคางขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็รีบขอบคุณพ่อบ้านไช่เสีย”


เฉินต้าเหนียงรีบดึงแขนลูกชายให้กล่าวขอบคุณพ่อบ้านไช่


ไช่เหล่าซานกล่าวด้วยความเกรงใจ “มิกล้า มิกล้า ข้ารับไม่ไหวจริง ๆ คิดถึงเรื่องวันนั้นแล้ว ข้ายังรู้สึกละอายต่อคุณชายอยู่เลย”


เพราะไช่เหล่าซานรู้ดีว่าไช่หมิ่นเต๋อให้ความสำคัญกับหลี่ฉีมาก เขาจึงไม่กล้าล่วงเกินหลี่ฉีอีก


หลี่ฉีเห็นว่าแม่ลูกเฉินอาหนานใบหน้าเปล่งปลั่ง ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ต่างจากเมื่อวันนั้นที่ซูบซีดและมอมแมมราวฟ้ากับดิน คาดว่าไช่หมิ่นเต๋อคงไม่ได้ใจร้ายกับพวกเขา ดังนั้นคำขอบคุณนี้ก็สมควรแล้ว


หลี่ฉียิ้มขอบคุณให้ไช่เหล่าซาน ก่อนจะหันไปหาอู๋ฝูหรงที่ยังคงมึนงงแล้วคำนับพลางกล่าวว่า “ท่านลุงอู๋ ทั้งสองคนนี้เป็นเพื่อนร่วมบ้านเกิดของข้า ท่านช่วยผ่อนปรนให้พวกเขาพักที่นี่สักสองสามวันได้หรือไม่?”


อู๋ฝูหรงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจในทันที เขาทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “ก็ได้ ในเมื่อเป็นเพื่อนร่วมบ้านเกิดของเจ้า เช่นนั้นข้าจะให้พวกเขาพักที่นี่ชั่วคราวสองสามวัน”


พูดจบก็หันไปบอกกับแม่ลูกเฉินอาหนานว่า “พวกเจ้าสองคนตามข้ามา” เขาสังเกตเห็นว่าไช่เหล่าซานดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดกับหลี่ฉี จึงถือโอกาสนี้เปิดทางให้


เมื่อแม่ลูกเฉินอาหนานเห็นว่าอู๋ฝูหรงยินดีให้ที่พัก น้ำตาแห่งความปลื้มปิติก็ไหลพรากออกมา โดยเฉพาะเฉินต้าเหนียง นางตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออก


พอแม่ลูกเฉินอาหนานเข้าไปข้างใน ไช่เหล่าซานก็รีบดึงตัวหลี่ฉีไปด้านข้าง แล้วล้วงเอาบัตรเชิญจากแขนเสื้อออกมายื่นให้หลี่ฉี พลางพูดเสียงเบาว่า “คุณชายหลี่ พรุ่งนี้ร้านของพวกเราจะออก ‘เต้าหู้เหม็นตระกูลไช่’ ชุดแรก ท่านหยวนไว่ของข้าจึงตั้งใจเชิญท่านไปที่ร้านเพื่อพบปะพูดคุยกันสักหน่อย และช่วยให้คำแนะนำด้วย”


ดูท่าว่าเจ้าเฒ่าจิ้งจอกนั่นจะพยายามสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าสินะ ฝีมือไม่เลวเลย!


หลี่ฉีเข้าใจเรื่องทั้งหมดแจ่มแจ้ง แต่กลับทำหน้าแปลกใจพลางกล่าวว่า “เต้าหู้เหม็นตระกูลไช่?”


ไช่เหล่าซานรีบอธิบายว่า “คุณชายหลี่ อย่าเข้าใจผิดไป ท่านหยวนไว่ของข้าเปลี่ยนชื่อ ‘เต้าหู้เหม็น’ ของท่านเป็น ‘เต้าหู้เหม็นตระกูลไช่’ ไม่ได้มีเจตนาจะพุ่งเป้าเล่นงานท่านแต่อย่างใด เพียงแค่ต้องการแบ่งแยกให้ชัดเจนระหว่าง ‘เต้าหู้เหม็น’ ของร้านเรากับของจุ้ยเซียนจวีเท่านั้น”


หลี่ฉีส่ายหัวหัวเราะ “มิกล้า มิกล้า ในเมื่อข้าได้ขายสูตรลับให้ท่านหยวนไว่แล้ว ท่านย่อมมีสิทธิ์ทำเช่นนี้ ข้าเพียงแค่ถามดูเท่านั้นเอง”


ไช่เหล่าซานเห็นว่าหลี่ฉีไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้จริง ๆ ก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง รีบหัวเราะกล่าวว่า “คุณชายหลี่ช่างใจกว้างยิ่งนัก เช่นนั้นพรุ่งนี้ท่านพอจะมีเวลาหรือไม่?”


หลี่ฉียิ้มตอบ “ท่านหยวนไว่ให้เกียรติถึงเพียงนี้ ข้าหลี่ฉีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง จะกล้าปฏิเสธไมตรีของท่านได้อย่างไร? วางใจเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะไปแน่นอน”


ไช่เหล่าซานเห็นหลี่ฉีตอบตกลงก็ถึงกับยิ้มกว้างขึ้นมาทันที หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยคก็หันหลังเดินจากไป


พอไช่เหล่าซานไปแล้ว อู๋ฝูหรงก็รีบเดินเข้ามาถามว่า “คุณชายหลี่ ไช่เหล่าซานมาหาท่านด้วยเรื่องอันใด?”


หลี่ฉีแค่นหัวเราะก่อนยื่นบัตรเชิญให้อู๋ฝูหรงพลางกล่าวว่า “เขาอยากให้ข้าเข้าใจว่าคำว่า ‘นกดีเลือกไม้ดีเกาะ’ หมายความว่าอะไร”


อู๋ฝูหรงงุนงงและเปิดบัตรเชิญดูก็เห็นว่าเป็นเพียงบัตรเชิญธรรมดา จึงถามด้วยความสงสัยว่า “คุณชายหลี่ หมายความว่าอย่างไร?”


หลี่ฉีเล่าเรื่องที่ไช่เหล่าซานพูดกับตนให้อู๋ฝูหรงฟัง จากนั้นกล่าวว่า “ท่านลุงอู๋ คิดดูให้ดี หากเจ้าเฒ่านั่นอยากให้ข้าไปให้คำแนะนำจริง ๆ คงไม่รอถึงพรุ่งนี้ น่าจะเรียกไปตั้งแต่ตอนนี้ เพราะพรุ่งนี้ร้านของเขาก็เริ่มขาย ‘เต้าหูเหม็น’ แล้ว หากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้นก็สายเกินแก้ไปแล้ว ดังนั้นเขาย่อมเตรียมทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบแล้วแน่นอน ที่เขาเรียกข้าไปก็คงแค่ต้องการให้ข้าเห็นกับตาว่าร้านเฟยชุ่ยเซวียนขายดีขนาดไหนเท่านั้น”


อู๋ฝูหรงได้ฟังแล้วก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันที แต่ก็ยังมีความกังวลเล็กน้อยจึงถามว่า “แล้วพรุ่งนี้ท่านจะไปหรือไม่?”


“ไปสิ! ทำไมจะไม่ไป!” หลี่ฉีแสยะยิ้มกล่าว “ยิ่งเขาทำเช่นนี้ก็ยิ่งแสดงว่าเขามองข้ามจุ้ยเซียนจวีไปแล้ว ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรา ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อให้ข้าไปที่ร้าน เขายังจงใจส่งแม่ลูกเฉินอาหนานมาที่นี่ เจ้าเฒ่าจิ้งจอกนั่นลงทุนขนาดนี้ ข้าจะปฏิเสธไมตรีของเขาได้อย่างไร”


ความจริงแล้วตอนที่หลี่ฉีไปสอนไช่หมิ่นเต๋อทำเต้าหูเหม็นที่เฟยชุ่ยเซวียนครั้งก่อน เขาก็คิดจะพาแม่ลูกเฉินอาหนานมาที่จุ้ยเซียนจวีอยู่แล้ว แต่ไช่หมิ่นเต๋อบอกว่าดึกมากแล้ว แม่ลูกคู่นี้เข้านอนแล้ว ขอให้หลี่ฉีวางใจ เขาจะให้คนไปส่งพวกเขาให้เอง


ตอนแรกหลี่ฉียังไม่เข้าใจเจตนาของไช่หมิ่นเต๋อ


แต่ตอนนี้ไช่เหล่าซานกลับส่งพวกเขามาในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หลี่ฉีจึงเข้าใจทุกอย่างในที่สุด


ที่จริงแล้วกำหนดหนึ่งเดือนที่ตกลงกันไว้ได้ผ่านเลยไปสามสี่วันแล้ว ตามเหตุผลไช่หมิ่นเต๋อน่าจะไล่แม่ลูกเฉินอาหนานออกไปตั้งนานแล้ว แต่เขากลับไม่ทำ เขาเลือกที่จะรอจนถึงวันนี้เพื่อส่งพวกเขามา เพื่อเป็นการเตือนหลี่ฉีว่าติดหนี้บุญคุณเขาอยู่ จะได้ไม่สามารถปฏิเสธคำเชิญในวันนี้ได้ ช่างวางแผนได้รอบคอบเสียจริง!


แต่ต่อให้ไช่หมิ่นเต๋อไม่ทำเช่นนี้ หลี่ฉีก็ต้องไปอยู่ดี


ถึงเวลาอาหารเย็น หลี่ฉีได้นั่งรับประทานอาหารร่วมกับแม่ลูกเฉินอาหนาน อู๋ฝูหรงและอู๋เสี่ยวหลิว รวมถึงพี่น้องตระกูลเฉิน รวมเจ็ดคน ทั้งหมดล้อมโต๊ะกลมกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีการแบ่งชนชั้น


ในเรื่องนี้พี่น้องตระกูลเฉินและอู๋เสี่ยวหลิวต่างก็ชินแล้ว ส่วนเฉินอาหนานก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง จึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดแปลก


กลับเป็นเฉินต้าเหนียงที่รู้สึกอึดอัดจนนั่งไม่ติดที่


หลี่ฉีถือโอกาสนี้สอบถามเรื่องราวจากเฉินต้าเหนียง


จึงได้รู้ว่าพวกเขาเดิมเป็นชาวเมืองฉิงโจว หลายเดือนก่อนบ้านเกิดของพวกเขาเกิดโรคระบาด ทำให้บิดาของเฉินอาหนานเสียชีวิต เฉินต้าเหนียงจึงพาลูกชายหนีตายมาที่นี่ หากไม่ได้พบกับหลี่ฉีคงอดตายอยู่ข้างถนนไปแล้ว


หลี่ฉีได้ฟังก็รู้สึกสงสารแม่ลูกคู่นี้เป็นอย่างมาก เขากล่าวปลอบใจพวกเขาสองสามประโยคและบอกให้พวกเขาวางใจ ให้พักอยู่ที่จุ้ยเซียนจวีได้


เฉินอาหนานได้ฟังก็ดีใจสุดขีด ตลอดหลายเดือนมานี้เขาต้องระหกระเหินไปกับมารดาโดยไม่มีเพื่อนเล่น แต่ตอนนี้กลับได้รู้จักอู๋เสี่ยวหลิวจอมเจ้าเล่ห์ เพียงไม่ถึงวันเขาก็สนิทสนมกับพวกเขาจนแทบจะจุดธูปตัดไก่สาบานเป็นพี่น้องกันแล้ว ดังนั้นเขาย่อมไม่อยากแยกจากอู๋เสี่ยวหลิวและพี่น้องตระกูลเฉินเร็ว


ส่วนอู๋ฝูหรงนั้นย่อมทำตามคำสั่งของหลี่ฉีอยู่แล้ว



ตอนก่อน

จบบทที่ คำเชิญ

ตอนถัดไป