คุณชายซ่ง
ยามเที่ยงของวันถัดมา หลี่ฉีมาตามนัดที่เฟยชุ่ยเซวียน
ขณะนั้นเฟยชุ่ยเซวียนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ที่นั่งเต็มทุกโต๊ะ คึกคักเป็นพิเศษ
ไช่หมิ่นเต๋อนัดให้หลี่ฉีมาช่วงเวลานี้ ด้วยเจตนาเช่นนี้ หลี่ฉีย่อมมองออก
ยังไม่ทันเดินถึงประตู หลี่ฉีก็ได้กลิ่นเหม็นฉุนโชยมาแต่ไกล
หลี่ฉีขมวดคิ้ว ตอนนี้แค่ได้กลิ่นนี้ก็อยากจะอาเจียนแล้ว เขาหัวเราะขื่น ๆ ในใจ “ไม่รู้ว่าผิดหรือเปล่า แต่ทำให้เมืองเปี้ยนจิงอันดีงามต้องอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเช่นนี้ ช่างไม่สมควรเลยจริง ๆ!”
“คุณชายหลี่!”
ไช่เหล่าซานที่ยืนอยู่หน้าประตู เห็นหลี่ฉีมาก็รีบเข้ามาทักทาย
“พ่อบ้านไช่! ขอแสดงความยินดี ๆ!”
หลี่ฉีคารวะพลางยิ้ม
“มิได้ ๆ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณคุณชาย เชิญคุณชายเข้ามาเถิด นายท่านของข้ารออยู่บนชั้นสองแล้ว” ไช่เหล่าซานยิ้มอย่างถ่อมตน แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
หลี่ฉีคุยเกริ่นกันอีกเล็กน้อยก่อนเดินตามเข้าไป
พอเข้าไปข้างในก็สัมผัสได้ถึงสายตาประหลาดใจหลายคู่ที่จ้องมา
หลี่ฉีสะดุดเล็กน้อย ก้มมองเสื้อผ้าของตัวเองแล้วก็เข้าใจทันที ดูเหมือนว่าเฟยชุ่ยเซวียนจะเป็นร้านอาหารระดับห้าดาวของเปี้ยนจิงจริง ๆ แค่แต่งตัวซอมซ่อหน่อยก็แทบไม่ให้เข้า หากไม่ใช่เพราะไช่เหล่าซานเป็นคนพาเข้ามา เกรงว่าคงถูกไล่ออกจากหน้าประตูแล้ว
แต่พูดก็พูดเถอะ หลี่ฉีแต่งตัวซอมซ่อยิ่งนัก สวมเพียงเสื้อคลุมยาวสีน้ำตาลเก่า ๆ กับรองเท้าผ้าธรรมดา ดูแล้วเป็นลูกบ้านยากจนโดยไม่ต้องถาม
แต่แขกที่นั่งอยู่ล้วนแต่งตัวหรูหรา มีเพียงหลี่ฉีที่ดูโดดเด่นผิดแผกออกมา
ทว่าเมื่อทุกคนเห็นว่าไช่เหล่าซานให้ความเคารพหลี่ฉีถึงเพียงนี้ ทุกคนต่างก็แปลกใจ เพราะพวกเขารู้จักนิสัยของไช่เหล่าซานดี เขาเป็นคนที่รังแกคนอ่อนแอแต่เกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง
ไช่เหล่าซานถึงกับมาต้อนรับชายหนุ่มที่แต่งตัวซอมซ่อด้วยตัวเอง
เรื่องแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนจริง ๆ
หลี่ฉีย่อมรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรกัน ได้แต่แอบถอนหายใจในใจ
ที่จริงเมื่อคืนอู๋ฝูหรงคิดจะใช้โอกาสนี้ตัดชุดใหม่ให้หลี่ฉี
แต่ก็ถูกหลี่ฉีปฏิเสธไป เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงพ่อครัว หากพ่อครัวแต่งตัวดีกว่าเจ้าของร้าน มันก็ดูแปลกเกินไป
ถ่อมตน! ความถ่อมตนคือหนทางที่ถูกต้อง
แต่ใครจะคิดว่าการพยายามถ่อมตนนี้กลับทำให้ยิ่งเป็นจุดสนใจเข้าไปอีก กลายเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง!
ไช่เหล่าซานเห็นทั้งหมดนี้อยู่ในสายตา เขาแอบขำในใจแต่ไม่แสดงออกก่อนพาหลี่ฉีขึ้นไปบนชั้นสอง
ระหว่างขึ้นบันไดหลี่ฉีเห็นว่าแทบทุกโต๊ะมีจานเต้าหู้เหม็นวางอยู่ จานละประมาณสิบชิ้น ด้านบนโรยต้นหอมเพื่อเพิ่มความสวยงาม
เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายของหลี่ฉีอยู่แล้ว
เพราะที่จุ้ยเซียนจวีขายเต้าหู้เหม็นในราคาสูง จำนวนจำกัด แถมยังไม่มีอาหารอื่นให้บริการ ใครมากินเต้าหู้เหม็นเสร็จแล้วก็ต้องไปหาร้านอื่นกินต่อให้ยุ่งยาก
แต่เฟยชุ่ยเซวียนต่างออกไป มีทั้งเหล้าชั้นดีและอาหารรสเลิศ แถมเต้าหู้เหม็นยังขายถูกกว่าที่จุ้ยเซียนจวีและให้ปริมาณมาก กินได้เต็มอิ่ม เมื่อเทียบกันแล้ว ใคร ๆ ก็ต้องแย่งกันสั่งจานนี้
แต่เรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อจุ้ยเซียนจวีอีกแล้ว เพราะสองวันก่อน เต้าหู้เหม็นสองพันชิ้นสุดท้ายก็ขายหมด หลี่ฉีเองก็ไม่คิดจะขายต่ออีก ปิดร้านลงอย่างเด็ดขาด
หลี่ฉีเดินตามไช่เหล่าซานขึ้นไปถึงชั้นห้า เมื่อเทียบกับชั้นล่างแล้วที่นี่ดูเงียบสงบกว่า แต่แขกที่นั่งอยู่ไม่ว่าจะดูจากเครื่องแต่งกายหรือท่าทาง ล้วนแล้วแต่มีระดับสูงกว่าผู้คนที่อยู่ด้านล่างหลายช่วงตัว
เวลานั้นเองไช่หมิ่นเต๋อกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง สนทนาหัวเราะอย่างออกรสกับชายหนุ่มหน้าขาวผู้หนึ่ง เมื่อเห็นหลี่ฉีเดินมาเขาก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับ ค้อมกายพลางยิ้มกล่าวว่า “คุณชายหลี่ให้เกียรติมาเยือน ข้ามิได้ออกมาต้อนรับแต่ไกล ต้องขออภัยยิ่ง”
“ท่านหยวนไว่กล่าวเกินไปแล้ว ข้ามิกล้าให้ท่านต้องลำบาก” หลี่ฉีโค้งคารวะตอบพลางยิ้ม
ชายหนุ่มหน้าขาวคนนั้นไม่ได้ลุกขึ้น เพียงแต่เหลือบมองหลี่ฉีด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแต่งตัวซอมซ่อ ก็เผยสีหน้าดูแคลนออกมาอย่างชัดเจน ทว่าในแววตากลับแฝงไปด้วยความสงสัย
“มา มา เชิญ เชิญเร็วเข้า!”
ไช่หมิ่นเต๋อพาหลี่ฉีมายังโต๊ะก่อนจะชี้ไปที่ชายหนุ่มหน้าขาวแล้วแนะนำว่า “คุณชายผู้นี้ก็คือยอดบัณฑิตผู้เลื่องชื่อแห่งเมืองตงจิง คุณชายซ่งอวี่เฉิน”
หลี่ฉีเพ่งมองชายหนุ่มหน้าขาวอยู่ครู่หนึ่ง อายุคงเพียงยี่สิบต้น ๆ รูปโฉมหล่อเหลา ผิวขาวดั่งหยก สวมอาภรณ์สีขาวงาช้างดูสูงศักดิ์ ท่าทางหยิ่งทะนงเต็มเปี่ยม ในมือกางพัดกระดาษขาว ดูแล้วสำอางสมฐานะ
หลี่ฉีค้อมกายประสานมือกล่าวด้วยความสุภาพ “เลื่องชื่อนัก เลื่องชื่อนัก!”
ใครจะคิดว่าซ่งอวี่เฉินไม่แม้แต่จะลุกขึ้น เพียงแค่ส่งเสียง “อืม” เบา ๆ
ไช่หมิ่นเต๋อเห็นแล้วก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย อย่างไรเสียหลี่ฉีก็เป็นแขกที่เขาเชิญมา การกระทำของซ่งอวี่เฉินเช่นนี้เท่ากับไม่เห็นหัวเขา แต่ก็ไม่ได้แสดงออกให้เห็น ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ท่านผู้นี้ก็คือพ่อครัวใหญ่แห่งจุ้ยเซียนจวี คุณชายหลี่ฉี”
“ที่แท้ก็แค่พ่อครัวคนหนึ่ง!”
ซ่งอวี่เฉินแค่นเสียงอย่างดูถูก
หลี่ฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ แต่พอเห็นอีกฝ่ายแต่งกายหรูหรา ท่าทางสง่างาม คิดว่าคงเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ จึงพยายามข่มอารมณ์โกรธไว้ ในที่แห่งนี้เขาไม่มีใครหนุนหลังจึงไม่อาจสร้างศัตรูได้โดยง่าย
ไช่หมิ่นเต๋อยิ้มเจื่อน ๆ ให้หลี่ฉี ก่อนจะเชิญให้นั่งลง
เมื่อทั้งสองนั่งลง ไช่หมิ่นเต๋อเหมือนตั้งใจจะลดทอนความทะนงตัวของซ่งอวี่เฉินลง จึงเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “คุณชายซ่ง ท่านทราบหรือไม่ว่าเมื่อวันก่อน ใครเป็นผู้ต่อกลอนคู่ที่ท่านติดไว้หน้าร้านของข้า?”
เรื่องนี้ซ่งอวี่เฉินเองก็อยากรู้เช่นกัน ว่าผู้ใดกันแน่ที่สามารถตอบกลอนคู่ของเขากับไป๋เฉี่ยนนั่วได้ในคราวเดียวกัน
ซ่งอวี่เฉินเหลือบมองหลี่ฉี แววตาฉายความแคลงใจ “ท่านหยวนไว่คงไม่ได้หมายถึงพ่อคร—คุณชายหลี่ผู้นี้กระมัง?” คำว่า ‘คุณชายหลี่’ นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
ไช่หมิ่นเต๋อหัวเราะลั่น “ถูกต้องแล้ว!”
ซ่งอวี่เฉินสูดหายใจลึก เขาจ้องหลี่ฉีด้วยหางตาพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน “พ่อครัวอย่างเจ้าก็แต่งกลอนได้ด้วยหรือ?”
หลี่ฉีได้ฟังก็โกรธขึ้นมาทันที
เจ้าบัดซบนี่มันดูถูกกันเกินไปแล้ว!
แค่แต่งกลอนคู่ จำเป็นต้องทำท่าทางโอหังถึงเพียงนี้ด้วย?
ตอนที่ข้าต่อกลอนคู่น่ะ เจ้าคงตายไปหลายร้อยปีแล้ว ข้าเห็นกลอนคู่มามากกว่าจำนวนตัวอักษรที่เจ้าจะเคยเขียนเสียอีก!
หลี่ฉีตอนแรกตั้งใจจะสวนกลับไปสองสามประโยค แต่พลันนึกถึงบทสนทนาของสองแฟนคลับตัวยงหน้าร้านเฟยชุ่ยเซวียนวันนั้น เขาจึงอดกลั้นเอาไว้ เพราะจุ้ยเซียนจวีกำลังจะเปิดกิจการ ในช่วงเวลาสำคัญนี้หากไปขัดแย้งกับบัณฑิตขี้โม้ผู้ทรงอิทธิพลเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องดี อีกทั้งเจ้าเด็กนี่ต้องมีผู้หนุนหลังแน่นอน ไม่เช่นนั้นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์คงไม่ต้อนรับเขาอย่างดีถึงเพียงนี้
ก็ได้! ให้เจ้ากร่างไปอีกสักสองสามวันก็แล้วกัน ไว้ข้าค่อยสะสางบัญชีนี้กับเจ้าในภายหลัง
หลี่ฉีพลันสังเกตเห็นตัวอักษรสี่ตัว ‘ร้อยเรื่องไร้ถูกต้องแม้แต่หนึ่ง’ บนพัดกระดาษขาวของซ่งอวี่เฉิน จึงดูแคลนในใจว่า “ปริศนาธรรมดาเช่นนี้ยังนำมาอวดหรือ เด็กสามขวบก็ตอบได้ว่าคำใบ้คือ ‘ไป๋(ขาว)’—ใช่แล้ว! เมื่อคราวก่อน ข้าได้ยินมาว่าคุณชายซ่งไล่ตามจีบแม่นางไป๋มาโดยตลอด แต่ดูเหมือนจะยังไม่สมหวัง”
หลี่ฉีฉุกคิดขึ้นมาได้จึงประสานมือพลางยิ้มกล่าวว่า “วันนั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น ข้าย่อมมิอาจเทียบกับคุณชายซ่งได้ ชื่อเสียงของคุณชายซ่งในเมืองตงจิงนี้ ใครเล่าจะไม่รู้จัก? จำได้ว่าวันก่อน ข้าได้พบแม่นางไป๋ที่จวนตระกูลฉิน ยังได้ยินนางกล่าวชมเชยคุณชายซ่งอีกด้วย”
“แม่นางไป๋?”
ซ่งอวี่เฉินสีหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบถามว่า “แม่นางไป๋ไหนหรือ?”
หลี่ฉีตอบ “ก็ไป๋เฉี่ยนนั่ว บัณฑิตสตรีอันดับสองแห่งตงจิงนั่นเอง”
ซ่งอวี่เฉินได้ฟังก็ยิ้มกว้างทันที แต่เมื่อมองหลี่ฉีที่แต่งตัวซอมซ่อก็แอบสงสัย จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจว่า “เจ้ารู้จักกับเฉี่ยนนั่ว?”
หลี่ฉียิ้มพลางกล่าวว่า “ข้ามีบุญถึงเพียงนั้นที่ไหนกัน เพียงแต่แม่นางไป๋สนิทสนมกับฮูหยินของข้า จึงมักจะมาที่จวนอยู่บ่อย ๆ ทำให้ข้ามีโอกาสพบปะและสนทนากันเป็นครั้งคราว”
“เช่นนี้เองหรือ!”
ซ่งอวี่เฉินเห็นว่าหลี่ฉีพูดจาน่าเชื่อถือจึงคลายข้อกังขา ท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เฉี่ยนนั่วกล่าวถึงข้าไว้อย่างไรหรือ? ขอพี่หลี่ช่วยบอกข้าสักหน่อยเถิด”