ลวงยอดอัจฉริยะ
“เอ่อ...เรื่องนี้—!”
หลี่ฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดกลับไป
ซ่งอวี่เฉินเห็นท่าทางลังเลของหลี่ฉีก็ยิ่งร้อนใจ รีบรบเร้า “พี่หลี่ เรื่องนี้สำคัญกับข้ามาก ขอให้พี่หลี่ช่วยเอ่ยปากเถิด”
ไอ้หนู! ตอนนี้รู้จักมาขอร้องข้าแล้วสินะ
หลี่ฉีเห็นท่าทางของเขาแล้วแอบหัวเราะในใจพลางทำท่าลำบากใจ “เรื่องนี้...พูดลับหลังผู้อื่นเช่นนี้ มันดูไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง”
“พี่หลี่ ขอให้วางใจเถิด ข้าจะไม่พูดเรื่องนี้ให้ใครรู้แน่นอน” ซ่งอวี่เฉินกล่าวจากนั้นก็หันไปหาไช่หมิ่นเต๋อ “ท่านหยวนไว่ ท่านว่าจริงหรือไม่?”
“เอ่อ...!”
ไช่หมิ่นเต๋ออึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ “หรือว่าข้าควรหลีกทางให้?”
ในใจของเขาคิดเพียงแค่ว่าจะทำเงินอย่างไร และจะทำให้เฟยชุ่ยเซวียนกลายเป็นภัตตาคารอันดับหนึ่งของเปี้ยนจิงได้อย่างไร ส่วนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ระหว่างชายหญิง เขาไม่เคยสนใจเลย
หลี่ฉียิ้มกล่าวว่า “ท่านหยวนไว่พูดเล่นแล้ว ที่นี่เป็นสถานที่ของท่าน ข้ามิกล้าให้ท่านต้องหลีกทาง” แต่ในใจกลับคิดว่า ดูท่าว่าซ่งอวี่เฉินจะมีภูมิหลังไม่ธรรมดาจริง ๆ ขนาดไช่หมิ่นเต๋อยังต้องเกรงใจ โชคดีที่เมื่อครู่ข้ายังไม่ไปล่วงเกินเขา
ไช่หมิ่นเต๋อยิ้มกล่าวว่า “คุณชายหลี่ให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว”
“เช่นนั้นพี่หลี่หมายความว่า—?” ซ่งอวี่เฉินจ้องหลี่ฉีด้วยความร้อนใจ
หลี่ฉีถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ในเมื่อคุณชายซ่งห่วงใยแม่นางไป๋ถึงเพียงนี้ คงไม่มีเจตนาร้ายแน่นอน หากข้ายังปิดบังเรื่องนี้อีกก็คงไม่สมควรแล้ว”
ซ่งอวี่เฉินดีใจยิ่งนัก รีบกล่าวว่า “เช่นนั้นพี่หลี่รีบบอกข้าเถิด”
หลี่ฉีอดกลั้นเสียงหัวเราะก่อนกล่าวว่า “ครั้งก่อนฮูหยินของข้าดื่มชากับแม่นางไป๋ ข้าบังเอิญอยู่ด้วยพอดี ตอนที่พวกนางสนทนากันก็เอ่ยถึงคุณชาย แม่นางไป๋กล่าวว่าคุณชายซ่งอายุยังน้อยแต่กลับมีความรู้ลึกซึ้ง อ่านตำรามากมาย มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นหนึ่งในผู้มีความสามารถที่สุดในยุคนี้ แต่—!” พูดมาถึงตรงนี้ หลี่ฉีจู่ ๆ ก็หยุดชะงักพลางมองซ่งอวี่เฉินด้วยท่าทีเป็นกังวล
ซ่งอวี่เฉินได้ยินประโยคแรกก็ยิ้มกว้างทันที แต่พอได้ยินคำว่า ‘แต่’ ก็รีบเร่งถามด้วยความกังวล “แต่...อะไรหรือ? รีบพูดเถิด ข้าใจจะขาดแล้ว!”
หลี่ฉีทำท่าลำบากใจ “หากพูดออกไป คุณชายซ่งอาจโกรธข้าได้ มิสู้ไม่พูดเสียดีกว่า”
“อา! พี่หลี่ ท่านมีน้ำใจกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะไปโกรธท่านได้อย่างไร? พูดมาเถิด อย่ากังวลเลย” ซ่งอวี่เฉินเร่งเร้า
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะพูดแล้วนะ”
“รีบพูดเถิด!”
หลี่ฉีถอนหายใจก่อนกล่าวต่อ “แม่นางไป๋บอกว่า คุณชายซ่งฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็ก มีสติปัญญาล้ำเลิศกว่าผู้อื่น จึงทำให้ทุกวันนี้ท่านมีความเย่อหยิ่งเกินไป มองคนรอบข้างต่ำต้อย นั่นจึงเป็นเหตุให้ท่านยากจะก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่านี้ หากในอนาคตสามารถแก้ไขนิสัยนี้ได้ แน่นอนว่าท่านจะมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด”
ซ่งอวี่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้พัดกระดาษขาวตบลงบนฝ่ามือแล้วพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว ๆ! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมช่วงนี้เฉี่ยนนั่วถึงตีตัวออกห่างข้านัก คงเป็นเพราะเรื่องนั้นแน่ ๆ!”
“หา? เรื่องอะไรหรือ?” หลี่ฉีถามด้วยความประหลาดใจ
ซ่งอวี่เฉินกล่าวว่า “พี่หลี่คงยังไม่รู้ เมื่อเดือนก่อน เพื่อนคนหนึ่งของเฉี่ยนนั่วได้นำภาพวาดของเขามาให้ข้าชม ข้าดันปากไวไปหน่อย จึงเผลอพูดอะไรที่ไม่น่าฟังออกไป คาดว่าเฉี่ยนนั่วคงเข้าใจข้าผิดเพราะเรื่องนี้”
แบบนี้ก็ได้หรือ?
ช่างเหมือนแมวตาบอดที่โชคดีได้จับหนูตายเสียจริง!
คราวนี้เป็นหลี่ฉีที่อึ้งแทน เพราะสิ่งที่เขาพูดออกไปเมื่อครู่ล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นทั้งสิ้น ทว่าเขารู้ดีว่าคนอย่างซ่งอวี่เฉินที่ทั้งหล่อ รวย และฉลาด ย่อมต้องมีนิสัยแบบนี้ ดูถูกคนนั้น ไม่เห็นคนนู้นอยู่ในสายตา คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะพูดถูกเข้าโดยบังเอิญเสียได้ ช่างเป็นชะตาฟ้าลิขิตโดยแท้!
“เช่นนี้เองหรือ!”
หลี่ฉีพยักหน้าก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “แต่เรื่องนี้เป็นความผิดของท่านจริง ๆ”
“โอ? ขอพี่หลี่ช่วยชี้แนะข้าด้วยเถิด!” ซ่งอวี่เฉินรีบประสานมือกล่าว
หลี่ฉียิ้มกล่าวว่า “ท่านพูดเกินไปแล้ว มีคำกล่าวว่า ‘คนในมักมืดมน คนดูมักกระจ่าง’ ท่านเพียงอยู่ในวังวนจึงไม่อาจมองเห็นได้ ข้าขออภัยที่เสียมารยาทถามออกไปโดยตรง แต่คุณชายกำลังหมายปองแม่นางไป๋ใช่หรือไม่?”
ซ่งอวี่เฉินได้ฟังก็เขินอายขึ้นมาทันที ใบหน้าขาวเนียนปรากฏริ้วสีแดงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ เขาตามจีบไป๋เฉี่ยนนั่วมาไม่ใช่แค่วันสองวันแล้ว คนในแวดวงของพวกเขาต่างก็รู้กันดี แม้แต่ไช่หมิ่นเต๋อก็เคยได้ยินมาบ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร
“เช่นนั้นก็ตรงประเด็นแล้ว!”
หลี่ฉีถอนหายใจกล่าวว่า “มีคำกล่าวว่า ‘หญิงงามต้องคู่บุรุษดี’ การที่กุลสตรีสมรสกับชายผู้เหมาะสมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ในใต้หล้านี้มิใช่ว่าจะมีบุรุษดีและกุลสตรีเพียงสองคนเท่านั้น ยิ่งแม่นางไป๋ที่ทั้งงดงาม มีความรู้ และเป็นกุลสตรีเพียบพร้อม นับว่าเป็นกุลสตรีในหมู่กุลสตรี ย่อมต้องมีคนหมายปองมากมาย ด้วยเหตุนี้คุณชายต้องระมัดระวังให้มาก บางครั้งคำพูดดี ๆ หนึ่งหมื่นประโยคจากปากท่าน อาจไม่สู้เพื่อนของนางพูดแทนเพียงประโยคเดียว หากคุณชายไปล่วงเกินมิตรสหายของนางเข้า แล้วสุดท้ายมีแต่คนพูดถึงข้อเสียของท่านต่อหน้านางอยู่ทุกวัน เมื่อนั้นก็คงไม่มีทางกู้สถานการณ์กลับมาได้อีกแล้ว”
หลังจากฟังคำพูดนี้ซ่งอวี่เฉินก็เหงื่อแตกพลั่ก มีเพียงพยักหน้ารับคำอย่างเคร่งเครียด ในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เมื่อพูดถึงความสามารถในการโน้มน้าวผู้คนแล้ว ซ่งอวี่เฉินจะเป็นคู่ต่อสู้ของหลี่ฉีได้อย่างไร? เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้เขาหลงเชื่อจนหมดสิ้น
ซ่งอวี่เฉินเห็นว่าหลี่ฉีดูมั่นใจเต็มเปี่ยม คาดว่าต้องมีวิธีแน่นอน จึงรีบถามว่า “เช่นนั้น ในสายตาของคุณชาย ข้าควรทำเช่นไรดี?”
จีบสาว?
ฮ่า ๆ ๆ เช่นนั้นเจ้าถามถูกคนแล้วล่ะ!
หลี่ฉียิ้มบาง ๆ “ง่ายมาก ใช้ยุทธวิธีตีวงล้อม!”
ซ่งอวี่เฉินขมวดคิ้ว “ยุทธวิธีตีวงล้อม?”
“ถูกต้อง!”
หลี่ฉียิ้มบาง ๆ กล่าวว่า “ก่อนอื่น คุณชายต้องลดตัวลงไปทำความรู้จักกับคนรอบตัวแม่นางไป๋ ตั้งแต่ญาติสนิทมิตรสหาย ไปจนถึงบ่าวไพร่ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับแม่นางไป๋ คุณชายต้องควบคุมพวกเขาให้อยู่มือ ใช้ปากของพวกเขาเป็นเครื่องมือบอกกล่าวให้นางรับรู้ถึงความจริงใจของคุณชาย เช่นนี้คุณชายจะสามารถรักษาภาพลักษณ์สุภาพบุรุษไว้ต่อหน้าแม่นางไป๋ และยังสามารถใช้ปากคำของผู้อื่นเพิ่มความประทับใจต่อตัวคุณชายได้อีกด้วย ได้ประโยชน์สองต่อ มิใช่ว่าเป็นเรื่องดีหรอกหรือ?”
ซ่งอวี่เฉินได้ฟังก็ถึงกับสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ พลันยิ้มกว้างเอ่ยชมว่า “ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม! ยุทธวิธีตีวงล้อมของพี่หลี่นี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
กล่าวจบซ่งอวี่เฉินก็ลุกขึ้นกะทันหัน ค้อมกายคำนับหลี่ฉีอย่างลึกซึ้ง กล่าวด้วยความจริงใจว่า “คำพูดของพี่หลี่เพียงประโยคเดียวทำให้ข้าตาสว่าง หากวันใดข้าสามารถคว้าหัวใจของเฉี่ยนนั่วมาได้ ข้าจะตอบแทนบุญคุณของพี่หลี่อย่างงามแน่นอน”
เมื่อซ่งอวี่เฉินคารวะเสร็จ หลี่ฉีก็ทำท่าเข้าไปพยุงเขาขึ้นพลางยิ้มกล่าวว่า “คุณชายให้เกียรติข้ามากเกินไปแล้ว ข้ารับไว้ไม่ไหว ขอเพียงวันใดที่คุณชายแต่งงานกับแม่นางไป๋ ได้เชิญข้าไปร่วมดื่มเหล้ามงคลสักจอก ก็นับว่ามากพอแล้ว”
วันแต่งงาน!
ซ่งอวี่เฉินดีใจจนลิงโลดรีบพยักหน้ารับ “แน่นอน! แน่นอน!”
ทั้งสองนั่งลงอีกครั้ง ซ่งอวี่เฉินราวกับเป็นเด็กนักเรียนที่กระหายใคร่รู้ ถามไถ่รายละเอียดเกี่ยวกับยุทธวิธีตีวงล้อมจากหลี่ฉีอย่างไม่หยุดหย่อน
หลี่ฉีย่อมตอบทุกคำถามโดยไม่ปิดบัง เพราะเกรงว่าในอนาคตอาจต้องพึ่งพาซ่งอวี่เฉิน ดังนั้นยังไม่ควรไปขัดใจเขา
ทั้งสองคุยกันอีกพักใหญ่จนกระทั่งกลุ่มเพื่อนของซ่งอวี่เฉินมาถึง เขาจึงจำใจกล่าวลา ก่อนจากไปยังบอกกับหลี่ฉีว่าวันหน้าจะไปเยี่ยมถึงที่
หลี่ฉีได้ยินเช่นนั้นก็แทบพ่นน้ำชาที่เพิ่งดื่มออกมา
ก็แค่จีบสาวคนเดียว ถึงกับต้องเอิกเกริกขนาดนี้เลยหรือ?
แต่หลี่ฉีหารู้ไม่ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซ่งอวี่เฉินพยายามไล่ตามจีบไป๋เฉี่ยนนั่วมาโดยตลอด แต่กลับไม่เคยได้เข้าใกล้นางเลย แถมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ยิ่งห่างเหินขึ้นทุกที ซ่งอวี่เฉินที่แทบจะหมดหวังไปแล้วกลับถูกคำพูดของหลี่ฉีกระตุ้นให้จุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้ง