หลอกล่อให้ถึงที่สุด
เฮ้อ! เจ้าโง่นั่นไปเสียที!
หลังจากซ่งอวี่เฉินจากไป หลี่ฉีก็ถอนหายใจโล่งอก พูดเสียจนปากแห้งแล้วแทบจะไม่มีน้ำลายให้กลืน
แต่ยังไม่ทันได้พักหายใจก็ได้ยินเสียงกระแอมเบา ๆ ดังมาจากด้านข้าง
แย่ล่ะ! ข้าดันลืมเจ้าเฒ่าจิ้งจอกนี่ไปเสียสนิท
หลี่ฉีหันไปมองไช่หมิ่นเต๋อที่เงียบอยู่นานแล้วด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ กล่าวว่า “หากเมื่อครู่หลี่ฉีได้ล่วงเกินสิ่งใดไป ขอท่านหยวนไว่โปรดให้อภัย”
“ไม่เป็นไร! ไม่เป็นไร!”
ไช่หมิ่นเต๋อโบกมือพลางหัวเราะ “สำนวนของคุณชาย ช่างทำให้ข้านับถือยิ่งนัก โดยเฉพาะยุทธวิธีตีวงล้อมนั่น เปิดหูเปิดตาข้าไม่น้อยเลย”
คำพูดแต่งขึ้นของหลี่ฉีเมื่อครู่ อาจหลอกซ่งอวี่เฉินได้ แต่กลับไม่อาจรอดพ้นสายตาเจ้าเล่ห์ของไช่หมิ่นเต๋อ
แม้ไช่หมิ่นเต๋อจะไม่ค่อยได้พบปะไป๋เฉี่ยนนั่วมากนัก แต่ก็รู้ดีว่านิสัยของนางไม่มีทางพูดเช่นนั้น และยิ่งไม่มีทางยกย่องซ่งอวี่เฉินต่อหน้าผู้อื่น
เพียงแต่ว่าซ่งอวี่เฉินหลงใหลไป๋เฉี่ยนนั่วมากเกินไป จึงเชื่อคำพูดของหลี่ฉีอย่างหมดใจ
หลี่ฉีได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าไช่หมิ่นเต๋อมองออกถึงเล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ ของเขา จึงได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ กล่าวว่า “ทำให้ท่านหยวนไว่ต้องหัวเราะเยาะแล้ว”
ไช่หมิ่นเต๋อยิ้มกล่าวว่า “คุณชายหลี่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
เมื่อครู่เขาได้เห็นกับตาว่าหลี่ฉีใช้เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้ซ่งอวี่เฉินเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตรได้ ด้วยสติปัญญาเช่นนี้เกรงว่าคนทั้งเฟยชุ่ยเซวียนคงไม่มีใครเทียบได้ อีกทั้งเขายังมองหลี่ฉีเป็นบุคคลที่หาได้ยากมาตลอด หวังว่าสักวันหนึ่งจะดึงตัวมาอยู่ภายใต้บัญชาการของตน และตอนนี้ยิ่งมั่นใจว่าตนมองไม่ผิด
ขณะนั้นเองไช่เหล่าซานก็เดินเข้ามาค้อมกายกล่าวกับไช่หมิ่นเต๋อว่า “นายท่าน สามารถยกอาหารมาได้หรือยังขอรับ?”
ไช่หมิ่นเต๋อได้ยินก็พลันตระหนักขึ้นมา เขาหัวเราะพลางกล่าวว่า “โอ้โห ดูความจำของข้าเถิด เกือบลืมเรื่องสำคัญเสียแล้ว แก่แล้วจริง ๆ!” กล่าวจบก็สั่งให้ไช่เหล่าซานรีบยกอาหารมาทันที
หลี่ฉีเผยรอยยิ้มบาง ๆ ในที่สุดก็มาถึงเรื่องสำคัญเสียที
ไม่นาน อาหารก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะ
ทั้งหมดมีเจ็ดเมนูได้แก่ ซุปสามกรุบกรอบ เนื้อปลาน้ำแข็ง นกกระทาทอด ปูแช่เหล้า แกะตุ๋นซอส ไก่เมาเหล้า และเต้าหู้เหม็นตระกูลไช่
นอกจากเต้าหู้เหม็นแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นอาหารชั้นเลิศ
จากเจ็ดจานนี้ยกเว้นเพียงแกะตุ๋นซอส ที่เหลืออีกหกเมนูหลี่ฉีเคยกินมาก่อนแล้ว แถมยังเป็นเขาเองที่เป็นคนทำด้วยซ้ำ เพียงแต่ของเขานั้นไม่ใช่ต้นตำรับแท้ ยากจะนำมาเทียบกับอาหารตรงหน้านี้
พออาหารถูกนำมาวางครบ ไช่หมิ่นเต๋อก็เชื้อเชิญให้หลี่ฉีลงมือรับประทาน
หลี่ฉีลิ้มรสอาหารห้าจานแรกอย่างละเอียด แต่ละจานมีเอกลักษณ์ของตัวเอง และไม่ว่าจะเป็นสีสัน กลิ่นหอม รสชาติ หรือรูปลักษณ์ ล้วนทำออกมาได้สมบูรณ์แบบ เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจว่า เฟยชุ่ยเซวียนสมเป็นแหล่งซ่อนมังกรซ่อนพยัคฆ์จริง ๆ
แต่ก็ใช่ว่าหลี่ฉีจะยอมแพ้เสียทีเดียว เขาเชื่อว่าหากได้วัตถุดิบสดใหม่เหมือนที่ใช้ในจานเหล่านี้ เขามั่นใจว่าสามารถรังสรรค์อาหารที่รสเลิศยิ่งกว่าได้ เพราะเขามีเทคนิคการทำอาหารที่ล้ำหน้าและหลากหลายกว่า อีกทั้งความเข้าใจในอาหารของเขาก็ลึกซึ้งกว่าพ่อครัวในที่นี้หลายเท่า
นอกจากเต้าหู้เหม็นตระกูลไช่แล้ว หลี่ฉีได้ลองชิมอาหารหกจานที่เหลือครบทุกจาน แต่เพื่อปกปิดความสามารถที่แท้จริงของตน เขาจึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการมากนัก เพียงพูดแค่พอเป็นพิธี
ในเรื่องนี้ไช่หมิ่นเต๋อไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะเป้าหมายหลักของเขาในวันนี้คือจาน "เต้าหู้เหม็นตระกูลไช่"
หลี่ฉีคีบเต้าหู้เหม็นขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วกัดไปคำเล็ก ๆ ก่อนค่อย ๆ เคี้ยวอย่างละเอียด ทันใดนั้นคิ้วพลันขมวดเข้าหากัน เขาเหลือบมองไช่หมิ่นเต๋อแวบหนึ่งก่อนเห็นอีกฝ่ายยิ้มอย่างพึงพอใจจึงเข้าใจได้ทันที เขาวางตะเกียบลงจากนั้นค้อมกายคารวะกล่าวว่า “ฝีมือการทำอาหารของท่านหยวนไว่ นับว่าทำให้ข้านับถือยิ่งนัก!”
ไช่หมิ่นเต๋อ “แสร้ง” ทำหน้าตกใจกล่าวว่า “คุณชายพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
หลี่ฉียิ้มกล่าวว่า “หลังจากผ่านมือท่านหยวนไว่แล้ว ไม่ว่าจะรสชาติหรือรูปลักษณ์ เต้าหู้เหม็นจานนี้ต่างได้รับการพัฒนาไปมาก เทียบกับที่จุ้ยเซียนจวีของพวกเรานั้นมิอาจเทียบได้เลย”
ไช่หมิ่นเต๋อไม่ปฏิเสธ เขากลับยิ้มถามว่า “เช่นนั้น คุณชายหลี่รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
หลี่ฉียิ้มกล่าวว่า “ข้าคาดว่าท่านหยวนไว่คงเติมเครื่องเทศบางอย่างลงไปในน้ำหมัก ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ข้าก็ไม่อาจรู้ได้”
“ถูกต้อง! ข้าได้เพิ่มเครื่องเทศบางชนิดลงไปจากสูตรที่คุณชายให้มา”
ไช่หมิ่นเต๋อพยักหน้ากล่าวว่า “คุณชายหลี่คงไม่ถือสาหรอกกระมัง?”
“แน่นอนว่าข้าไม่ถือ ข้าได้ขายสูตรเต้าหู้เหม็นให้ท่านไปแล้ว ท่านจะนำไปทำเช่นไร ข้ามิอาจก้าวก่ายได้ อีกอย่าง ท่านได้นำเต้าหู้เหม็นไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ข้าย่อมดีใจเสียด้วยซ้ำ”
หลี่ฉีหัวเราะเบา ๆ แต่ในใจกลับประหลาดใจไม่น้อย ความเข้าใจในอาหารของไช่หมิ่นเต๋อนั้น เหนือกว่าที่เขาคาดไว้มาก
“ข้ามิอาจปิดบังคุณชาย ก่อนหน้านี้ข้ายังกังวลว่าคุณชายจะตำหนิข้าเสียอีก หากเป็นเช่นนี้ได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”
ไช่หมิ่นเต๋อหัวเราะเสียงดัง ท่าทางภาคภูมิใจไม่น้อย
“ว่าแต่เต้าหู้เหม็นตระกูลไช่นี้ ตั้งราคาขายไว้เท่าใด?”
ไช่หมิ่นเต๋อยื่นสามนิ้วออกมา ยิ้มกล่าวว่า “เหมือนกับร้านของท่าน ขายสามร้อยเหวินเช่นกัน”
สามร้อยเหวิน?
หลี่ฉีขมวดคิ้วทันที เขาเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายได้ในพริบตา
แม้ว่าราคาเท่ากัน แต่ปริมาณกลับมากกว่าถึงเท่าตัว วิธีนี้ไม่เพียงสามารถกดดันจุ้ยเซียนจวีได้ ยังเพิ่มผลกำไรของตนให้สูงสุด อีกทั้งด้วยชื่อเสียงของเฟยชุ่ยเซวียนในปัจจุบัน อาหารจานละสามร้อยเหวินถือว่าไม่แพงเลย เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคาสูงลิ่วของจุ้ยเซียนจวีก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้ได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างไม่ต้องสงสัย ถือเป็นการยิงนัดเดียวได้นกถึงสามตัว
ไช่หมิ่นเต๋อเห็นหลี่ฉีเงียบไปก็ถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมรึ? หรือว่าคุณชายคิดว่าราคานี้ไม่เหมาะสม?”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ราคานี้เหมาะสมที่สุดแล้ว อีกอย่าง ต่อหน้าท่านหยวนไว่ข้าจะกล้าอวดภูมิเรื่องการค้าขายได้อย่างไรกัน”
หลี่ฉียิ้มอย่างถ่อมตน
ราคานี้เป็นสิ่งที่ไช่หมิ่นเต๋อไตร่ตรองมาอย่างดี พอได้ยินหลี่ฉีพูดเช่นนี้ก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
จู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นว่า “จริงสิ เมื่อสองวันก่อน ข้าได้ยินมาว่าร้านของท่านไม่ได้ขายเต้าหู้เหม็นต่อแล้ว เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?”
จริงหรือเท็จ เจ้าจะไม่รู้เชียวรึ?
หลี่ฉีฝืนยิ้มก่อนพยักหน้า “เป็นความจริง!”
“โอ? ทำไมกัน?”
หลี่ฉีถอนหายใจกล่าวว่า “ก็เพราะข้าขายสูตรให้ท่านหยวนไว่ไงล่ะ หลังจากลุงอู๋รู้เรื่องนี้ก็เป็นกังวลมากจนไม่กล้าหมักเต้าหู้เหม็นต่ออีก”
คำพูดนี้เท่ากับบอกไช่หมิ่นเต๋อโดยอ้อมว่า อู๋ฝูหรงหวาดกลัวเขาเข้าแล้ว
ไช่หมิ่นเต๋อรู้สึกภาคภูมิใจนัก แต่กลับแสร้งทำสีหน้ากังวลกล่าวว่า “แล้วเถ้าแก่อู๋ได้ตำหนิคุณชายหรือไม่?”
หลี่ฉีเบะปาก ยักไหล่โดยไม่ตอบคำ กลายเป็นการยอมรับโดยปริยาย
“เช่นนั้นเป็นข้าที่ทำให้คุณชายต้องลำบากไม่น้อย นับว่าน่าเสียใจยิ่ง”
ไช่หมิ่นเต๋อค้อมกายแสร้งทำเป็นรู้สึกผิด
หลี่ฉีฝืนยิ้มกล่าวว่า “ท่านหยวนไว่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าผิดต่อลุงอู๋ก่อนจริง ๆ เขาตำหนิข้าสักสองสามคำก็นับว่าเป็นเรื่องสมควร”
ไช่หมิ่นเต๋อเห็นว่าคำพูดของหลี่ฉีฟังดูไม่จริงใจ ก็รู้สึกยินดีขึ้นในใจ แสร้งถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อจุ้ยเซียนจวีปิดกิจการไปแล้ว เช่นนั้นคุณชายมีแผนการใดต่อไปหรือไม่?”
พอหลี่ฉีได้ยิน เขาก็เข้าใจทันทีว่าไช่หมิ่นเต๋อกำลังพยายามชักชวนให้เขามาทำงานที่เฟยชุ่ยเซวียน
เจ้าเฒ่าจิ้งจอกนี่สายตาเฉียบคมยิ่งนัก ข้าพยายามเก็บตัวให้เงียบขนาดนี้ เขายังมองออก หากมิใช่เพราะข้าตกลงกับจุ้ยเซียนจวีไว้ก่อนแล้ว ข้าอาจหวั่นไหวจนยอมมาช่วยเขาก็เป็นได้
แต่การที่เขาจับตาข้าขนาดนี้ หาใช่เรื่องดีสำหรับข้าไม่!
หลี่ฉีครุ่นคิดอยู่ในใจก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาพลันเกิดแผนบางอย่างจึงแสร้งถอนหายใจยาว ส่ายหัวไปมาโดยไม่พูดจา ทำสีหน้าเหมือนมีเรื่องทุกข์ใจที่มิอาจเอ่ยออกมาได้
ไช่หมิ่นเต๋อเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งสงสัยแล้วถามว่า “ไยคุณชายต้องถอนหายใจ?”
หลี่ฉีถอนหายใจอีกครั้งกล่าวว่า “ข้าคงมิอาจตัดขาดจากจุ้ยเซียนจวีได้ไปตลอดชีวิตเสียแล้ว”
ไช่หมิ่นเต๋อตกใจก่อนรีบถามว่า “คุณชายหลี่พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
หลี่ฉีไม่ตอบ แต่กลับถามกลับไปว่า “ว่าแต่ ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากขอคำแนะนำจากท่านหยวนไว่”
ไช่หมิ่นเต๋อขมวดคิ้ว “โอ? เรื่องอะไร?”
“ข้าได้ยินมาว่าท่านหยวนไว่เคยเสนอเงินสี่พันก้วนเพื่อซื้อจุ้ยเซียนจวี เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?”
ไช่หมิ่นเต๋อชะงักไป เขาถามว่า “ไยคุณชายถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหัน?”
หลี่ฉีค้อมกายกล่าวว่า “ขอท่านหยวนไว่โปรดตอบข้าก่อนเถิด แล้วข้าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจภายหลัง”
เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร ข้าบอกเขาไปก็ไม่เสียหาย
ไช่หมิ่นเต๋อขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบว่า “ถูกต้อง เป็นความจริง”
หลี่ฉีได้ยินก็ถอนหายใจโล่งอก แสดงสีหน้าเกินจริงพลางพึมพำเบา ๆ ว่า “ดูท่าคำพูดของลุงอู๋จะไม่ใช่เรื่องโกหก”
ไช่หมิ่นเต๋อยิ่งฟังก็ยิ่งสับสน รีบถามว่า “คุณชายหลี่ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
หลี่ฉีถอนหายใจกล่าวว่า “ท่านหยวนไว่คงยังไม่รู้ วันนั้นหลังจากที่พ่อบ้านไช่ส่งเงินมาแล้ว ข้าก็ยังไม่ได้เห็นเงินนั้นแม้แต่เหรียญเดียวจนถึงตอนนี้”
ไช่หมิ่นเต๋อสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “อย่าบอกนะว่าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น?”
หลี่ฉีส่ายหัวพร้อมถอนหายใจอีกครั้ง “ลุงอู๋เป็นคนยืมเงินทั้งหมดไป”
“หา?”
ไช่หมิ่นเต๋ออุทานออกมา แขนสะดุ้งจนเกือบทำถ้วยชาตรงหน้าหกคว่ำ
หลี่ฉีเห็นแล้วก็แอบหัวเราะในใจ ดูซิว่าข้าจะหลอกล่อเจ้าเฒ่านี่ให้หัวหมุนได้แค่ไหน!
ไช่หมิ่นเต๋อรีบถามว่า “เช่นนั้น เจ้าก็ให้เขายืมทั้งหมดเลยหรือ?”
หลี่ฉีพยักหน้ารับแล้วถอนหายใจอีกครั้ง “ลุงอู๋มีบุญคุณช่วยชีวิตข้า ข้าจะกล้าปฏิเสธเขาได้อย่างไร?”
ไช่หมิ่นเต๋อร้องออกมา “คุณชายหลี่! ท่านช่างโง่เขลานัก! ไฉนถึงให้เขายืมไปทั้งหมดได้? สภาพของจุ้ยเซียนจวีตอนนี้ท่านก็มิใช่ไม่รู้ หากเขาไม่มีปัญญาคืนเงิน ท่านจะทำอย่างไร?”
หลี่ฉีกล่าวว่า “ตอนแรกข้าก็กังวลอยู่ แต่ภายหลังฮูหยินฉินออกหน้ามาเอง นางบอกว่าจุ้ยเซียนจวีมีมูลค่าอย่างน้อยก็สี่พันก้วน และยังบอกว่าท่านหยวนไว่เคยเสนอเงินซื้อที่นี่มาก่อน ดังนั้นให้อุ่นใจได้ว่าพวกเขาจะคืนเงินได้แน่นอน อีกทั้งฮูหยินยังเขียนตั๋วเงินให้ข้าด้วย”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่าท่านถึงถามเรื่องนั้นเมื่อครู่”
ไช่หมิ่นเต๋อขมวดคิ้วแน่น ถามอย่างหยั่งเชิงว่า “คุณชายหลี่ทราบหรือไม่ว่าพวกเขายืมเงินมากมายขนาดนี้ไปทำอะไร?”
หลี่ฉีพยักหน้ากล่าว “ข้าย่อมรู้เรื่องนี้แน่นอน”
“เพราะเหตุใด?” ไช่หมิ่นเต๋อรีบถาม
แต่ทันทีที่เอ่ยปากออกไป เขาก็ตระหนักได้ว่ามันดูไม่เหมาะสม จึงรีบกล่าวเสริมว่า “ข้าเพียงถามเล่น ๆ หากคุณชายไม่สะดวกตอบ ก็ไม่เป็นไร”
หลี่ฉีเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีร้อนใจก็กัดฟันกลั้นหัวเราะ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “อันที่จริง ถึงข้าไม่บอกตอนนี้ ท่านหยวนไว่ก็คงรู้เองในไม่ช้า ดังนั้นจะบอกท่านไปก็ไม่เสียหาย”
ไช่หมิ่นเต๋อดีใจจนหน้าบาน เขามองหลี่ฉีด้วยสายตารอคอย
หลี่ฉีหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเบา ๆ จงใจทำให้เฒ่าจิ้งจอกร้อนใจก่อนจะวางถ้วยลง เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า “ข้าได้ยินลุงอู๋บอกว่า ฮูหยินจะออกหน้ามาดูแลจุ้ยเซียนจวีด้วยตัวเอง”
“อะไรนะ?”
ไช่หมิ่นเต๋อตกใจมากจนรีบถามขึ้นว่า “เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”
“แน่นอน ข้าจะกล้าหลอกท่านหยวนไว่ได้อย่างไร?” หลี่ฉีพยักหน้าตอบ
ไช่หมิ่นเต๋อขมวดคิ้วส่ายหัวกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินฉินแทบไม่ออกหน้าพบปะผู้คน แม้แต่ประตูจวนก็ยังไม่ค่อยก้าวออกไป เหตุใดจึงออกมาบริหารจัดการจุ้ยเซียนจวีด้วยตัวเองกะทันหัน?”
หลี่ฉีถอนหายใจกล่าวว่า “เรื่องนี้ล้วนเป็นเพราะความฝันของฮูหยิน”
“ฝัน?”
หลี่ฉีพยักหน้ากล่าวว่า “ถูกต้อง ข้าเคยได้ยินสาวใช้ข้างกายฮูหยินพูดถึงเรื่องนี้ นางฝันถึงสามีผู้ล่วงลับไปแล้ว ในความฝันสามีของนางขอให้นางช่วยดูแลจุ้ยเซียนจวีให้ดี ด้วยเหตุนี้เอง นางจึงตัดสินใจออกหน้าดูแลกิจการด้วยตัวเอง”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” ไช่หมิ่นเต๋อหรี่ตากล่าวอย่างครุ่นคิด
หลี่ฉีทำหน้าตึงเครียดปนหงุดหงิดก่อนกล่าวขึ้นว่า “ท่านหยวนไว่ ท่านว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะทำการค้าได้สักแค่ไหนกัน? นี่ไม่เท่ากับโยนเงินทิ้งแม่น้ำหรอกหรือ? แล้วเรื่องเทพเจ้า ความฝัน อะไรพวกนั้นก็เป็นเพียงเรื่องเลื่อนลอย จะให้เชื่อถือได้อย่างไรกัน? เฮ้อ...หากมิใช่เพราะลุงอู๋ ข้าคงไม่อยากให้เงินนางยืมเลยจริง ๆ”
หลี่ฉีพูดโกหกได้แนบเนียนยิ่งนัก หน้าตาไม่แดง หายใจไม่ติดขัด สมควรได้รับรางวัลยอดฝีมือด้านการแสดง
ไช่หมิ่นเต๋อได้ฟังก็เบาใจขึ้นมาทันที เขาไม่เคยมองว่าฮูหยินฉินเป็นภัยคุกคามอยู่แล้ว เขาเชื่อว่าแม้นางจะออกหน้าจริง ๆ แต่ด้วยเงินทุนเพียงหนึ่งพันห้าร้อยก้วน จะหวังมาต่อกรกับเขานั้นเป็นไปไม่ได้ ต่อให้เขาไม่ทำอะไรเลยจุ้ยเซียนจวีก็ไม่มีทางอยู่ได้นานเกินสามเดือน แต่กระนั้น เขาก็ยังคงสงสัยคำพูดของหลี่ฉีอยู่เล็กน้อย จึงถามต่อว่า “เช่นนั้นร้านของพวกท่านคิดจะเปิดเมื่อใด?”
บ้าจริง! ดูท่าเฒ่าจิ้งจอกนี่จะถือว่าข้าเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว ถามอะไรก็ถามตรง ๆ โดยไม่ลังเลเลย
หลี่ฉีส่ายหัวกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าไม่อาจทราบได้ ข้าเป็นแค่พ่อครัว พวกเขาคงไม่บอกข้าทุกเรื่องหรอก”
ไช่หมิ่นเต๋อพยักหน้า แม้ในใจจะกังวลอยู่นิดหน่อย แต่ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “คุณชายหลี่อย่าได้กังวลไป ข้าได้ยินมาว่าเมื่อตอนสาว ๆ ฮูหยินฉินก็เป็นยอดอัจฉริยะคนหนึ่ง ข้าเชื่อว่านางย่อมหาทางคืนเงินให้ท่านได้แน่นอน”
เดิมทีเขายังคิดไม่ออกว่าจะฮุบจุ้ยเซียนจวีมาได้อย่างไร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายส่งโอกาสมาให้ถึงที่ เขาก็ดีใจเสียจนแทบไม่ทันแล้ว ตอนนี้เขากลับหวังให้จุ้ยเซียนจวีรีบเปิดกิจการโดยเร็วเสียด้วยซ้ำ เพราะตราบใดที่จุ้ยเซียนจวียังคงอยู่ในสนามแข่งขันก็ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะบีบให้แหลกหรือปั้นให้กลม แต่หากจุ้ยเซียนจวีปล่อยร้างอยู่แบบนี้ เขากลับไม่มีช่องทางให้ลงมือได้
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเถอะ!” หลี่ฉีส่ายหัวถอนหายใจ ในดวงตาฉายประกายคมกล้าแวบหนึ่ง
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เพื่อเป็นการขอบคุณหลี่ฉีที่ “แจ้งข่าว” ไช่หมิ่นเต๋อก็สั่งให้ไช่เหล่าซานนำเงินยี่สิบเหลียงมาให้หลี่ฉี หลี่ฉีแสร้งทำทีว่าเกรงใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับมาเก็บใส่กระเป๋า ในใจลิงโลดเป็นอย่างยิ่ง เงินยี่สิบเหลียงนี้แม้ไม่ถือว่ามากมาย แต่กลับทำให้หลี่ฉีรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าไช่หมิ่นเต๋อลดความระแวงในตัวเขาลงอีกขั้น
แท้จริงแล้วการมาครั้งนี้หลี่ฉีไม่ได้ตั้งใจจะบอกไช่หมิ่นเต๋อเกี่ยวกับเรื่องที่จุ้ยเซียนจวีจะกลับมาเปิดกิจการใหม่ แต่ระหว่างสนทนาเขากลับฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าการเปิดร้านใหม่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า ต่อให้ปิดปากเงียบก็ปกปิดเฒ่าจิ้งจอกนี่ไม่พ้นอยู่ดี ซ้ำร้ายอาจทำให้เขาสงสัยเสียอีก
สิ่งที่หลี่ฉีกังวลที่สุดในตอนนี้คือกลัวว่าเฒ่าจิ้งจอกนี่จะแอบขัดขวางเสียก่อนที่จุ้ยเซียนจวีจะเปิดร้านใหม่ ด้วยสถานการณ์ของจุ้ยเซียนจวีในตอนนี้นั้นไม่มีทางสู้เขาได้เลย อีกทั้งศรที่ยิงจากด้านหน้ายังพอหลบได้ แต่ศรที่ลอบยิงนั้นยากจะป้องกัน หากอีกฝ่ายลงมือแทรกแซงเพียงเล็กน้อย จุ้ยเซียนจวีก็คงไม่อาจรับมือไหว
ดังนั้นเพื่อขจัดความกังวลของไช่หมิ่นเต๋อ หลี่ฉีจึงเลือกที่จะบอกเรื่องที่จุ้ยเซียนจวีจะกลับมาเปิดใหม่ให้เขารู้เสียเอง และยังโยนทุกอย่างไปให้ฮูหยินฉินเป็นผู้รับผิดชอบ ตราบใดที่จุ้ยเซียนจวีสามารถเปิดกิจการใหม่ได้โดยราบรื่น เมื่อนั้นเขาก็จะไม่ต้องเกรงกลัวไช่หมิ่นเต๋ออีกต่อไป!