หม้อเหล็ก
เช้าวันนี้หลี่ฉีกล่าวลาลุงอู๋แล้วออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ ส่วนจะไปที่ใดเขากลับไม่เอ่ยถึงเลยสักคำ ทว่าลุงอู๋ก็ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย เพราะเห็นจนชินตาแล้ว
หลี่ฉีเดินเตร็ดเตร่รอบเมืองอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีใครสะกดรอยตาม เขาจึงมุ่งหน้าไปยังประตูหวังชุน
เมื่อออกจากประตูหวังชุน เขาเดินทางมายังชานเมืองทางทิศตะวันออก เดินเท้าไปอีกหลายลี้จนถึงหน้าร้านตีเหล็กแห่งหนึ่ง ที่นี้เป็นกระท่อมไม้ขนาดราวสี่สิบตารางเมตร ด้านหน้ามีเพิงไม้หยาบ ๆ ใต้เพิงมีเตาหลอมขนาดใหญ่ ข้างเตามีทั่งเหล็กขนาดมหึมาตั้งอยู่
ตรงหน้าเตาหลอมมีชายสามคนกำลังใช้ค้อนทุบตีเหล็ก คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปี ส่วนอีกสองคนเป็นหนุ่มฉกรรจ์อายุประมาณยี่สิบ
ทั้งสามหน้าตาคล้ายกันอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าเป็นพ่อลูกกัน
“อาจารย์หลิว! ต้าหลาง! เอ้อร์หลาง!”
หลี่ฉีกล่าวทักทายขณะเดินเข้าไป
“คุณชายหลี่!”
สามพ่อลูกเห็นว่าเป็นหลี่ฉีก็รีบวางงานในมือแล้วเดินออกมาต้อนรับทันที
ช่างตีเหล็กหลิวเช็ดมือกับผ้าป่านที่คาดอยู่ตรงเอวก่อนจะค้อมกายคารวะหลี่ฉีพลางกล่าวว่า “คุณชายหลี่ วันนี้ท่านมาถึงที่นี่ด้วยธุระอันใด?”
“ข้าเพียงว่างพอดี จึงแวะมาดูหน่อย” หลี่ฉีหัวเราะเบา ๆ
ช่างหลิวผายมือทำท่าเชื้อเชิญ กล่าวว่า “คุณชาย เชิญเข้าด้านใน”
หลี่ฉีประสานมือคารวะ เขายิ้มพลางพยักหน้าตอบ “รบกวนแล้ว”
“พวกเจ้าเฝ้าตรงนี้ ข้าจะเข้าไปพูดคุยธุระกับคุณชายหลี่” ช่างหลิวกำชับลูกชายสองคนแล้วพาหลี่ฉีเข้าไปด้านใน
เมื่อเข้ามาในกระท่อม ด้านในมีอุปกรณ์ตีเหล็กและเครื่องโลหะวางระเกะระกะไปทั่ว เศษเหล็กหล่นเกลื่อนพื้นดูสกปรกรกรุงรังมาก กลางห้องมีโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตัวหนึ่งพร้อมเก้าอี้ไม้อีกสามตัว ดูเหมือนเป็นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหาร ด้านซ้ายมือมีประตูไม้ปิดอยู่บานหนึ่ง
เมื่อช่างหลิวเชื้อเชิญให้หลี่ฉีนั่งแล้วก็หยิบถ้วยออกมาใบหนึ่ง เขาเทน้ำชาใส่แล้วยื่นให้พลางกล่าวว่า “คุณชาย เชิญดื่มชา”
หลี่ฉีเหลือบมองมือของช่างหลิวที่ดำมอมแมมก็รู้สึกคลื่นเหียนอยู่บ้าง แต่เห็นอีกฝ่ายมีน้ำใจจึงไม่กล้าปฏิเสธ หยิบถ้วยรับมาแล้วจิบเพียงเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นว่า “อาจารย์หลิว พวกท่านทำไปได้กี่ใบแล้ว?”
ช่างหลิวรีบตอบว่า “ทำเสร็จแล้วสามสิบสองใบ เหลืออีกหกสิบแปดใบ”
ไม่นึกเลยว่าแม้เป็นงานทำมือทั้งหมดก็ยังใช้เวลาไม่นานนัก
หลี่ฉีพอใจเป็นอย่างมาก เขาพยักหน้าก่อนถามต่อว่า “อีกกี่วันถึงจะเสร็จ?”
ช่างหลิวคำนวณอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกยี่สิบวันเป็นอย่างน้อย”
“ยี่สิบวันหรือ?”
หลี่ฉีขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ได้! ว่าแต่ หม้อที่ทำเสร็จแล้วเก็บไว้ที่ใด? ข้าอยากดูเสียหน่อย จะสะดวกหรือไม่?”
“สะดวก ๆ คุณชายหลี่ เชิญตามข้ามา”
ช่างหลิวลุกขึ้นนำหลี่ฉีไปยังประตูไม้ที่ปิดอยู่ เมื่อเปิดออกสิ่งแรกที่เห็นคือผ้าสีขาวผืนใหญ่
ช่างหลิวดึงผ้าออกเผยให้เห็นหม้อเหล็กหลายสิบใบที่วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
ตัวหม้อเป็นทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางราวหนึ่งฟุต กลางหม้อมีท่อเหล็กทรงกรวยสูงประมาณสิบกว่าซม. ฐานหม้อก็ทำจากเหล็กเช่นกัน สูงสิบซม. เส้นผ่านศูนย์กลางสิบห้าซม. มีลักษณะเป็นทรงกรวย ปากแคบก้นกว้าง ด้านในเป็นโพรง มีช่องกลมหนึ่งช่อง ขนาดพอดีให้กำปั้นลอดเข้าไปได้
หลี่ฉีหยิบขึ้นมาหนึ่งใบ เขาพิจารณาอย่างละเอียดก่อนใช้มือเคาะเบา ๆ ก็ได้ยินเสียงดังกังวานใส
หลังจากดูอยู่ครู่ใหญ่หลี่ฉีก็วางหม้อลงแล้วถอนหายใจพลางส่ายหัว
“คุณชายหลี่ หรือว่ามีตรงไหนทำผิดพลาดไปหรือ?” ช่างหลิวถามขึ้นอย่างกังวล
หลี่ฉีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้ช่างหลิวแล้วกล่าวว่า “ดีมาก ข้าพอใจมาก”
แม้เขาจะพูดเช่นนั้น แต่จริง ๆ แล้วยังมีหลายอย่างที่ไม่ตรงใจนัก อย่างเช่นน้ำหนักของหม้อที่มากเกินกว่าที่คาดไว้มาก แต่ด้วยเทคโนโลยีในตอนนี้ได้เท่านี้ก็นับว่าเยี่ยมยอดแล้ว
อีกทั้งเดิมทีเขาหวังจะใช้ทองแดงเป็นวัสดุหลัก ทว่าราชสำนักได้ออกกฎหมายห้ามใช้ทองแดงไปแล้ว เขาย่อมไม่กล้าท้าทายกฎหมายของราชสำนัก จึงต้องใช้เหล็กแทน
ช่างหลิวได้ฟังก็เปลี่ยนจากกังวลเป็นยินดี เขาหัวเราะเบา ๆ สองสามที
หลี่ฉีล้วงหยิบแท่งเงินออกมาหลายชั่งแล้วยื่นให้ช่างหลิวก่อนกล่าวว่า “นี่เป็นเงินสิบเหลียง ท่านรับไว้ก่อน เมื่อทำครบทั้งหมดแล้ว ข้าจะให้เพิ่มอีกยี่สิบเหลียง”
ช่างหลิวรีบรับเงินมา เขาอมยิ้มจนปากแทบฉีกถึงใบหู นี่เป็นเงินงวดที่สองที่หลี่ฉีให้แก่เขา ตอนเริ่มงานได้รับมาแล้วสิบเหลียง คิดรวมแล้วหลี่ฉีจะจ่ายให้ถึงสี่สิบเหลียง นี่นับเป็นงานใหญ่มากสำหรับช่างหลิว เขาย่อมต้องเห็นความสำคัญและรีบพยักหน้ารับรองว่า “ขอรับ ๆ คุณชายหลี่วางใจได้เลย ข้ากับลูก ๆ จะรีบตีหม้อให้ครบหนึ่งร้อยใบโดยเร็วที่สุด”
หลี่ฉีส่ายหัวกล่าวว่า “ข้าไม่ได้เร่งนัก สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพ—อ้อ ก็คือทำให้ละเอียดประณีตเข้าไว้”
“ขอรับ ๆ เรื่องนี้ข้าเข้าใจดี” ช่างหลิวพยักหน้ารับ
หลี่ฉีพยักหน้าอีกครั้งก่อนจะกำชับว่า “เรื่องนี้นอกจากพวกท่านสามพ่อลูกแล้ว ข้าไม่อยากให้มีใครล่วงรู้ และหม้อเหล่านี้ข้าก็ไม่อยากให้มีใครเห็น”
คำพูดนี้หลี่ฉีเคยกำชับไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาแล้ว หาไม่ช่างหลิวคงไม่ใช้ผ้าขาวคลุมหม้อพวกนี้ไว้ พอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ากล่าวว่า “วางใจเถิดคุณชายหลี่ ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร”
“เช่นนั้นก็ดี! พวกท่านทำงานต่อเถิด ข้าขอตัวกลับก่อน”
หลังออกจากร้านตีเหล็ก หลี่ฉีเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วถอนหายใจยาว
เห็นได้ชัดว่าหม้อพวกนี้ก็คือ หม้อไฟถ่านแบบโบราณ นั่นเอง
หม้อไฟ!
อาหารที่มีเอกลักษณ์ความเป็นจีนแท้ ๆ นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินว่าจุ้ยเซียนจวีจะสามารถจุดกระแสได้ตั้งแต่ครั้งแรกหรือไม่ และยังเป็นไพ่ตายใบสำคัญที่หลี่ฉีถืออยู่ในมือ
แม้ว่าในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ ร้านอาหารในเปี้ยนจิงจะมีหม้อไฟจำหน่ายในฤดูหนาวอยู่แล้ว
แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย อีกทั้งวัฒนธรรมการกินหม้อไฟยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น รสชาติจำกัดและเรียบง่าย ห่างไกลจากแก่นแท้ของหม้อไฟอย่างแท้จริง
แต่สำหรับหลี่ฉีที่มาจากอีก 900 ปีข้างหน้า ในฐานะยอดพ่อครัวแล้ว เขาไม่มีอะไรจะคุ้นเคยไปกว่าหม้อไฟอีกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นหม้อไฟหม่าล่าฉงชิ่ง หม้อไฟเนื้อแกะเป่ยจิง หรือหม้อไฟทะเลกวางตุ้ง และหม้อไฟเลื่องชื่ออีกสิบกว่าชนิด เขาล้วนทำได้ทั้งสิ้น ซ้ำรสชาติยังแท้ต้นตำรับอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่หม้อไฟชื่อดังจากต่างประเทศเขาก็เคยลองศึกษา เขาเคยคิดจะนำหม้อไฟกระดาษของญี่ปุ่นมาดัดแปลง ทว่าโชคร้ายที่เขาไม่รู้ว่าวัสดุที่ใช้ทำกระดาษพิเศษชนิดนั้นคืออะไร จึงต้องล้มเลิกไป
เพียงแค่คำว่า "หม้อไฟ" ก็สามารถแตกแขนงออกไปเป็นอาหารได้หลายร้อยชนิด อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายที่มีรสนิยมแตกต่างกัน
แต่เหตุผลที่หลี่ฉีเลือกหม้อไฟไม่ใช่เพราะสิ่งนี้
ในตอนนี้จุ้ยเซียนจวีมีเพียงเขาคนเดียวที่ถือว่าเป็นพ่อครัวที่มีฝีมือ ส่วนอู๋เสี่ยวหลิวกับพี่น้องตระกูลเฉิน ระดับของพวกเขามากที่สุดก็เป็นได้แค่ลูกมือในครัว
หากเป็นเมื่อก่อนหลี่ฉีไม่มีทางให้คนระดับนี้เข้ามายุ่มย่ามใน "อาณาเขต" ของเขาแน่ แต่ตอนนี้เขาก็ทำได้แค่ยอมรับความเป็นจริง
หลี่ฉีเคยคิดจะจ้างพ่อครัวจากที่อื่นมา แต่พ่อครัวฝีมือดีต่างก็ถูกร้านอื่น ๆ หรือพวกเศรษฐีคหบดีจองตัวไปหมดแล้ว
อีกทั้งคนที่เขาไม่รู้จักเขาก็วางใจไม่ได้ ใครจะรู้ว่าพวกนั้นอาจเป็นสายสืบจากร้านอื่นแฝงตัวมา
ถ้าหากพ่อครัวในร้านแห่งหนึ่งมีฝีมือห่างชั้นกันเกินไป แบบนั้นย่อมไปไม่รอด
ด้วยเหตุนี้หลี่ฉีจึงเลือกหม้อไฟ
เพราะการปรุงน้ำซุปหม้อไฟไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก เขาคนเดียวก็จัดการได้ทั้งหมด ทำให้สามารถควบคุมทั้งครัวได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น