ปะทะคารม

หลี่ฉีก้มหน้าก้าวเท้าเดินกลับเข้าเมือง ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดว่าจะปรับปรุงจุ้ยเซียนจวีอย่างไรดี


“ท่านลุง ขออาหารให้ข้าสักหน่อยเถอะ ข้าหิวโซมานานแล้ว!”


“ท่านขุนนาง โปรดเมตตาให้ข้าสักหน่อยเถิด”


เดินไปได้ครู่หนึ่งหลี่ฉีก็สังเกตว่ารอบข้างเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย นี่ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย เพราะตอนที่เขามาไม่ได้เห็นว่ามีคนมากขนาดนี้


หลี่ฉีหันมองไปรอบตัวก่อนจะอุทานลั่น “แย่แล้ว! เดินผิดทาง!”


เหงื่อตกพลั่ก!


หลี่ฉีไม่คุ้นเคยเส้นทางในชานเมืองนัก เขามองซ้ายขวาแล้วพบว่าไม่มีป้ายบอกทางเลยแม้แต่ป้ายเดียว จะหันไปถามพวกผู้ลี้ภัยก็เกรงว่าจะถูกพวกเขารุมล้อมขึ้นมาเสียก่อน ที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ต่อให้ถูกปล้นจนหมดตัว เกรงว่าคงไม่มีใครรู้เรื่อง


จนใจนัก หลี่ฉีจึงตัดสินใจย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม


เดินมาได้ราวหนึ่งก้านธูป หลี่ฉีก็รู้สึกว่าทางเริ่มผิดแปลกไป ดูเหมือนก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ผ่านเส้นทางนี้มาก่อน


ขณะที่หลี่ฉีกำลังหงุดหงิดอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังกุกกักดังมาจากด้านหลัง


พอหันกลับไปมองก็เห็นกลุ่มผู้ลี้ภัยกำชามอันเก่าคร่ำคร่าไว้แน่น พร้อมกับวิ่งกรูเข้ามาเหมือนคนเสียสติ


เกิดอะไรขึ้นกันแน่!


หลี่ฉีตกใจจนยืนอึ้งอยู่กับที่ จ้องมองพวกผู้ลี้ภัยที่กรูกันเข้ามาราวกับหมาป่าหิวโซ


เคราะห์ดีที่พวกนั้นไม่ได้พุ่งเข้าหาเขา กลับวิ่งผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง


รอจนพวกผู้ลี้ภัยวิ่งผ่านไปหมดแล้ว หลี่ฉีถึงได้สติกลับมา พอรู้สึกตัวแผ่นหลังก็เปียกโชกไปหมด


เล่นเอาข้าตกใจแทบตาย!


หลี่ฉีหอบหายใจแรงก่อนจะตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ


นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าข้างหลังข้ามีอสูรร้าย ภูตผีปีศาจ หรือไม่ก็เสือดาวกับหมาป่าอยู่?


รีบชิ่งก่อนจะดีกว่า!


หลี่ฉีเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว


เดินมาได้อีกราวหนึ่งลี้ เขาก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาจากพุ่มไม้ด้านซ้าย


“ให้ข้า ให้ข้าเถอะ…!”


“นี่ของข้า…!”


“ขอร้องเถิด ขอเพิ่มอีกสักอันเถอะ ลูกข้าไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว…!”


มีทั้งเสียงชายหญิงเป็นระยะ ๆ และเสียงเด็กร้องไห้ดังแทรกเข้ามา


เกิดอะไรขึ้นกันแน่?


หลี่ฉียืนลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ไหว ตัดสินใจเดินไปตามทิศทางที่มีเสียงดังมา


เมื่อเขาเดินฝ่าพุ่มไม้เข้าไปก็พบว่าด้านในเป็นที่ราบกว้างโล่ง


กลางลานหญ้าแห่งนั้นมีเพิงฟางหลังเล็กตั้งอยู่ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต่างเบียดเสียดกันเข้าไปข้างใน ส่วนพวกที่เดินออกมาในมือมีก้อนหมั่นโถวขนาดใหญ่คนละลูก ท่าทางดีอกดีใจ


พอเห็นดังนั้นหลี่ฉีก็ถึงบางอ้อ ที่แท้มีคนมาแจกอาหารนี่เอง มิน่าล่ะเมื่อครู่พวกนั้นถึงได้วิ่งกันเป็นบ้าเป็นหลัง


ทันใดนั้นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังมาจากในเพิง


“อย่าแย่งกันทีละคน ๆ มีให้ทุกคนแน่!—โอ๊ย อย่าแย่งกันสิ!”


หืม? เสียงนี้คุ้นหูจริง ๆ!


หลี่ฉีรู้สึกว่าต้องเคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหนมาก่อน เขาจึงก้าวเข้าไปดูให้แน่ชัด แต่เพราะผู้ลี้ภัยเยอะเกินไป ทำให้มองไม่เห็นว่าใครเป็นคนพูด


หลี่ฉีไปยืนอยู่ด้านหลังฝูงชนพร้อมกระโดดขึ้นลงสองสามครั้ง


เขาเห็นเลือนรางว่าข้างในมีห้าคน เป็นชายแต่งกายเหมือนคนรับใช้สี่คนและหญิงสาวในชุดสาวใช้หนึ่งคน ข้างหน้าพวกเขามีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ บนโต๊ะมีตะกร้าหวายใบใหญ่สี่ใบที่เต็มไปด้วยหมั่นโถว


ข้ารับใช้สี่คนนั้นหลี่ฉีไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว แต่หญิงสาวผู้นั้นกลับดูคุ้นตายิ่งนัก


หลี่ฉีขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพลันนึกขึ้นได้ อ๊ะ! นี่มันสาวใช้ที่เคยมาซื้อเต้าหู้เหม็นที่จุ้ยเซียนจวีครั้งก่อนนี่เอง... ชื่ออะไรนะ? เขาพึมพำกับตัวเอง โอ้ ใช่แล้ว เซียงเอ๋อร์! เป็นสาวใช้ของแม่นางไป๋อะไรนั่นนี่เอง


แม่นางไป๋? หรือว่า... นางก็อยู่แถวนี้?


ภาพของไป๋เฉี่ยนนั่ว หญิงงามผู้ฉลาดเป็นกรดคนนั้นผุดขึ้นมาในหัวของหลี่ฉี เขาคิดในใจว่าแม่สาวน้อยคนนั้นหัวไวเกินไป ข้าอย่าไปยุ่งกับนางเลยจะดีกว่า


คิดได้ดังนั้นหลี่ฉีก็รีบหันหลังเตรียมจากไป


แต่ยังไม่ทันเดินไปได้สองก้าวก็ได้ยินเสียงตวาดจากด้านหลัง “หยุดเดี๋ยวนี้!”


โอย! จะซวยอะไรขนาดนี้!


พอได้ยินเสียงหลี่ฉีก็รู้ทันทีว่าเป็นแม่นางไป๋ เขาถอนหายใจและหันกลับไปอย่างไม่เต็มใจ แล้วก็เห็นหญิงสาวรูปงามคนหนึ่งยืนอยู่ทางซ้ายของเพิงฟาง


หญิงสาวผู้นี้ก็คืออัจฉริยะอันดับสองแห่งเมืองตงจิง ไป๋เฉี่ยนนั่ว


หลี่ฉีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะแสร้งทำท่าประหลาดใจ ประสานมือกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “อ้อ! ที่แท้เป็นแม่นางไป๋ ยินดีที่ได้พบ ยินดี ๆ”


ไป๋เฉี่ยนนั่วเดินเข้ามาใกล้ แม้ในดวงตาจะมีร่องรอยความอ่อนล้า แต่ก็ยังเหลือบมองหลี่ฉีอย่างเย็นชาแล้วถามว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายหลี่มาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด?”


แย่แล้ว! ข้าไปทำอะไรให้นางขุ่นเคืองอีกแล้วเนี่ย?


หลี่ฉีจับน้ำเสียงของนางได้ว่าเต็มไปด้วยความเป็นศัตรูต่อตนเอง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาหัวเราะก่อนกล่าวว่า “ข้าผ่านมาแถวนี้ เห็นว่ามีคนทำบุญแจกอาหารเลยเข้ามาดูว่าผู้ใจบุญท่านใดเป็นคนทำ ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นแม่นางไป๋! โอ้โห ไม่เพียงแต่รูปโฉมงดงาม ยังมีจิตใจเมตตาอีก ช่างหาได้ยากยิ่ง หาได้ยากจริง ๆ!”


ไป๋เฉี่ยนนั่วดูจะไม่ได้หลงกลคำเยินยอของหลี่ฉี นางกลับแค่นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “คุณชายหลี่ปากหวานสมคำร่ำลือ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้ไปที่ไหนก็มีแต่คนต้อนรับ ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ตัวข้าน้อยช่างนับถือยิ่งนัก!”


คำพูดเสียดสีของไป๋เฉี่ยนนั่ว หลี่ฉีย่อมฟังออก เขาอดโมโหไม่ได้ ข้าชมเจ้าออกปากขนาดนี้ เจ้าไม่รับไว้ก็ช่างเถิด แต่กลับมาแขวะข้าอีก ช่างไม่รู้จักบุญคุณ! คิดได้ดังนั้น เขาก็กล่าวเสียงเย็นชา “แม่นางไป๋ คำพูดนี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”


“หมายความว่าอย่างไร? หรือเจ้าจะบอกว่าไม่รู้จริง ๆ?”


ไป๋เฉี่ยนนั่วแค่นเสียงก่อนกล่าวด้วยความโกรธว่า “ตอนแรกพี่หญิงหวังเมตตารับเจ้ามาดูแล ทั้งให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่พักพิง เจ้าจะไม่ตอบแทนบุญคุณก็นับว่าแล้วไป แต่เหตุใดจึงต้องป้ายสีใส่นางอีก? ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหิวเงินจนลอบไปสมคบกับไช่หยวนไว่ลับหลังพี่หญิงหวังกับลุงอู๋ แล้วยังแอบขายสูตรเต้าหู้เหม็นให้เขาโดยพลการ คนทรยศไร้ยางอายเช่นเจ้า ยังกล้าตราหน้าผู้อื่นว่า ‘อกตัญญูไร้คุณธรรม’ อีกหรือ? ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”


แม่สาวนี่มันช่างไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย! แล้วฮูหยินฉินก็อีกคน ทำไมมีเรื่องอะไรก็ต้องไปเล่าให้แม่นี่ฟังหมด ไม่รู้จักเก็บความลับบ้างเลยหรือไง!


หลี่ฉีเป็นชายชาตรีแท้ ๆ ถูกหญิงสาวคนหนึ่งมาด่าจนเสียหายแบบนี้ จะให้ทนเฉยได้อย่างไร เขาหัวเราะเย็นพลางกล่าวว่า “แล้วเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? เรื่องของจุ้ยเซียนจวีเป็นเรื่องภายในของพวกข้า เจ้าเป็นคนนอกมีสิทธิ์อะไรจะมายุ่ง? อีกอย่าง สูตรเต้าหู้เหม็นเป็นของข้า ข้าจะขายให้ใครก็เรื่องของข้า เจ้าจะมายุ่งอะไรกัน?”


“เจ้า—!”


ไป๋เฉี่ยนนั่วโมโหจนพูดไม่ออก ก่อนจะตวาดว่า “คนต่ำทรามเยี่ยงเจ้า ควรค่าแก่การถูกกำจัด!”


“กำจัดพี่สาวเจ้าเถอะ!”


หลี่ฉีสบถในใจก่อนจะแสยะยิ้มกล่าวว่า “โอ้ ข้าขายสูตรเต้าหู้เหม็นให้ไช่หยวนไว่ ข้าเลยเป็นคนเลวสมควรถูกฆ่า แต่เจ้าขายโคลงให้เขา เจ้ากลับเป็นคนดีผู้มีคุณธรรม หาเงินโดยชอบธรรม ควรค่าแก่การยกย่องจากคนทั้งปวง? มีที่ไหนกันเล่า! ข้าว่าเรื่องนี้มันก็แค่พี่ใหญ่เจอน้องรอง ใครก็อย่ามาเที่ยวสอนใครเลยจะดีกว่า”


ไป๋เฉี่ยนนั่วโมโหจนเสียงสั่น “เจ้านี่มันช่างเถียงคำไม่ตกฟาก! ข้าขายโคลงให้เขาเป็นเรื่องส่วนตัวของข้า ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น! แต่เจ้าเล่า? เจ้าคิดถึงจุ้ยเซียนจวีบ้างหรือไม่? เจ้าคิดถึงฮูหยินฉินบ้างหรือไม่? แล้วเรื่องที่เจ้าป้ายสีพี่หญิงหวัง เจ้าจะชดใช้อย่างไร?”


“แม่นางนี่มันช่างน่ารำคาญนัก! ข้าขอถามเจ้าหน่อยเถอะ ข้าไปป้ายสีฮูหยินตอนไหน? หรือเจ้ากินหมั่นโถวจนโง่ไปแล้ว?” หลี่ฉีสวนกลับทันควัน


ไป๋เฉี่ยนนั่วขมวดคิ้วแน่น นางโกรธจนตัวสั่น “ยังจะกล้าปฏิเสธอีก! เสี่ยวเถาเล่าให้ข้าฟังหมดแล้วว่าวันนั้นเจ้าด่าพี่หญิงหวังต่อหน้าลุงอู๋ว่า—! ฮึ! ลุงอู๋คงตาบอดไปแล้วที่รับเลี้ยงหมาป่าตาเดียวอย่างเจ้าไว้!”


สองวันก่อนนางแวะไปที่จวนฉิน เห็นว่าท่านหญิงฉินกับสาวใช้มีสีหน้าต่างไปจากปกติก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น นางจึงลองหยั่งเชิงถามฮูหยินฉินดู ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมพูดอะไร นางเลยไปถามเสี่ยวเถาแทน


เสี่ยวเถาเป็นคนจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งอายุยังน้อย จึงไม่เข้าใจเจตนาของหลี่ฉีในตอนนั้น ภายหลังเมื่อนางเห็นว่าฮูหยินฉินคุกเข่าร้องไห้หน้าป้ายวิญญาณของสามีผู้ล่วงลับก็แน่ใจว่าเป็นเพราะหลี่ฉีพูดจาทำร้ายนางอีกแน่ ดังนั้นจึงเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจเต็มอก พอไป๋เฉี่ยนนั่วมาถามเรื่องนี้พอดี นางจึงเททุกอย่างออกมาไม่มีกั๊ก กล่าวโทษหลี่ฉีเสียจนเลวไม่มีชิ้นดี


ไป๋เฉี่ยนนั่วฟังคำบอกเล่าที่มีเพียงด้านเดียวก็แทบจะโกรธจนอกระเบิดออกมา นางถึงกับอยากจะไปหาหลี่ฉีทันทีเพื่อทวงความเป็นธรรมให้ฮูหยินฉิน แต่พอคิดดูอีกทีนี่ก็เป็นเรื่องภายในของจวนฉิน ฮูหยินเองยังไม่ได้กล่าวอะไร นางในฐานะคนนอกก็ไม่ควรยุ่ง


ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะมาพบหลี่ฉีเข้าโดยบังเอิญ อย่างไรนางก็ไม่อาจกลืนความโกรธนี้ลงไปได้



ตอนก่อน

จบบทที่ ปะทะคารม

ตอนถัดไป