โชคชะตาของข้าที่ต้องตรากตรำตลอดชีวิต
“โอ้? มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? เหตุใดข้าจึงไม่รู้เลย?” หลี่ฉีแสร้งทำเป็นตกใจกล่าว
ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นว่าเขายังพยายามแถไถอยู่ ก็หัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “กลยุทธ์ ‘ตีวงล้อม’ ของเจ้าช่างแนบเนียนเสียจริง!”
คราวนี้หลี่ฉีถึงกับหมดคำพูด เขารู้มานานแล้วว่าซ่งอวี่เฉินเป็นพวกหัวกลวง แต่ไม่นึกว่าจะกลวงถึงเพียงนี้ สมแล้วที่จีบหญิงทีไรก็ล้มเหลวทุกครั้ง
ใครจะรู้ว่าปกติซ่งอวี่เฉินก็ถือว่าเป็นคนหัวไวไม่น้อย เพียงแต่พอเจอกับไป๋เฉี่ยนนั่วเข้า เขากลับกลายเป็น ‘น้ำเต้าลอยน้ำ’ ถูกกดให้จมลงไปเรื่อย ๆ มีแต่จะเป็นฝ่ายถูกเล่นงานอยู่ร่ำไป
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาซ่งอวี่เฉินทำตามคำแนะนำของหลี่ฉี ใช้กลยุทธ์ตีวงล้อมเพื่อเอาใจคนรอบข้างของไป๋เฉี่ยนนั่ว ซึ่งก็ได้ผลดีไม่น้อย
แต่อัจฉริยะหญิงอันดับสองแห่งเมืองตงจิงไม่ได้มีชื่อเสียงมาเพียงลมปาก ไป๋เฉี่ยนนั่วสังเกตว่าคนรอบตัวต่างพากันชมเชยซ่งอวี่เฉินมากผิดปกติ นางจึงรู้ทันทีว่าต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง นางจึงส่งรอยยิ้มให้ซ่งอวี่เฉินเล็กน้อยก่อนใช้คำพูดหลอกล่อ
ซ่งอวี่เฉินเห็นว่าไป๋เฉี่ยนนั่วมีท่าทีที่ดีขึ้นกับตนก็ปลื้มปิติถึงขนาดแทบจะควักหัวใจออกมาให้
ไป๋เฉี่ยนนั่วใช้เล่ห์เหลี่ยมอีกเล็กน้อย แล้วซ่งอวี่เฉินจะทนไหวได้อย่างไร? ท้ายที่สุดก็เผยเรื่องที่ตนพูดคุยกับหลี่ฉีในวันนั้นออกมาจนหมด
“เป็นอย่างไร? เจ้าพูดอะไรไม่ออกแล้วหรือ?” ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นหลี่ฉีอึ้งจนเงียบไป ก็ยิ้มพลางถาม
ถึงขั้นนี้แล้ว หลี่ฉีจะไม่ยอมรับก็ไม่ได้ เขาพยักหน้ากล่าวว่า “ใช่ ข้าผิดเอง เอาเถอะ เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าแล้ว ถือว่าเราเสมอกัน”
ทันใดนั้นไป๋เฉี่ยนนั่วกลับก้มตัวลงคำนับกล่าวว่า “เสี่ยวหนี่ว์(เด็กสาว)ขอขอบคุณชายหลี่เป็นอย่างยิ่ง”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ฉีถึงกับทั้งขำทั้งเซ็ง “เฮ้อ แม่นางไป๋ เจ้าอยากให้ข้าขอโทษเจ้าขนาดนั้นเลยหรือ?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วหัวเราะ “ข้าเป็นคนแยกแยะบุญคุณและความแค้นชัดเจน เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน จะเอามาปะปนกันไม่ได้”
“เจ้านี่มันร้ายจริง ๆ!”
หลี่ฉียอมแพ้อย่างสิ้นเชิง ค้อมตัวให้สุดพร้อมกล่าวว่า “หากข้าได้ล่วงเกินไป๋เฉี่ยนนั่วไป ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง!”
ไป๋เฉี่ยนนั่วที่สามารถเอาคืนได้หนึ่งกระบวนท่าก็ยิ้มกว้างทันที นางพยักหน้าพลางกล่าวว่า “เอาเถอะ เห็นแก่เจ้าขอโทษด้วยความจริงใจ ข้าจะไม่ถือสาหาความเจ้าก็แล้วกัน แต่ถ้าครั้งหน้าข้ารู้ว่าเจ้าไปพูดให้ร้ายข้าลับหลังอีก ข้าจะไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แน่”
บัดซบ! ต่อให้มีดจ่อคอข้า ข้าก็จะไม่ทำเรื่องโง่เง่าแบบนั้นอีกแล้ว!
หลี่ฉีกรอกตาแล้วถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด
ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นท่าทางหงุดหงิดของเขาก็หัวเราะเบา ๆ พลางปิดปาก
ระหว่างที่สนทนากัน หมั่นโถวที่ไป๋เฉี่ยนนั่วนำมาก็ถูกแจกจ่ายจนหมด เหล่าผู้ลี้ภัยที่ได้รับหมั่นโถวต่างพากันเดินเข้ามาคำนับขอบคุณนาง
“แม่นางไป๋ ท่านช่างมีจิตใจเมตตาประดุจพระโพธิสัตว์—!”
“ขอบคุณแม่นางไป๋—!”
ไป๋เฉี่ยนนั่วชะงักไปเล็กน้อยก่อนรีบเข้าไปประคองพวกเขาขึ้น “ทุกท่านรีบลุกขึ้นเถิด ข้าไม่อาจรับพิธีใหญ่โตเช่นนี้ได้”
เซียงเอ๋อร์และเหล่าคนรับใช้ทั้งสามก็รีบเข้ามาช่วยพยุงผู้ลี้ภัยที่กำลังคุกเข่ากราบขอบคุณ
การกระทำของไป๋เฉี่ยนนั่วทำให้หลี่ฉีรู้สึกปั่นป่วนใจ เขาถอนหายใจ ก่อนเดินเข้าไปช่วยประคองพวกเขาด้วย
เมื่อทุกคนลุกขึ้นยืนแล้ว หลี่ฉีที่กำลังตื่นเต้นก็ประกาศเสียงดังว่า “พรุ่งนี้เวลานี้ แม่นางไป๋จะมาแจกเสบียงอาหารที่นี่อีก ทุกท่านอย่าลืมมาตั้งแต่เช้าเล่า!”
ประโยคง่าย ๆ ประโยคเดียวกลับทำให้เหล่าผู้ลี้ภัยซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก พวกเขาแทบจะคุกเข่าลงอีกครั้ง โชคดีที่หลี่ฉีและไป๋เฉี่ยนนั่วรีบห้ามไว้ทัน
หลังจากพูดกล่อมอยู่ครู่หนึ่ง ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นจึงทยอยกันจากไป
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว หลี่ฉีก็ถอนหายใจยาวก่อนเหลือบมองไป๋เฉี่ยนนั่ว เมื่อเห็นนางกำลังจ้องเขานิ่ง ๆ เขาจึงหัวเราะกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น แค่เงินค่าหมั่นโถว ข้ายังพอจ่ายไหวอยู่ แต่อาจต้องรบกวนพวกเจ้าไปซื้อมาอีกครั้ง”
ไป๋เฉี่ยนนั่วอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเอ่ยไม่ออก ดวงตานางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ท้ายที่สุดนางก็กล่าวเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ”
หลี่ฉีเย้าหยอกว่า “ถ้าเจ้าจะขอบคุณข้าจริง ๆ ก็ช่วยพาข้ากลับไปหน่อยเถอะ ข้าไม่ปิดบังเจ้าหรอก ว่าข้าหลงทางมา จึงบังเอิญเดินมาถึงที่นี่”
ไป๋เฉี่ยนนั่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนหัวเราะออกมา
หลังจากกำชับเซียงเอ๋อร์เรื่องงานที่เหลือแล้ว ไป๋เฉี่ยนนั่วก็พาหลี่ฉีเดินกลับเข้าเมือง
ระหว่างทางหลี่ฉีเห็นผู้ลี้ภัยตามข้างถนน จึงถามด้วยความสงสัยว่า “แม่นางไป๋ พวกเขามาจากที่ใดกัน?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วถอนหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า “พวกเขาเดิมทีเป็นชาวซ่งที่อาศัยอยู่ในแคว้นเหลียว ช่วงนี้เหลียวกำลังรบกับแคว้นจิน บ้านเมืองของพวกเขาถูกกองทัพจินเข้ายึดครอง จึงต้องอพยพหนีมาที่นี่”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง!”
หลี่ฉีรู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ดี ตอนสุดท้ายแคว้นเหลียวก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับแคว้นจินอยู่ดี เขาถอนหายใจกล่าวว่า “น่าเสียดายที่เรามีกำลังจำกัด ช่วยพวกเขาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น”
“ช่วยได้เท่าไรก็เท่านั้นเถิด ข้าขอแค่ทำตามใจที่มุ่งมั่นก็พอ”
ไป๋เฉี่ยนนั่วถอนหายใจพลางกล่าวอย่างเศร้าสลด “น่าเสียดายที่ช่วงนี้ทางการเอาแต่เกณฑ์ทหารและขึ้นภาษี ไม่อาจให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้เลย”
“หวังพึ่งทางการรึ?”
หลี่ฉีหัวเราะเยาะ “เจ้ายังไม่สู้หวังให้หมั่นโถวตกลงมาจากฟ้าจะดีกว่า”
ไป๋เฉี่ยนนั่วหัวเราะเล็กน้อย “เจ้าพูดจาไม่รักษาน้ำใจใครเลยจริง ๆ แต่ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง พวกเขาสุดท้ายก็ต้องพึ่งตนเอง”
“สุดท้ายก็ต้องพึ่งตนเองหรือ?”
หลี่ฉีขมวดคิ้วก่อนที่สายตาของเขาจะสว่างวาบขึ้นมาทันที เขาหันไปยิ้มให้ไป๋เฉี่ยนนั่วแล้วกล่าวว่า “แม่นางไป๋ เจ้าว่าระหว่างการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหนึ่งพันคนเพียงวันเดียว กับช่วยเหลือคนยี่สิบคนไปตลอดชีวิต อันไหนยากกว่ากัน?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่านางยังไม่เข้าใจว่าหลี่ฉีถามเช่นนี้ทำไม จึงตอบไปว่า “แน่นอนว่าการช่วยเหลือไปตลอดชีวิตย่อมยากกว่า เจ้าถามเช่นนี้ทำไม?”
หลี่ฉียิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วกล่าวว่า “ข้าอยากทำธุรกิจกับเจ้า”
“เจ้าคิดจะทำธุรกิจกับข้าอีกแล้วหรือ?” ไป๋เฉี่ยนนั่วมองหลี่ฉีอย่างระแวดระวัง “ถ้าเป็นธุรกิจต้มตุ๋นละก็ ข้าแนะนำให้เจ้าไปหาคนอื่นเถอะ”
หลี่ฉียิ้มแหย ๆ แล้วกล่าวว่า “วางใจเถอะ ข้ามีเงินแล้ว ไม่ต้องให้เจ้าขายกลอนให้ท่านไช่อีกแล้ว สิ่งที่ข้าหมายถึงคือ ข้าจะออกเงิน ส่วนเจ้าช่วยคัดเลือกผู้ลี้ภัยชายสิบคน หญิงสิบคน อายุระหว่างสิบห้าถึงสามสิบปี สุขภาพแข็งแรง หน้าตาและรูปร่างธรรมดาก็พอ จากนั้นให้เจ้าหาที่อยู่ให้พวกเขา และยังต้องสอนพวกเขาอ่านออกเขียนได้ ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน ขอแค่ให้พวกเขารู้จักตัวอักษรที่เกี่ยวกับอาหารก็พอ ว่าอย่างไร?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วได้ยินดังนั้นก็ตระหนักขึ้นมาในทันที นางกล่าวว่า “เจ้าต้องการให้พวกเขาไปช่วยงานที่จุ้ยเซียนจวีหรือ?”
ในดวงตาของหลี่ฉีมีแววชื่นชมปรากฏขึ้น เขาพยักหน้ากล่าวว่า “ถูกต้อง ข้าคิดเช่นนั้น”
ไป๋เฉี่ยนนั่วถามด้วยความสงสัย “แต่โรงเตี้ยมส่วนใหญ่ล้วนใช้แรงงานชาย เหตุใดเจ้าต้องการหญิงด้วย?”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องรู้ ข้ามีแผนการของข้าเอง” หลี่ฉีส่ายหน้าแล้วยิ้ม “หากเจ้าตกลงก็ทำไป แต่ถ้าไม่อยากทำ ก็ถือว่าข้าไม่เคยพูดเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
ไป๋เฉี่ยนนั่วขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “แล้วเจ้าจะออกเงินเท่าไร?”
หลี่ฉีคำนวณอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “หนึ่งร้อยตำลึง คิดว่าคงพอซื้อหมั่นโถวได้ ส่วนเรื่องแบ่งปันอย่างไร เจ้าจัดการเองก็แล้วกัน”
ไป๋เฉี่ยนนั่วฟังแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจ และยิ้มออกมาเล็กน้อย “ดูเหมือนว่าเจ้าจะลืมใครไปคนหนึ่งนะ?”
“ใคร?” หลี่ฉีถามด้วยความแปลกใจ
ไป๋เฉี่ยนนั่วแค่นเสียง “เจ้าจ่ายเงิน เจ้าก็ได้คนมาใช้งาน แต่ข้าล่ะ? ข้าช่วยหาที่อยู่ให้พวกเขา ยังต้องสอนพวกเขาอ่านออกเขียนได้ แล้วข้าได้อะไร?”
หลี่ฉีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้ากล่าวว่า “เจ้าพูดผิดแล้ว อย่างไรเล่าเจ้าถึงว่าเจ้ากำลังช่วยข้า? เจ้ากำลังช่วยจุ้ยเซียนจวี ช่วยฮูหยิน ช่วยเหล่าผู้ลี้ภัย เจ้าเองก็พูดอยู่เสมอว่าเจ้ากับฮูหยินสนิทกันประหนึ่งพี่น้อง เจ้าไม่คิดจะช่วยเรื่องเล็ก ๆ เช่นนี้เลยหรือ?”
“ล้อกันเล่นหรือ? ท่านไช่ยังต้องจ่ายเงินมหาศาลให้เจ้าเพื่อขอคำกลอน ข้าหลี่ฉีจะมีเงินเหลือมาจ้างเจ้าได้อย่างไร!”
“เจ้าอย่าพยายามยกฮูหยินขึ้นมาอ้างอีกเลย แต่เดิมเจ้าก็บอกว่าจะทำธุรกิจกับข้า ในเมื่อเป็นธุรกิจ พวกเราก็ต้องคิดบัญชีให้ถูกต้อง” ไป๋เฉี่ยนนั่วกล่าวพลางแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
"ผู้หญิงคนนี้ฉลาดเกินไปแล้วมิใช่หรือ? ในสมัยโบราณมิใช่ว่าถือว่าหญิงไร้ปัญญาถึงจะเป็นคุณธรรมอันดีเลิศหรอกหรือ?"
หลี่ฉีบ่นพึมพำอยู่ในใจก่อนกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นเจ้าลองบอกข้ามาก่อนว่า เจ้าต้องการอะไรเป็นเงื่อนไข แต่ข้าขอพูดให้ชัดเจนก่อนนะ เงินข้ามีเท่านี้ ถ้าเจ้าคิดจะหากำไรจากเงินนี้ เจ้าก็ลดปริมาณอาหารของผู้ลี้ภัยลงเสีย ให้พวกเขากินแค่วันละมื้อ มื้อละหมั่นโถวหนึ่งลูก ข้าคาดว่าเจ้าคงโกยกำไรได้สักห้าสิบหรือหกสิบตำลึงกระมัง"
"แหวะ! ข้าไม่ได้เลวทรามเช่นเจ้าเสียหน่อย"
ไป๋เฉี่ยนนั่วแก้มแดงขึ้นมาเล็กน้อย นางแค่นเสียงแล้วกล่าวว่า "วางใจเถิด ข้ามิได้คิดจะโกงเงินของเจ้า"
"ไม่เอาเงิน? เช่นนั้นก็ว่ากันง่ายแล้ว"
หลี่ฉีหัวเราะหึ ๆ แล้วกล่าวว่า "หรือว่าเจ้าหมายปองตัวข้า?"
ไป๋เฉี่ยนนั่วขมวดคิ้วขึ้นด้วยความขุ่นเคือง "หากเจ้าพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะไม่ทำธุรกิจกับเจ้าแล้ว!"
"เฮ้ ๆ ข้าก็แค่ล้อเล่น เจ้าถึงกับต้องเอาจริงเอาจังขนาดนี้เลยหรือ? เอาล่ะ ๆ ข้าไม่พูดแล้ว เจ้าว่ามาเถอะ"
ไป๋เฉี่ยนนั่วกลอกตาใส่เขาก่อนกล่าวว่า "เงื่อนไขของข้านั้นง่ายมาก ประการแรก เจ้าต้องดูแลพวกเขาให้ดี ประการที่สอง เมื่อจุ้ยเซียนจวีทำกำไรได้แล้ว เจ้าต้องมาช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นประจำ และสุดท้าย คนทั้งยี่สิบคนนี้ ข้าเป็นหญิงเพียงลำพังคงดูแลพวกเขาไม่ไหว ดังนั้นเจ้าต้องช่วยข้าด้วย"
"สองข้อแรกไม่มีปัญหา แต่ข้อที่สาม..." หลี่ฉีทำหน้าเหมือนลำบากใจ "เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ชะตาของจุ้ยเซียนจวีขึ้นอยู่กับข้าคนเดียว ข้ากำลังยุ่งจนหัวหมุน แม้แต่จะไปส้วมยังต้องวางแผนล่วงหน้าหนึ่งวัน"
"เช่นนั้นเจ้าไปหาคนอื่นเถิด" ไป๋เฉี่ยนนั่วกล่าวเรียบ ๆ นางย่อมไม่เชื่อคำพูดเหลวไหลของหลี่ฉี
หลี่ฉีเห็นสีหน้าของไป๋เฉี่ยนนั่วที่ไม่ยอมอ่อนข้อก็แอบเบะปาก ก่อนจะคิดคำนวณในใจ ขณะนี้จุ้ยเซียนจวีกำลังจะเปิดกิจการใหม่ ต้องการแรงงานอย่างยิ่ง และคนพวกนี้ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก หากเขาให้พวกเขาได้กินอิ่ม นั่นก็จะทำให้พวกเขาทำงานถวายหัวเพื่อเขาได้ ที่สำคัญคือในเมืองไม่มีหญิงใดอยากทำงานในโรงเตี้ยมแน่ ๆ เมื่อตรึกตรองดีแล้วจึงพยักหน้า "ก็ได้ ๆ ข้าตกลง เฮ้อ... ใครใช้ให้ข้าเกิดมาเป็นคนที่ต้องเหนื่อยยากเล่า"
"เช่นนี้ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย" ไป๋เฉี่ยนนั่วเม้มปากพลางกล่าว
"เช่นนั้น เจ้าตกลงใช่หรือไม่?"
"ฮึ ถือว่าข้าทำเพื่อพี่หญิงหวังแล้วกัน"
"เมื่อครู่นี้เจ้ายังบอกเองว่า ธุรกิจก็คือธุรกิจ แล้วไฉนตอนนี้ถึงบอกว่าทำเพื่อฮูหยินอีกเล่า?"
"เจ้า... เจ้าเดินกลับไปเองเถิด ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว!"
"เฮ้ย! อย่านะ นี่มันที่บ้าอะไรกัน? เฮ้ เจ้าอย่าหนีนะ!"