ปล่อยนกพิราบ
หลี่ฉีและอู๋ฝูหรงออกจากจวนตระกูลฉินแล้วรีบตรงไปยังเมืองเหนือทันที ที่นั่นสถานการณ์กลับรุนแรงยิ่งกว่าที่หลี่ฉีจินตนาการไว้ ร้านสาขาของ "เฟยชุ่ยเซวียน" ตั้งอยู่ห่างจาก "หยางโหลว" ไม่ถึงหนึ่งลี้ ชัดเจนว่าเปิดมาเพื่อตั้งตัวเป็นคู่แข่งโดยตรง แถมกิจการยังรุ่งเรืองเป็นพิเศษ ในทางกลับกันหยางโหลวกลับดูเงียบเหงาไปถนัดตา
ยิ่งไปกว่านั้น เต้าหู้เหม็นของร้านสาขาเฟยชุ่ยเซวียนขายเพียง 250 เหวินต่อจาน ถูกกว่าร้านหลักถึง 50 เหวินเต็ม ๆ
หลังจากสืบข่าวเรียบร้อยแล้ว หลี่ฉีและอู๋ฝูหรงก็กลับไปยังจวนตระกูลฉิน
ฮูหยินฉินเห็นทั้งสองกลับมาก็รีบถามทันทีว่า “สถานการณ์ทางฝั่งหยางโหลวเป็นอย่างไรบ้าง?”
อู๋ฝูหรงส่ายหัวก่อนจะเล่าข่าวที่พวกเขาสืบมาให้ฮูหยินฉินฟัง
ฮูหยินฉินฟังจบก็ขมวดคิ้วแน่นแล้วเอ่ยว่า “มิน่าล่ะ เมื่อวานท่านจางถึงได้ร้อนรนขนาดนั้น” แล้วเว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองหลี่ฉีที่เอาแต่เงียบมาตลอดแล้วพูดว่า “ดูจากสถานการณ์เช่นนี้ ข้าเกรงว่าพวกเราคงไม่ควรเข้าไปพัวพันด้วยเพื่อไม่ให้เดือดร้อนเปล่า พรุ่งนี้ข้าจะบอกท่านจางตามตรงก็แล้วกัน”
“ไม่ได้ พวกเราไม่เพียงแต่จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ แต่ยังต้องช่วยหยางโหลวอย่างเต็มที่ด้วย” หลี่ฉีส่ายหน้ากล่าว
ฮูหยินฉินแปลกใจ “ทำไมล่ะ? ไม่ว่าฝ่ายไหนพวกเราก็ล้วนไม่อาจไปเป็นศัตรูด้วยได้ทั้งนั้น”
“ก็เพราะแบบนั้นไง พวกเราถึงต้องช่วยหยางโหลว”
หลี่ฉีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “การช่วยหยางโหลวตอนนี้ก็เท่ากับช่วยตัวเราเอง ลองดูแนวโน้มการขยายตัวของเฟยชุ่ยเซวียนสิ ไช่หมิ่นเต๋อชัดเจนว่าต้องการครองตลาดโรงเตี๊ยมในเปี้ยนจิง ถ้าตอนนี้พวกเราเลือกจะยืนดูเฉย ๆ แล้วปล่อยให้พวกเขาต่อสู้กันไปเอง สุดท้ายพอไช่หยวนไว่กำจัดหยางโหลวได้แล้ว เขาก็ต้องหันมาเล่นงานพวกเราแน่นอน เพราะร้านของเราก็อยู่ใกล้กับเฟยชุ่ยเซวียนมากเกินไป ไหนจะเรื่องที่พวกเรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไม่มีทางสู้เฟยชุ่ยเซวียนได้เลย ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกับหยางโหลวเพื่อถ่วงดุลพลัง ไม่ปล่อยให้เฟยชุ่ยเซวียนผูกขาดตลาดได้เพียงฝ่ายเดียว”
“เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่” อู๋ฝูหรงขมวดคิ้วพยักหน้า
ฮูหยินฉินขมวดคิ้ว “แต่เจ้าทำสัญญากับท่านไช่ไว้แล้ว ว่าจะไม่ขายสูตรเต้าหู้เหม็นให้ผู้อื่น แล้วเราจะช่วยท่านจางได้อย่างไร?”
หลี่ฉียิ้มบาง ๆ ไม่ตอบ แต่ย้อนถามกลับ “เมื่อวานท่านตอบจางหยวนไว่ไปว่าอย่างไร?”
ฮูหยินฉินตอบ “ข้าก็แค่บอกว่าจะต้องปรึกษากับลุงอู๋เสียก่อนแล้วค่อยให้คำตอบ”
“งั้นก็ดีเลย! การค้าครั้งนี้ เราได้เปรียบแน่นอน” หลี่ฉียกมุมปากยิ้ม
ฮูหยินฉินมองหลี่ฉีด้วยความแปลกใจ
อู๋ฝูหรงถามอย่างตื่นเต้น “เจ้ามีแผนอะไรดี ๆ หรือ?”
หลี่ฉียิ้ม “ถึงเราจะขายสูตรเต้าหู้เหม็นให้จางหยวนไว่ไม่ได้ แต่เราสามารถขายตัวเต้าหู้ให้เขาได้ไม่ใช่หรือ? ไหน ๆ น้ำหมักสี่ไหในห้องเก็บเหล้าก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว เอามาขายให้เขาเสียยังดีกว่า อย่างนี้ข้าก็ไม่ผิดสัญญากับไช่หยวนไว่ และเรายังทำกำไรจากเรื่องนี้ได้อีกด้วย”
อู๋ฝูหรงฟังจบดวงตาพราวขึ้นมาทันที เขารีบพยักหน้า “ดี! ข้าว่าแผนนี้ใช้ได้”
ฮูหยินฉินพยักหน้าเล็กน้อย แต่ยังมีสีหน้ากังวล “แผนเจ้าดูไม่เลว แต่ว่าท่านจางอาจจะไม่ยอมรับข้อเสนอนี้”
“เขาต้องยอมรับแน่นอน ท่านก็แค่บอกเรื่องสัญญาระหว่างเรากับไช่หยวนไว่ไปตามจริงก็พอ” หลี่ฉียิ้ม
ฮูหยินฉินแปลกใจ “หรือว่าเจ้าไม่ใช่คนที่จะไปเจรจากับเขาเอง?”
หลี่ฉียิ้ม “เรื่องแบบนี้แน่นอนว่าต้องให้ท่านเป็นคนไปเจรจาสิ คำพูดข้ายังไม่มีน้ำหนักพอ อย่าลืมว่าตามชื่อเสียงแล้วข้าเป็นแค่พ่อครัวของจุ้ยเซียนจวีเท่านั้น ข้าว่ากระทั่งลุงอู๋เองก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะไปคุยด้วยซ้ำ”
อู๋ฝูหรงจะไม่รู้กลอุบายของหลี่ฉีได้อย่างไร? แต่เขาเองก็เห็นด้วยกับแผนนี้เช่นกัน จึงรีบพยักหน้า “ใช่ ๆ”
ฮูหยินฉินมีสีหน้ากังวล “แต่ว่าข้ายังกังวล——”
นางพูดยังไม่ทันจบก็ถูกหลี่ฉีขัดขึ้นมา “ท่านไม่ต้องกังวลหรอก สิ่งที่ต้องคุยพรุ่งนี้ก็มีแค่สามเรื่อง หนึ่ง ปริมาณเต้าหู้เหม็นที่ต้องการ สอง ราคาขาย สาม เวลาส่งของ”
“ปริมาณไม่ใช่ปัญหา ขอแค่เขามีเงินจ่ายเท่าไหร่ก็ขายให้ได้ ส่วนราคา เต้าหู้เหม็นหนึ่งชั่งมีประมาณสิบห้าถึงสิบหกชิ้น เฟยชุ่ยเซวียนขายจานละ 250 เหวิน หนึ่งจานมีสิบชิ้น เราจะขายให้เขา 200 เหวินต่อชั่ง แบบนี้เราก็ยังได้กำไรอยู่ ส่วนเวลาส่งของ เราต้องไปดูที่ร้านลุงจางซานก่อน แต่ยังไงก็ต้องให้จางหยวนไว่รอสักสองสามวัน อย่างไรเสียไช่หยวนไว่ก็เพิ่งจ่ายเงินให้เราเยอะขนาดนั้น ต้องให้เขาได้ผลตอบแทนไปก่อนสักหน่อย รอจนเขาตั้งหลักที่เมืองเหนือได้ เราค่อยขายเต้าหู้ให้หยางโหลวที่โดนเฟยชุ่ยเซวียนกดขี่มาหลายวัน พอมีเต้าหู้เหม็นในมือก็ต้องตอบโต้กลับแน่นอน แล้วเมื่อสองเสือสู้กันเราก็นั่งรอเก็บผลประโยชน์อย่างสบายใจ”
แผนการอำมหิตอะไรเช่นนี้!
อู๋ฝูหรงที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับเหงื่อซึมทั่วแผ่นหลัง ขณะเดียวกันก็อดลอบดีใจไม่ได้ ที่ตอนนั้นรับหลี่ฉีมาอยู่ด้วย มิฉะนั้นวันนี้คงเป็นอีกสถานการณ์หนึ่งไปแล้ว
ฮูหยินฉินดูเหมือนจะรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ไม่ค่อยสมควร จึงหันไปมองอู๋ฝูหรงด้วยสายตาถามความเห็น อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อได้รับการยืนยันแล้วฮูหยินฉินจึงกล่าวว่า “งั้นก็ตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน”
ทันใดนั้นเองเสียงของเสี่ยวเถาก็ดังมาจากหน้าประตู “ฮูหยิน อู๋เสี่ยวหลิวมาขอพบ บอกว่ามีเรื่องด่วนจะเรียนคุณชายหลี่”
“มาหาข้าหรือ?” หลี่ฉีขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกสงสัยมากจึงหันไปบอกฮูหยินฉิน “ข้าขอตัวออกไปดูสักหน่อย”
ฮูหยินฉินพยักหน้า “ไปเถอะ”
พอหลี่ฉีมาถึงห้องโถงหน้า อู๋เสี่ยวหลิวก็พุ่งเข้ามาหาเขาทันที “พี่หลี่ เรื่องใหญ่แล้ว!”
หลี่ฉีตกใจ “เกิดอะไรขึ้น?”
อู๋เสี่ยวหลิวอ้ำอึ้ง “ก็...ก็...ไป๋...แม่นางไป๋มาแล้ว”
แม่นางไป๋?
หลี่ฉีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนต้องไปช่วยไป๋เฉี่ยนนั่วแจกจ่ายสิ่งของให้ผู้ประสบภัยที่ชานเมืองตะวันออก วันนี้เขามัวแต่ยุ่งเรื่องร้านจนลืมสนิท เขาลอบมองไปรอบ ๆ อย่างร้อนรน “นาง...นางมาที่จวนฉินหรือ?”
อู๋เสี่ยวหลิวส่ายหัว “ไม่ แต่ตอนนี้นางอยู่ที่ร้านและเรียกหาพี่หลี่โดยตรง แถมสีหน้ายังดูไม่ดีเลย”
โดนเบี้ยวนัด ใบหน้าจะดูดีได้ยังไง?
หลี่ฉีกลืนน้ำลายลงคอ เขามองดูท้องฟ้าและพบว่าดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ในใจพลันโอดครวญไม่หยุด ทำไมข้าถึงลืมนางไปได้กันนะ
เดิมทีเขาคิดว่าการไปจวนฉินคงใช้เวลาไม่นาน จากนั้นค่อยรีบไปพบไป๋เฉี่ยนนั่วก็ยังทัน แต่ใครจะคิดว่าเมื่อยุ่งขึ้นมาแล้ว เขากลับลืมเรื่องทุกอย่างไปเสียสิ้น
อู๋เสี่ยวหลิวเห็นหลี่ฉีเหงื่อแตกพลั่กก็กลืนน้ำลายก่อนจะถามว่า “พี่หลี่ หรือว่าพี่ไปล่วงเกินแม่นางไป๋เข้าแล้ว? พี่ไม่รู้หรอกหรือว่าครั้งก่อนที่เมืองใต้ มีเจ้าของโรงเตี๊ยมคนหนึ่ง——”
“พอได้แล้ว!”
หลี่ฉีตวาดเสียงดังขัดคำพูดของอู๋เสี่ยวหลิวกลางคัน “ข้ารำคาญจะแย่อยู่แล้ว เจ้าช่วยหุบปากสักหน่อยได้ไหม? เจ้ารอที่นี่ก่อน เดี๋ยวข้ากลับมา ——ให้ตายสิ ถ้ามีโทรศัพท์ก็คงไม่ลำบากแบบนี้!”
หลังหลี่ฉีกลับเข้าไปในห้องโถงด้านใน อู๋ฝูหรงเห็นสีหน้าของเขาไม่ค่อยดีนักจึงถามด้วยความสงสัย “ท่านหลี่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่?”
หลี่ฉีรีบส่ายหน้า “ไม่มีอะไร แค่เรื่องเล็กน้อย แต่ข้าต้องไปจัดการก่อน เอาแบบนี้เถอะ ลุงอู๋ รบกวนท่านไปหาลุงจางซานแทนข้าสักหน่อยแล้วกัน”
อู๋ฝูหรงเห็นว่าเขาไม่อยากพูดอะไรมากก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ พยักหน้าแล้วตอบว่า “วางใจเถอะ ข้าจะไปให้”
หลี่ฉีพยักหน้าและกล่าวลาฮูหยินฉิน จากนั้นก็รีบไปที่ร้านพร้อมกับอู๋เสี่ยวหลิว
ระหว่างทางกลับ หลี่ฉีเดินไปคิดไปว่าจะหาทางปั้นเรื่องหลอกไป๋เฉี่ยนนั่วอย่างไรดี แต่คิดไปคิดมาก็ยังคิดไม่ออก จุดสำคัญคือไป๋เฉี่ยนนั่วฉลาดเกินไป หลอกได้ยากจริง ๆ
ไม่นาน หลี่ฉีและพวกก็มาถึงหน้าร้านจุ้ยเซียนจวี
อู๋เสี่ยวหลิวชี้ไปที่ชั้นสอง “แม่นางไป๋อยู่ข้างบน”
“แล้วนางพาคนคุ้มกันหรือมือสังหารมาด้วยหรือเปล่า?” หลี่ฉีถามด้วยความกังวล
อู๋เสี่ยวหลิวส่ายหัว “ไม่มี! นางมาคนเดียว พี่หลี่ นางจะพามือสังหารมาทำไมกัน?”
หลี่ฉีแอบโล่งใจ ขอแค่นางไม่ใช้กำลังเข้ามาแก้ปัญหา อะไร ๆ ก็พอจะคุยกันได้! เขาถลึงตาใส่อู๋เสี่ยวหลิว “เจ้ามาถามข้า ข้าจะรู้ได้ไงกัน?”
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเข้าไป เขาก็พลันหยุดชะงักก่อนจะขมวดคิ้วแล้วหันไปพูดกับอู๋เสี่ยวหลิวที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “เสี่ยวหลิว เจ้าไปตามพี่น้องตระกูลเฉินให้ไปซื้อผลไม้กับน้ำผึ้งมาให้ข้าหน่อย ซื้อแอปเปิล ส้ม แพร์น้ำผึ้ง ลำไย แล้วก็น้ำผึ้ง”
อู๋เสี่ยวหลิวนับนิ้วไปมาก่อนจะเกาหัว “พี่หลี่ พูดอีกทีได้ไหม ของตั้งเยอะข้าจำไม่หมด”
หลี่ฉีพยายามอดกลั้นไม่ให้ซัดอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง แล้วพูดซ้ำช้า ๆ ทีละคำ ก่อนจะถามว่า “จำได้แน่นะ?”
อู๋เสี่ยวหลิวรีบพยักหน้า “จำได้แล้ว ๆ”
“งั้นรีบไปเร็วเข้า ยิ่งไวเท่าไหร่ยิ่งดี!”
อู๋เสี่ยวหลิวรับคำเสียงดังแล้ววิ่งตรงไปทางหลังร้าน เรื่องแบบนี้ต่อให้หลี่ฉีไม่สั่ง เขาก็ต้องลากพี่น้องตระกูลเฉินไปช่วยอยู่แล้ว
หลี่ฉียืนอยู่หน้าประตูแล้วจัดทรงผมที่ไม่เข้าทรงของตัวเองให้เข้าที่เล็กน้อย จากนั้นเขาก็สูดหายใจลึก ๆ สองสามครั้งก่อนจะก้าวเข้าไป
หลังจากเข้าไปแล้วหลี่ฉีค่อย ๆ ปิดประตูเบา ๆ จากนั้นก้าวขึ้นไปยังชั้นสองด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ ก่อนจะแอบซุ่มตรงหัวมุมบันได เขาโผล่หัวออกมามองซ้ายมองขวาก็เห็นหญิงสาวชุดขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างด้านขวา
แค่เห็นแผ่นหลังก็รู้สึกเย้ายวนแล้ว
หลี่ฉีลอบถอนหายใจ ถึงเขาจะเห็นเพียงแค่แผ่นหลังของไป๋เฉี่ยนนั่ว แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงโทสะรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมา
ดูท่าว่าคราวนี้คงรอดยากแล้ว
หลี่ฉีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกระแอมเบา ๆ สองสามครั้ง แล้วเดินตรงไป
ไป๋เฉี่ยนนั่วได้ยินเสียงก็หันกลับมาทันที พอเห็นว่าเป็นหลี่ฉีแววตาก็ฉายแววโกรธจัด ก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา
แย่ล่ะ! ไม่ว่าในยุคไหน การผิดนัดสำหรับผู้หญิงก็คงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริง ๆ!
หลี่ฉีหัวเราะแห้ง ๆ “ข้าก็ว่าอยู่ว่าทำไมวันนี้จุ้ยเซียนจวีถึงเปล่งประกายสว่างไสว ที่แท้ก็เพราะแม่นางไป๋เดินทางมาเอง ข้าต้อนรับไม่สมเกียรติ ต้องขออภัยจริง ๆ ต้องขออภัย!”
ไป๋เฉี่ยนนั่วแสยะยิ้มเย็นชา “ดรุณีอย่างข้าจะมีบุญคุณวาสนาอันใดกัน ถึงได้ทำให้ท่านหลี่ต้องมาลำบากถึงเพียงนี้”
“ฮะ ๆ แม่นางไป๋พูดล้อข้าเล่นอีกแล้ว ข้าหลี่ฉีก็แค่พ่อครัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย ๆ” หลี่ฉียิ้มแหย ๆ พลางเดินไปนั่งตรงข้ามกับไป๋เฉี่ยนนั่ว
ไป๋เฉี่ยนนั่วเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะหยิบเงินแท่งสองสามแท่งออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางบนโต๊ะ “นี่คือเจ็ดสิบแปดตำลึง ส่วนอีกยี่สิบสองตำลึง วันนี้ใช้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว”
เงินนี้เป็นเงินที่หลี่ฉีให้ไป๋เฉี่ยนนั่วเมื่อบ่ายวานนี้ เพื่อให้นางไปเตรียมเสบียงสำหรับแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย รวมเป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึง พอเห็นว่านางเอาเงินกลับคืนมา เขาก็รู้สึกงุนงงทันที “แม่นางไป๋ นี่มันอะไรกัน?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วหัวเราะเย็นชา “ข้าไป๋เฉี่ยนนั่วไม่มีทางทำธุรกิจกับคนที่พูดจาไร้สัตย์ ไม่รู้จักรักษาคำพูดเช่นเจ้า เงินคืนให้แล้ว ส่วนเจ้าจะไปหาคนที่ไหนก็ไปจัดการเองเถอะ ลาก่อน” กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นเตรียมเดินจากไป