ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม
เมื่อหลี่ฉีนำจานสลัดผลไม้ไปวางตรงหน้าของไป๋เฉี่ยนนั่ว นางก็ตะลึงงันราวกับรูปปั้นไม้ ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้มีปฏิกิริยาตอบสนองก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “นี่คืออาหารหรือ?”
“แน่นอนสิ”
หลี่ฉียิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะแนะนำว่า “เมนูนี้มีชื่อว่า ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม”
เขาคิดชื่อนี้เอาไว้นานแล้ว เพราะหากบอกไปตรง ๆ ว่านี่คือสลัดผลไม้แล้วไป๋เฉี่ยนนั่วย้อนถามว่าทำไมถึงเรียกว่าสลัด เขาก็คงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
“ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วชะงักเล็กน้อย แววตาฉายประกายชื่นชมก่อนจะเอ่ยว่า “ชื่อนี้ฟังดูไพเราะดีนะ”
“ก็แค่พอใช้ได้แหละ!”
หลี่ฉียิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเอ่ยว่า “ลองชิมดูเร็วเข้า แล้วก็บอกความเห็นข้าด้วย เจ้าเป็นคนแรกที่ได้ชิมเลยล่ะ”
ไป๋เฉี่ยนนั่วตอบรับเบา ๆ ก่อนจะหยิบช้อนขึ้นมา ทว่านางกลับไม่ยอมลงมือชิมเสียที สีหน้าของนางดูลังเลอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ฉีเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไป? หรือว่าเจ้าไม่ชอบกิน?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ต้องโทษเจ้าที่ทำมันออกมาสวยเกินไป ข้าถึงกับไม่กล้าทำให้มันเละเลย”
แท้จริงแล้วหลี่ฉีได้จัดเรียงผลไม้เป็นรูปหน้ายิ้ม และยังให้กลิ่นอายของภาพวาดสไตล์การ์ตูนเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋เฉี่ยนนั่วได้เห็นลวดลายแบบนี้ นางจึงอยากมองดูมันให้นานขึ้น
เหงื่อแตก! หลี่ฉียิ้มเจื่อนก่อนจะพูดว่า “ที่ข้าทำแบบนี้ก็เพื่อแสดงความจริงใจของข้า ถ้าเจ้าไม่กินข้าก็คงเหนื่อยเปล่าแล้วล่ะ”
“อ้อ”
ไป๋เฉี่ยนนั่วพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตักเข้าปากคำหนึ่ง นางเคี้ยวเบา ๆ แล้วดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นทันที พอตักคำที่สองต่อทันทีพลันแววตาของนางก็ทอประกายอีกครั้ง ความเร็วในการใช้ช้อนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นาน นางก็แทบลืมไปแล้วว่าหลี่ฉียังอยู่ตรงนั้นและมุ่งมั่นอยู่กับจาน “ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม” ตรงหน้าอย่างเต็มที่
หลี่ฉีเห็นนางกินอย่างเอร็ดอร่อยก็ไม่ได้รบกวน เขากวาดตามองรอบ ๆ ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว ยุคนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีเพียงแสงเทียนสีเหลืองนวลที่ส่องกระทบใบหน้าขาวเนียนของไป๋เฉี่ยนนั่ว ทำให้นางดูมีเสน่ห์เย้ายวนใจยิ่งนัก
หลี่ฉีเผลอจ้องมองนางจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติและส่ายหัวพลางยิ้มแห้ง ๆ เขาไม่คิดเลยว่าดินเนอร์ใต้แสงเทียนในยุคโบราณจะดูเป็นเรื่องธรรมดาเช่นนี้
ไม่นานไป๋เฉี่ยนนั่วก็กวาดเรียบจาน “ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม” จนหมดเกลี้ยง
“เป็นอย่างไรบ้าง? อร่อยหรือไม่?” หลี่ฉียิ้มถาม
ไป๋เฉี่ยนนั่วส่ายหน้า
เป็นไปได้หรือ? หรือว่าสตรีสมัยนี้ไม่ชอบกินผลไม้กัน? หลี่ฉีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าไม่ชอบหรือ?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วส่ายหน้าอีกครั้งก่อนจะตอบว่า “ไม่ใช่ ข้าแค่ไม่รู้จะอธิบายรสชาติของมันอย่างไรดี เพราะทุกคำที่กินเข้าไปให้รสชาติที่แตกต่างกัน ทุกคำล้วนทำให้คนอยากรู้ว่าคำต่อไปจะมีรสเป็นเช่นไร มันช่างมหัศจรรย์นัก บางทีนี่อาจเป็นอย่างที่เจ้าว่า... เป็นจานที่ทำให้คนมีความสุข”
เหงื่อแตก! นี่เรียกว่าบรรยายไม่ออกหรือ? นางพูดเสียจนไม่มีที่ให้เขาเสริมอะไรเลย!
หลี่ฉีหัวเราะพลางเอ่ยว่า “แล้วตอนนี้เจ้าหายโกรธหรือยัง?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เห็นแก่ ‘ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม’ จานนี้ ข้าจะไม่ถือสาเจ้าก็แล้วกัน”
หลี่ฉีได้ยินดังนั้นก็โล่งอกไปที เขาถูมือพลางเอ่ยด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนว่า “แล้วเรื่องที่เราจะร่วมทำธุรกิจด้วยกันล่ะ?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนทันทีแล้วหันหลังเดินลงไปข้างล่าง
ให้ตายเถอะ! กินเสร็จแล้วจะชิ่งหนีเลยเรอะ? แบบนี้มันไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ?
หลี่ฉีอึ้งไปชั่วขณะ เขารีบลุกขึ้นขวางหน้าของนางก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “แม่นางไป๋ เจ้าจะทำอะไรอีก? หรือว่าข้าพูดอะไรผิดไป?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “พรุ่งนี้เช้ายามเฉิน (07.00-09.00 น.) เจ้ามารอข้าที่ประตูหวังชุน ฟ้ามืดแล้วข้าไม่สะดวกอยู่ต่อ ขออำลา” พูดจบ นางก็เดินอ้อมหลี่ฉีลงไปชั้นล่างทันที
หลี่ฉีมองตามแผ่นหลังของไป๋เฉี่ยนนั่วพร้อมกับเกาศีรษะและพลางคิดในใจว่า นางเป็นอะไรของนางกันแน่? เมื่อครู่ยังพูดกันดี ๆ อยู่เลย ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้? แล้วทำไมต้องเป็นยามเฉิน? ทำไมถึงไม่เป็นตอนกลางคืน?
หลี่ฉียืนอยู่ที่ปลายบันไดคิดอยู่นานก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมไป๋เฉี่ยนนั่วถึงจากไปกะทันหันเช่นนี้ สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจพลางบ่นว่า “ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่นี้ ก็ยังรับมือยากอยู่ดี”
เขากำลังจะเดินลงไป แต่ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นเงาต้องสงสัยสี่ร่างที่แอบอยู่ตรงมุมบันได หลี่ฉีกรอกตาแล้วเอ่ยว่า “ออกมาได้แล้ว”
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
อู๋เสี่ยวหลิวกับพรรคพวกของเขาค่อย ๆ โผล่ออกมาทีละคน แต่ละคนมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ฉีมองดูลูกศิษย์ตัวดีเหล่านี้แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความจนใจ
“พี่หลี่ เมื่อครู่แม่นางไป๋เดินออกไปอย่างหัวเสีย เป็นเพราะอะไรหรือ?” อู๋เสี่ยวหลิวหัวเราะแห้ง ๆ พลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลี่ฉีเหลือบตามองเขาอย่างเย็นชา ก่อนจะตอบเรียบ ๆ ว่า “อาจจะเป็นเพราะคุณป้าใหญ่ของนางมาเยือนกระมัง”
“คุณป้าใหญ่?”
อู๋เสี่ยวหลิวกะพริบตาปริบ ๆ แล้วหันไปถามพรรคพวกอีกสามคนว่า “พวกเจ้ามีใครเห็นคุณป้าใหญ่ของแม่นางไป๋บ้างไหม?”
อีกสามคนส่ายหน้าพร้อมกัน
หลี่ฉีกลั้นขำก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง ขณะที่เดินผ่านอู๋เสี่ยวหลิว เขาก็ตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ พลางกล่าวว่า “คืนนี้เจ้ารับหน้าที่ทำความสะอาดครัวคนเดียวนะ อ้อ... อย่าลืมเก็บจานชามบนชั้นสองด้วยล่ะ” พูดจบเขาก็เดินจากไปทันที
อู๋เสี่ยวหลิวตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะกรีดร้องสุดเสียงใส่แผ่นหลังของหลี่ฉีว่า “พี่หลี่ ข้าผิดไปแล้ว—!”
ไป๋เฉี่ยนนั่วเพิ่งจะจากไปได้ไม่นาน อู๋ฝูหรงก็กลับมาแล้ว เขาบอกหลี่ฉีว่าเรื่องเต้าหู้จัดการเรียบร้อยแล้ว และง่ายกว่าที่คิดไว้มาก เพราะไช่หยวนไว่ได้ติดต่อโรงโม่หลายแห่งให้ช่วยโม่ถั่วเหลืองให้พวกเขา ซึ่งโรงโม่ของลุงจางซานก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นต่อให้จางหยวนไว่จะต้องการสินค้าในวันพรุ่งนี้ก็ไม่มีปัญหา
หลี่ฉีได้ฟังแล้วก็ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ดูเหมือนไช่หยวนไว่จะเป็นเทพนำโชคของข้าจริง ๆ ช่างถูกใจข้าซะเหลือเกิน”
เขามองไช่หมิ่นเต๋อเป็นเทพนำโชคอย่างนั้นหรือ?
คำพูดแบบนี้คงมีแต่หลี่ฉีเท่านั้นที่กล้าพูดออกมา
อู๋ฝูหรงส่ายหน้าอย่างจนปัญญาพลางถามว่า “แล้วเจ้าคิดจะถ่วงเวลาไปอีกนานแค่ไหน?”
หลี่ฉีขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “หนึ่งสัปดาห์... เจ็ดวันก็แล้วกัน ยังไงหยางโหลวก็เปิดอยู่ในเขตเมืองเหนือมาหลายปีแล้ว คงไม่ล้มง่าย ๆ หรอก แต่ท่านต้องบอกฮูหยินด้วยว่า หลังจากตกลงกันได้แล้ว ต้องทำสัญญากับจางหยวนไว่ให้เรียบร้อย กำหนดทั้งจำนวนและราคาให้ชัดเจน แล้วก็ต้องให้เขาวางเงินมัดจำก่อนด้วย”
“อืม ข้าจำไว้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยที่จวนอีกครั้ง”
อู๋ฝูหรงพยักหน้าก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขารีบถามว่า “คุณชายหลี่ ฮูหยินยังฝากให้ข้าถามเจ้าด้วยว่าจุ้ยเซียนจวีจะเปิดกิจการเมื่อใด”
“อ้อ ข้ากำลังจะบอกท่านพอดี” หลี่ฉีพยักหน้า
อู๋ฝูหรงดีใจขึ้นมาทันที รีบถามว่า “หรือว่าเจ้ากำหนดวันไว้แล้ว?”
“เรื่องนั้นยังไม่ต้องรีบ”
หลี่ฉีโบกมือพลางกล่าวว่า “ข้าอยากปรับปรุงจุ้ยเซียนจวีสักหน่อยก่อน”
อู๋ฝูหรงมีแววผิดหวังอยู่ในดวงตา ก่อนจะกล่าวว่า “คุณชายหลี่ ตอนนี้เงินทุนของพวกเรายังไม่มากนัก หรือว่าเรื่องนี้จะเลื่อนไปก่อนดี?”
เงินทุนทั้งหมดของจุ้ยเซียนจวีในตอนนี้ก็คือเงินกว่าสองพันก้วนที่หลี่ฉีหาได้จากการขายเต้าหู้เหม็น ซึ่งหากเทียบกับการเปิดโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แล้ว นับว่ายังน้อยมาก
หลี่ฉีรู้ว่าอู๋ฝูหรงเป็นคนรอบคอบและระมัดระวังอยู่เสมอ เขาจึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า “ในเมื่อเราจะเปิดใหม่ ก็ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความแปลกใหม่ ให้พวกเขาเห็นว่าจุ้ยเซียนจวีในตอนนี้ไม่ใช่โรงเตี๊ยมร้างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเงินก้อนนี้เราต้องใช้จ่ายแน่นอน แต่อย่าห่วงไปเลย ข้าต้องการแค่ปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช้เงินมากหรอก”
อู๋ฝูหรงได้ฟังก็เห็นว่ามีเหตุผลอยู่เหมือนกัน ถ้าแค่ปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ คงไม่ใช้เงินมากนัก
แต่พอได้ยินแผนปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหลี่ฉีแล้ว เขาก็ไม่กล้าคิดแบบนั้นอีกต่อไป
หลี่ฉีบอกว่าปรับปรุงแค่เล็กน้อย แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้เล็กน้อยเลยแม้แต่นิดเดียว
อย่างแรก เขาต้องการทาสีโต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งทั้งหมดใหม่ ส่วนจานชามและตะเกียบก็ต้องเปลี่ยนเป็นของใหม่ทั้งหมด
อย่างที่สอง ห้องครัวกับห้องเก็บของด้านหลังจะต้องรวมเข้าด้วยกัน จากนั้นเพิ่มเตาอีกห้าเตา แล้วเพิ่มหน้าต่างอีกสี่บาน
สุดท้ายเขาต้องการแบ่งชั้นแรกเป็นห้องอาหารสำหรับลูกค้าทั่วไป ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัว และชั้นสามเป็นห้องรับรองแขกคำสำคัญ โดยเฉพาะชั้นสามเขากำหนดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้ต้องเป็นของระดับสูงทั้งหมด
อู๋ฝูหรงฟังจบก็นิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่โต๊ะคิดเงินด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หลี่ฉีเอ่ยถามอย่างประหลาดใจว่า “ลุงอู๋ ท่านจะไปไหน?”
“ไปหาลูกคิด”
อู๋ฝูหรงตอบโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา