ปล่อยให้เล่ยฮวนซีทำตามใจตัวเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น




ตุ้บ!




“โอ๊ย!”




“พี่หลี่ เป็นอะไรหรือเปล่า!?”




อู๋เสี่ยวหลิวกับเฉินอาหนานรีบเข้ามาประคองหลี่ฉีที่เพิ่งจะล้มกลิ้งหงายหลังราวกับเต่าคว่ำ




“หลีกไป! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะจัดการกับเจ้าเดรัจฉานนี่ไม่ได้”




ทันทีที่ลุกขึ้นยืนหลี่ฉีก็ผลักอู๋เสี่ยวหลิวกับเฉินอาหนานออก ก่อนจะชี้ไปที่เจ้าลาตัวเล็กที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่งตรงหน้าแล้วด่ามันเสียงลั่น




ถ้าผิดนัดสักครั้งสองครั้งก็ยังพอให้อภัยได้ แต่ถ้าผิดนัดติดกันถึงสองวันและผิดนัดกับคนเดิมซ้ำ ๆ ที่สำคัญ คน ๆ นั้นยังเป็นหญิงสาวอีก แบบนี้ถือว่าเป็นความผิดที่ไม่มีทางให้อภัยได้เลย




หลี่ฉีย่อมเข้าใจถึงผลเสียของเรื่องนี้ดี ยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีเรื่องต้องร้องขอคือเขาเอง ดังนั้นเช้านี้เขาจึงรีบตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปพบไป๋เฉี่ยนนั่วที่ประตูหวังชุน




แต่เพราะเมื่อวานเขาวิ่งวุ่นมาตลอดทั้งวันจนตอนนี้ขาแทบไม่มีแรง หลี่ฉีจึงให้เสี่ยวหลิวไปเช่าลาตัวเล็กมาให้




นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ขี่เจ้าสัตว์ชนิดนี้ ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย แต่พอขึ้นขี่ได้ไม่ทันไรก็ล้มไปแล้วสามรอบตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากลานบ้าน ภาพที่เห็นช่างน่าสลดใจเสียจริง




“พี่หลี่ ท่านเคยโม้ไม่ใช่หรือว่าเคยขี่ม้าบ่อย ๆ? แล้วทำไมตอนนี้แค่ลาตัวเดียวก็ยังขี่ไม่ไหว?” อู๋เสี่ยวหลิวกลั้นหัวเราะพลางถามอย่างสงสัย




“เจ้าหมายถึงม้าอะไร? ฟังให้ดี ๆ นะ ข้าหมายถึงเป่าหม่า(บีเอ็มดับเบิลยู) เข้าใจไหม?” หลี่ฉีตวาดกลับ




“แต่เท่าที่ข้าเคยเห็น คนอื่นเขาขี่ลาต้องคร่อมไปทั้งสองขานะ ไม่มีใครทำแบบท่านที่นั่งเอียงไปด้านเดียว แถมยังไม่จับบังเหียนอีก ทำเช่นนี้ล้มก็ไม่แปลก” เฉินอาหนานมองท่าทางการขี่ลาของหลี่ฉีอย่างกังขา




“พวกเจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องจางกั่วเหล่าขี่ลาย้อนหลังหรือไง? นี่เรียกว่าเท่เข้าใจไหม?”




ทั้งสองคนส่ายหน้าพร้อมกัน




“ช่างเถอะ ไม่อยากเสียเวลาพูดกับพวกเจ้าแล้ว”




หลี่ฉีโบกมืออย่างรำคาญ พอเห็นว่าฟ้าเริ่มสายก็หันไปมองเจ้าลาน้อยที่ดูเหมือนขาดสารอาหารก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วปีนขึ้นไปนั่งตามที่เฉินอาหนานบอก เขาคร่อมขาทั้งสองข้างแน่น จับบังเหียนมั่น ก่อนจะยื่นมือไปทางอู๋เสี่ยวหลิวแล้วพูดว่า “ส่งงอบของข้ามา”




“โอ้”




อู๋เสี่ยวหลิวรีบหยิบงอบที่มุมขาดไปข้างหนึ่งส่งให้หลี่ฉี




หลี่ฉีรับงอบมาแล้วสวมลงบนศีรษะก่อนจะหนีบขาแน่นพลางตะโกนว่า “ไปเลย!”




เจ้าลาตัวน้อยร้องฮึดฮัดสองสามที แล้วค่อย ๆ เดินทอดน่องออกไปอย่างเชื่องช้า




เฉินอาหนานมองแผ่นหลังของหลี่ฉีที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ก่อนจะถามอู๋เสี่ยวหลิวว่า “เสี่ยวหลิว พี่หลี่เคยขี่ม้าจริง ๆ หรือ?”




อู๋เสี่ยวหลิวส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ข้าจะไปรู้ได้ยังไง? แต่ที่แน่ ๆ คือเขาไม่เคยขี่ลามาก่อนแน่นอน”




หลี่ฉีขี่ลาตัวเล็กโยกเยกมาจนถึงประตูหวังชุน เขากวาดตามองรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นเงาของไป๋เฉี่ยนนั่วเลย




ไม่นะ? อย่าบอกนะว่าแม่นางน้อยนั่นหลอกข้าอีกแล้ว?




ขณะที่หลี่ฉีกำลังร้อนใจอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีรถม้าคันหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านข้างและหยุดลงตรงข้างเขาพอดี เล่นเอาหลี่ฉีตกใจจนเกือบตกจากหลังลา เขาไม่แม้แต่จะมองขึ้นไปดูว่าคนขับเป็นใคร ก็เปิดปากด่าทันทีว่า “เวรเอ๊ย! ขับรถเป็นหรือเปล่าวะ!? ไม่เห็นหรือไงว่าตรงนี้มีคนยืนอยู่!?” เขาเกลียดพวกที่ละเมิดกฎจราจรที่สุด




“คนข้าน่ะไม่เห็นหรอก แต่ลาน่ะเห็นอยู่ตัวหนึ่ง” ทันใดนั้น เสียงใส ๆ ก็ดังขึ้นจากหน้ารถม้า




หืม? เสียงนี้คุ้น ๆ แฮะ!




หลี่ฉีเอนตัวมองไปข้างหน้ารถม้า พอเห็นว่าใครเป็นคนพูด เขาก็พบว่าเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังยิ้มขำมองเขาอยู่




เด็กสาวคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเซียงเอ๋อร์สาวใช้ของไป๋เฉี่ยนนั่ว ข้าง ๆ นางมีสารถีชราหน้าตายับย่นนั่งอยู่




เวรเอ๊ย! เป็นเจ้าอีกแล้วเรอะ ยัยเด็กผี นี่มันเวรกรรมอะไรของข้ากันเนี่ย!




หลี่ฉียิ้มเย็นก่อนจะพูดว่า “อ้อ ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่นางเซียงเอ๋อร์นี่เอง” พูดจบก็หันไปพูดกับเจ้าลาที่เขานั่งอยู่ว่า “เพื่อนยาก เจ้าไม่เบาเลยนี่ ดูสิ แม่นางเซียงเอ๋อร์อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแท้ ๆ แต่กลับเห็นแค่เจ้า ขนาดข้าที่เป็นชายหนุ่มรูปงามยังถูกเมิน นับว่าเจ้ามีวาสนากับสาวงามไม่น้อยเลยนะ ฮ่าฮ่า”




เซียงเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะได้สติ นางเบิกตากว้างชี้นิ้วไปที่หลี่ฉีเตรียมจะด่า แต่ทันใดนั้นเสียงหวาน ๆ ก็ดังขึ้นมาจากในรถม้า




“คุณชายหลี่ ขนาดอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งฝูงลา เจ้ากลับเลือกตัวนี้ตัวเดียว ดูท่าคงจะหลงใหลมันไม่น้อย ข้าก็ไม่กล้าจะแย่งของรักของเจ้าไปหรอก อีกอย่างลาตัวนี้ก็เป็นตัวเมีย พออยู่กับคุณชายก็เหมือนคู่ที่ฟ้าประทานให้พอดี”




เซียงเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนจากโกรธเป็นยิ้มทันที นางมองหลี่ฉีอย่างภาคภูมิใจ




หลี่ฉีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะแล้วพูดกับคนในรถม้าว่า “ไป๋เฉี่ยนนั่วพูดได้มีเหตุผลดีนัก มิน่าล่ะ เจ้าถึงได้หาม้าตัวผู้มาเป็นพาหนะ” พูดจบเขาก็ชี้นิ้วไปที่ม้าพันธุ์ดีที่อยู่หน้ารถ




คนที่พูดเมื่อครู่ก็คือไป๋เฉี่ยนนั่วนั่นเอง




เซียงเอ๋อร์มองตามนิ้วของหลี่ฉีไป พอเห็นว่าหมายถึงอะไรนางก็หน้าแดงก่ำทันที แล้วชี้นิ้วกลับไปที่เขาพลางตะโกนว่า “เจ้า... เจ้าลามก!”




เรื่องฝีปากนางรู้ตัวดีว่าสู้หลี่ฉีไม่ได้ ไป๋เฉี่ยนนั่วจึงฮึดฮัดอย่างขัดใจก่อนจะสั่งว่า “เซียงเอ๋อร์ ไปกันเถอะ”




เซียงเอ๋อร์ถลึงตามองหลี่ฉีแวบหนึ่งก่อนจะหันไปกระซิบกับสารถีเบา ๆ




ทันใดนั้นสารถีก็เงื้อแส้ขึ้นฟาดลงไปที่ตัวม้าพร้อมกับตะโกนว่า “ฮ่า!”




ม้าพันธุ์ดีกระโจนออกตัวทันทีก่อนจะพุ่งทะยานออกไปนอกเมืองอย่างรวดเร็ว




เวรแล้ว! ดูเหมือนข้าจะพูดแรงไปหน่อยนะ




หลี่ฉีรีบตะโกนไล่หลังว่า “ไป๋เฉี่ยนนั่ว เจ้าจะไปไหน!? เมื่อกี้ข้าแค่ล้อเล่นเองนะ!”




“คนที่เจ้าต้องการ ข้าหาให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะตามทันหรือไม่”

เสียงของไป๋เฉี่ยนนั่วดังแว่วมาจากไกล ๆ




หลี่ฉีก้มลงมองเจ้าลาตัวเล็กของตัวเองก่อนจะแหงนหน้าขึ้นตะโกนว่า “ให้ตายเถอะ! เจ้ากำลังแกล้งข้าอยู่ใช่ไหม!?”




ตอนนี้รถม้าได้วิ่งออกไปไกลกว่าสิบจั้งแล้ว ไป๋เฉี่ยนนั่วได้แสดงให้หลี่ฉีเห็นชัดเจนแล้วว่านางเอาจริง




“เพื่อนยาก ได้เวลาที่เจ้าต้องโชว์ฝีเท้าแล้ว! ไปเลย! วิ่งสิ! โธ่เว้ย! เจ้าเดินเป็นแต่ไม่รู้จักวิ่งหรือไง!?”




หลี่ฉีมองดูเจ้าลาตัวน้อยที่ยังคงเดินเอื่อยเฉื่อย ไม่ทุกข์ร้อนกับอะไรทั้งสิ้น เล่นเอาเขาหัวเสียจนอยากจับมันไปเชือดเป็นกับแกล้ม เขาเงยหน้าขึ้นถอนหายใจยาวพลางบ่นว่า “ถ้ารู้แต่แรกว่ามันจะเป็นแบบนี้ ข้าคงไม่ขี้เหนียวแล้วให้เสี่ยวหลิวไปเช่าม้ามาแทนแล้ว! นี่มันก้าวพลาดไปทีเดียว กลายเป็นเสียใจไปชั่วชีวิตเลยนะ!”




ที่จริงแล้วหลี่ฉีเองก็อยากเช่าม้าเหมือนกัน แต่เขาไม่เคยขี่ม้ามาก่อนเลยในชีวิตก็เลยไม่ค่อยมั่นใจนัก ลานั้นดีตรงที่ตัวเล็ก น่ารัก แถมวิ่งช้า โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็น้อย อีกทั้งในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือนี้ลามีมากกว่าม้า คนที่สามารถขี่ม้าได้ล้วนเป็นคนร่ำรวยหรือมีฐานะสูงส่ง ม้าในยุคนี้เทียบได้กับเฟอร์รารี่ในยุคของเขา ค่าเช่าก็แพงหูฉี่เป็นธรรมดา




แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าไป๋เฉี่ยนนั่วจะมาด้วยรถม้า นี่มันเกินความคาดหมายของหลี่ฉีไปไกลเลยทีเดียว




ไป๋เฉี่ยนนั่วนั่งอยู่ในรถม้า วิ่งมาได้สักพัก จู่ ๆ นางก็นึกถึงเรื่องที่หลี่ฉีเคยหลงทางขึ้นมาได้ เรื่องนี้ทำให้นางเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนจะสั่งว่า “หยุดรถ”




สารถีรีบหยุดรถม้าทันที




“พี่ฉี เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เซียงเอ๋อร์ถามอย่างประหลาดใจ (หมายเหตุ: พี่ฉีเป็นชื่อเล่นของไป๋เฉี่ยนนั่วที่เซียงเอ๋อร์เรียก)




ไป๋เฉี่ยนนั่วตอบเรียบ ๆ ว่า “เซียงเอ๋อร์ เจ้าไปดูหน่อยว่าหมอนั่นตามมาหรือเปล่า”




“อ้อ”




เซียงเอ๋อร์ตอบรับก่อนจะกระโดดลงจากรถแล้วหันไปมองด้านหลัง ถนนเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครขี่ลาเลย นางจึงหัวเราะคิกคักพลางพูดว่า “พี่ฉี ลาของหมอนั่นจะไปสู้ม้าของเราได้อย่างไร? ป่านนี้คงหายไปไหนแล้วล่ะ”




ไป๋เฉี่ยนนั่วได้ฟังก็ได้แต่ก่นด่าในใจ วันนี้หลี่ฉีเป็นตัวเอก ถ้าเขามาไม่ถึงนางก็คงเสียเที่ยวเปล่า นางจึงพูดว่า “งั้นพวกเรารอเขาตรงนี้เถอะ”




แม้ว่าเซียงเอ๋อร์จะไม่อยากรอเลยสักนิด แต่นายหญิงของนางพูดมาแล้ว นางก็ได้แต่ทำตาม




เจ้านายและสาวใช้ทั้งสามรอกันไปประมาณหนึ่งก้านธูปแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของหลี่ฉี




หมอนี่อย่าบอกนะว่าหลงทางอีกแล้ว?




ไป๋เฉี่ยนนั่วเริ่มเป็นกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ นางรีบพูดว่า “เซียงเอ๋อร์ เรากลับไปหาหมอนั่นเถอะ”




แต่ในตอนนั้นเอง เสียงเพลงเบา ๆ ก็ดังมาจากข้างหลัง


"ข้ามีลาน้อยหนึ่งตัว แต่ไม่เคยขี่มันเลย~"



"วันหนึ่งนึกสนุกขึ้นมา ขี่มันออกไปเที่ยวเล่น~"



"ถือแส้เล็ก ๆ ในมือ ใจเริงรื่นสำราญ~"



"สุดท้ายก็ไม่รู้ยังไง ตู้ม! ล้มกลิ้งเละเป็นโคลน~"




เซียงเอ๋อร์ได้ยินเสียงนี้ก็รีบกระโดดลงจากรถอีกครั้ง แล้วมองไปไกล ๆ ก็เห็นชายหนุ่มสวมงอบขาดใบหนึ่งกำลังขี่ลาตัวเล็ก ๆ โยกเยกเข้ามาหาพวกนาง




“อ๊ะ! พี่ฉี หมอนั่นมาแล้ว! เอ๊ะ? แต่เพลงที่เขาร้องมันอะไรกัน? ทำไมมันแปลกจัง?”




ไป๋เฉี่ยนนั่วได้ยินเสียงหลี่ฉีก็รู้ทันที แต่พอได้ฟังเนื้อเพลงก็เผลอยิ้มขำก่อนจะพูดว่า “ใครจะไปรู้ว่าเขาไปฟังมาจากไหน”




ตอนก่อน

จบบทที่ ปล่อยให้เล่ยฮวนซีทำตามใจตัวเอง

ตอนถัดไป