ยากเหมือนถอนขนจากไก่เหล็ก

"อ๊ะ? แม่นางไป๋ เจ้ากำลังรอข้าหรือ?"



หลี่ฉีขี่ลาน้อยมาจนถึงข้างรถม้าของไป๋เฉี่ยนนั่ว เขาถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส



ก่อนหน้านี้พอเขาเพิ่งออกจากประตูเมืองมา รถม้าของไป๋เฉี่ยนนั่วก็หายลับตาไปแล้ว แถมนางยังไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะไปไหน โชคดีที่รถม้าในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือนั้นหายากนัก หลี่ฉีจึงตามรอยล้อจนมาถึงที่นี่



"ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องถามให้เสียเวลาไม่ใช่หรือ?" ไป๋เฉี่ยนนั่วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย



หลี่ฉีไม่กล้าทำให้แม่นางไป๋ขุ่นเคืองอีก จึงหัวเราะแห้ง ๆ แล้วถามว่า "ว่าแต่ เจ้าดูเหมือนจะยังไม่บอกข้าเลยว่าพวกเราจะไปที่ไหน?"



"ไปถึงแล้วเจ้าก็จะรู้เอง"



ไป๋เฉี่ยนนั่วฮึมฮัมเบา ๆ ก่อนจะสั่งว่า "เซียงเอ๋อร์ ไปกันเถอะ"



"เดี๋ยว—เดี๋ยวก่อน!"



หลี่ฉีรู้สึกใจสั่นทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ จึงรีบห้ามไว้ก่อน



"เจ้ายังมีอะไรอีก?"



หลี่ฉียิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะพูดว่า "เอ่อ... คือว่า พี่ลาน้อยของข้าเมื่อคืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ วันนี้มันเลยดูซึม ๆ ไม่กระฉับกระเฉง ข้าหวังว่าแม่นางไป๋จะโปรดเมตตาเจ้าลาของข้า เดินช้าลงสักหน่อยเถอะ"



ไป๋เฉี่ยนนั่วหัวเราะพรืดออกมา "เขาว่ากันว่า ความขี้เกียจกับข้ออ้างเป็นคู่สามีภรรยาที่ไม่มีวันแยกจากกัน ตอนนี้ดูแล้วก็เป็นความจริง"



โธ่เว้ย! ผู้หญิงคนนี้ช่างจองเวรจริง ๆ!



หลี่ฉีก้มมองเจ้าลาน้อยก่อนจะถอนหายใจในใจ ถ้าเจ้าพอจะช่วยข้ากู้หน้าได้นิดหน่อย นางคงไม่กล้าล้อเลียนเราสองแบบนี้หรอก!



สู้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับ หลี่ฉีไม่มีทางเถียงกลับได้จึงทำเป็นไม่ได้ยินไปเสีย



ไป๋เฉี่ยนนั่วพอระบายอารมณ์จนหายเคืองแล้ว อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก นางหันไปพูดกับเซียงเอ๋อร์ว่า "เซียงเอ๋อร์ ไปกันเถอะ"



แต่คราวนี้สารถีไม่ได้เฆี่ยนม้าให้วิ่งเร็วเหมือนเมื่อครู่ แต่ขับเคลื่อนรถม้าไปอย่างเชื่องช้า



หลี่ฉีเห็นดังนั้นก็โล่งใจไม่น้อย เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับเส้นทางแถวนี้เลย ถ้าไม่มีใครนำทางก็มีโอกาสหลงทางถึงแปดในสิบส่วนแน่นอน



ลาตัวหนึ่งกับรถม้าหนึ่งคันเดินทางไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทางกว่าสิบลี้ จนกระทั่งมาถึงสถานที่เงียบสงบที่แทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่



แปลกแฮะ... นางพาข้ามาที่นี่ทำไมกัน?



หลี่ฉีกวาดตามองรอบ ๆ แต่ไม่เห็นเงาของพวกผู้ลี้ภัยแม้แต่คนเดียว เขารู้สึกแปลกใจมากแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป เพราะรู้ดีว่าถามไปก็เสียเปล่า



เดินทางต่อไปอีกประมาณหนึ่งลี้ หลี่ฉีก็มองไปข้างหน้าก็เห็นจวนหลังหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ใหญ่โตเท่าจวนฉิน แต่อย่างน้อยก็มีห้องห้าหกห้อง ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่อาศัยที่ชาวบ้านธรรมดาในละแวกนี้จะสามารถครอบครองได้



หรือว่านี่จะเป็นบ้านของนาง?



ในที่สุดหลี่ฉีก็ทนความสงสัยไม่ไหว จึงเอ่ยถามว่า "แม่นางไป๋ เจ้าพาข้ามาที่บ้านเจ้าทำไม?"



"ใครบอกว่านี่เป็นบ้านข้า? จวนนี้เป็นมรดกที่แม่เลี้ยงของข้าทิ้งไว้ก่อนตาย"



ให้ตายเถอะ! คนรวยก็เป็นแบบนี้สินะ ขนาดแม่เลี้ยงยังอยู่สบายขนาดนี้เลย!



หลี่ฉีตกใจอยู่ในใจ จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาถามว่า “เจ้าไม่ได้เอาพวกผู้ลี้ภัยมาพักที่นี่ใช่ไหม?”



“ทำไมล่ะ? มีอะไรไม่เหมาะสมหรือ?”



“เอ่อ... ก็ไม่ใช่ว่าไม่เหมาะสมหรอก... แค่ค่าเช่าน่าจะไม่ใช่ถูก ๆ ไม่ใช่หรือ?” หลี่ฉีปาดเหงื่อออกจากหน้าด้วยความกังวล



เดิมทีหลี่ฉีแค่หวังว่าให้ไป๋เฉี่ยนนั่วหาสถานที่ดี ๆ สักแห่งแล้วสร้างเพิงพักให้พวกเขาก็พอ ยังไงพวกผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่นานอยู่แล้ว รอจนจุ้ยเซียนจวีเปิดกิจการเมื่อไหร่ เขาก็จะรับพวกคนที่คัดเลือกไว้ไปอยู่ที่นั่น



แต่ใครจะไปคิดว่าไป๋เฉี่ยนนั่วจะจัดหาจวนหลังใหญ่ไว้ให้ แบบนี้มันเกินกว่าที่หลี่ฉีคาดไว้มาก



“อ้อ~~ ที่แท้เจ้ากังวลเรื่องนี้เอง แต่เจ้าวางใจเถอะ ข้าไป๋เฉี่ยนนั่วไม่ได้สนใจเงินเหม็น ๆ ของเจ้าหรอก”



หลี่ฉีหน้าสว่างขึ้นทันที “อย่าบอกนะว่าเจ้าจะไม่เก็บเงิน?”



“ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการช่วยพี่หญิงหวัง ข้าคงไม่คิดให้วุ่นวายขนาดนี้หรอก”



จากคำพูดนี้ก็ชัดเจนแล้วว่านางไม่คิดจะเก็บเงินสักอีแปะเดียว



เจ้าจะช่วยใครก็ช่าง ขอแค่ไม่ให้ข้าจ่ายเงินก็พอแล้ว!



หลี่ฉีหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะพูดว่า “เช่นนั้นข้าขอเป็นตัวแทนของฮูหยิน อ้อ... และพวกผู้ลี้ภัยด้วย ขอบคุณแม่นางไป๋ที่มีเมตตาช่วยเหลือ”



ไป๋เฉี่ยนนั่วฮึมฮัมเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ไม่สนใจเขาอีก



ระหว่างพูดคุยกันพวกเขาก็มาถึงหน้าจวนแล้ว



ยังไม่ทันก้าวเข้าไปหลี่ฉีก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากข้างใน คล้ายกับตลาดที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย



ข้างในนั่นมีคนกี่คนกันแน่!?”



หลี่ฉีขมวดคิ้วในใจ วันนั้นเขาบอกให้ไป๋เฉี่ยนนั่วช่วยเลือกแค่ 20 คน แต่จากเสียงที่ได้ยิน ดูเหมือนจะมีอย่างน้อย 30 กว่าคนเข้าไปแล้ว



ตอนนั้นเองไป๋เฉี่ยนนั่วก็ลงมาจากรถม้า



หลี่ฉีก็กระโดดลงจากหลังลาบ้าง แต่ดันพลาดเหยียบกิ่งไม้จนเสียหลักเดินเซไปสองสามก้าว เกือบจะล้มลง หน้าตาดูอเนจอนาถสุด ๆ



บ้าจริง! ทำไมข้าซวยขนาดนี้!



หลี่ฉีตั้งหลักได้อย่างยากลำบาก แต่แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากข้าง ๆ



พอหันไปดูก็เห็นว่าเป็นเซียงเอ๋อร์อีกแล้ว! แถมไป๋เฉี่ยนนั่วยังมีสีหน้าเหมือนพยายามกลั้นหัวเราะอีกด้วย



เวรเอ๊ย! ข้าอับอายสุด ๆ ไปเลย!



โชคดีที่หลี่ฉีหน้าด้านพอ เขาจึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วยังยกมือทำความเคารพไป๋เฉี่ยนนั่วพลางยิ้มกว้าง “แม่นางไป๋ ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ”



ไป๋เฉี่ยนนั่วรู้ดีว่าเขาตั้งใจเหน็บแนมนางเรื่องที่ไม่ยอมออกมาจากรถม้า แต่นางก็เพียงแค่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร แล้วส่งสายตาให้เซียงเอ๋อร์ไปเคาะประตู



ต๊อก ต๊อก ต๊อก!



เซียงเอ๋อร์เดินไปเคาะประตูสองสามครั้ง



ไม่นานนักประตูก็เปิดออก หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเป็นผู้เปิดประตูให้



พอหญิงคนนั้นเห็นไป๋เฉี่ยนนั่ว นางก็ดีใจจนออกท่าทางก่อนจะตะโกนเข้าไปในลานบ้านว่า “แม่นางไป๋มาแล้ว! แม่นางไป๋มาแล้ว! ทุกคนรีบออกมาเร็ว!”



ตึง ตึง! ตึก ตึก!



พร้อมกับเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่าน



ทันใดนั้นก็มีผู้คนกว่า 30-40 คนพากันกรูออกมาจากด้านใน



ในกลุ่มคนเหล่านั้นยังมีทั้งลุงป้าน้าอาอยู่ด้วย



เมื่อพวกเขาเห็นแม่นางไป๋ก็รีบโค้งคำนับขอบคุณกันทันที แต่ละคนพากันสรรเสริญนางเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้มีเมตตา ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ และคำยกยออื่น ๆ อีกมากมาย



แม่นางไป๋มีสีหน้าอับจนพูดไม่ออก นางรีบกล่าวว่า “ทุกท่านรีบลุกขึ้นเถอะ ข้าเพียงแค่ได้รับคำฝากฝังจากผู้อื่นมาเท่านั้น ผู้ที่มีพระคุณที่แท้จริงก็คือคุณชายหลี่ผู้นี้” พูดจบนางก็ชี้นิ้วไปที่หลี่ฉีที่กำลังตกตะลึง



เมื่อเหล่าผู้ลี้ภัยได้ยินเช่นนั้น ก็พากันหันไปจ้องมองหลี่ฉีทันที



เวรแล้ว! แบบนี้มันใช่เหรอ!?



หลี่ฉีได้สติก็รีบตะโกนเสียงดังว่า “เดี๋ยวก่อน!”



ทุกคนตกตะลึงกับเสียงตะโกนของหลี่ฉี แล้วพากันมองเขาอย่างงงงวย



หลี่ฉีสีหน้าจริงจังขึ้นแล้วพูดกับไป๋เฉี่ยนนั่วว่า “แม่นางไป๋ ขอคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวหน่อยได้ไหม?”



ไป๋เฉี่ยนนั่วมีแววขี้เล่นฉายอยู่ในดวงตา นางพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามหลี่ฉีไปใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง



หลี่ฉีขมวดคิ้วแล้วถามว่า “แม่นางไป๋ ข้าจำได้ชัดเจนว่าตอนแรกข้าขอให้เจ้าหาคนมาแค่สิบชายสิบหญิง และต้องอายุไม่เกินสามสิบปี”



ไป๋เฉี่ยนนั่วหัวเราะเบา ๆ “ใช่สิ ข้าก็จัดหามาให้เจ้าแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่าเจ้าไม่พอใจ?”



ไม่ใช่แค่ไม่พอใจนะ! ข้าอยากยกเลิกข้อตกลงกับเจ้าด้วยซ้ำ!



หลี่ฉีตอบอย่างหัวเสียว่า “แล้วพวกลุงป้าน้าอาพวกนี้ล่ะ? อย่าบอกนะว่าพวกเขาเป็น เทียนซานถงเหล่า (ยอดฝีมือแห่งเทียนซานที่อายุเยอะแต่หน้าเด็ก!) แต่ละคนดูยังกับเด็กอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีเลยนะ”



“อะไรคือ เทียนซานถงเหล่า ฟังดูแปลกประหลาดจริง”



ไป๋เฉี่ยนนั่วกลอกตาใส่เขาก่อนจะอธิบายว่า “พวกเขาคือพ่อแม่ของยี่สิบคนที่ข้าคัดเลือกมา”



หลี่ฉีบ่นเซ็ง ๆ ว่า “ข้าไม่เคยขอให้เจ้าพาพ่อแม่พวกเขามาด้วยเลยสักหน่อย”



ไป๋เฉี่ยนนั่วกระตุกยิ้มที่มุมปาก “นั่นแหละที่มันน่าขัน”



หลี่ฉีถามอย่างหงุดหงิด “อะไรที่มันขำ?”



ไป๋เฉี่ยนนั่วมองเขาด้วยหางตา “ถ้ามีลูกค้าเข้ามาที่โรงเตี๊ยมของเจ้าแล้วสั่งเนื้อแพะหนึ่งจาน เจ้าจะเสิร์ฟให้แค่เนื้อแพะเปล่า ๆ โดยไม่มีเครื่องเคียงเลยอย่างนั้นหรือ?”



หลี่ฉีกลอกตา “มันจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ!? ข้าไม่สน เจ้าต้องพาพวกลุงป้าเหล่านี้ออกไปให้หมด”



“ยิ่งน่าขันเข้าไปใหญ่ ลูกค้ากินเนื้อแพะหมดแล้วจะคืนเครื่องเคียงให้เจ้าได้ด้วยหรือ? การทำธุรกิจมันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกนะ”



ไป๋เฉี่ยนนั่วหัวเราะพลางส่ายหน้า “ข้าคัดเลือกคนมาให้แล้ว ส่วนเจ้าจะจัดการยังไงก็เรื่องของเจ้า ข้าไม่เกี่ยวอยู่แล้ว ยังไงเสียข้าก็ไม่มีทางทำเรื่องที่ทำให้ครอบครัวต้องพลัดพรากกันหรอก”



“นี่มัน—!”



หลี่ฉีถึงกับอ้าปากค้างเถียงไม่ออกเลยทีเดียว ตอนนี้เขาได้แต่นั่งเสียใจอยู่ในใจ เพราะเขาไม่เคยนึกถึงเรื่องที่ว่าคนที่เขาคัดเลือกมาต่างก็มีพ่อแม่ทั้งนั้น! พอเงยหน้าขึ้นมองไป๋เฉี่ยนนั่วและเห็นแววขบขันในดวงตาของนาง เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วแน่ ๆ หลี่ฉีจึงได้แต่ยิ้มแหย ๆ แล้วพูดว่า “พูดก็พูดเถอะ ข้านี่เกลียดการทำธุรกิจกับคนฉลาดจริง ๆ”



“งั้นก็พอดีเลย ข้าเองก็เกลียดทำธุรกิจกับคนฉลาดเหมือนกัน เพราะงั้นตอนที่เจ้ามาชวนข้าร่วมมือ ข้าถึงตอบตกลงโดยไม่คิดอะไรเลย”



ไป๋เฉี่ยนนั่วกล่าวด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ นางรอคอยโอกาสนี้มานานแล้ว การได้ถอนขนจากไก่เหล็กขี้เหนียวอย่างหลี่ฉีได้นั้นทำให้นางมีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใด!



หลี่ฉีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะทำหน้าเจื่อนแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ… ใครใช้ให้ข้าเกิดมาเป็นคนซื่อสัตย์กันล่ะ? ช่างเถอะ อย่างไรจุ้ยเซียนจวีกับจวนฉินก็ยังขาดคนล้างจานกับกวาดพื้นอยู่ดี”



รอยยิ้มภาคภูมิใจบนใบหน้าของไป๋เฉี่ยนนั่วแข็งค้างไปในทันที




ตอนก่อน

จบบทที่ ยากเหมือนถอนขนจากไก่เหล็ก

ตอนถัดไป