ที่จริงแล้ว ข้าเป็นพ่อค้า

แทนที่จะได้ถอนขนจากไก่เหล็กสักเส้น ไป๋เฉี่ยนนั่วกลับยื่นของขวัญก้อนโตให้หลี่ฉีแทนเสียอย่างนั้น

ไป๋เฉี่ยนนั่วแทบจะเป็นลมด้วยความโมโห

หลี่ฉีเหลือบมองนางแวบหนึ่งก่อนจะหัวเราะเยาะในใจ คิดจะสู้กับข้า? สาวน้อย เจ้ายังอ่อนหัดนัก!

แต่หลี่ฉีก็ไม่ได้คิดจะเอาคืนไป๋เฉี่ยนนั่วมากเกินไป เพราะถึงอย่างไรนางก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเขาอยู่

เขาเดินไปข้างหน้าฝูงชนแล้วมองสำรวจเด็กหนุ่มสาวยี่สิบคนที่คัดเลือกมาอย่างละเอียด คนเหล่านี้อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ผอมแห้งเหลืองซีด เมื่อเห็นดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจ้องมองมาที่เขา หลี่ฉีถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว

ผู้ลี้ภัยเห็นหลี่ฉีเดินเข้ามา แต่ละคนต่างหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เห็นได้ชัดว่าทั้งเสียงตะโกนเมื่อครู่และสีหน้าถมึงทึงของหลี่ฉีทำให้พวกเขากลัวจนตัวสั่น

หลี่ฉีกวาดตามองพวกเขาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัด “แม่นางไป๋น่าจะบอกพวกเจ้าแล้วว่าทำไมข้าถึงให้พวกเจ้ามาที่นี่”

ทุกคนพากันพยักหน้า

“คุณชายช่างมีพระคุณล้นเหลือ ข้าติดหนี้บุญคุณท่านไปตลอดชีวิต แม้จะให้ข้าเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ ก็ยังตอบแทนพระคุณของท่านไม่ได้เลย!” หญิงชราผู้หนึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางเอ่ยขึ้น

ผู้คนที่เหลือก็ตื้นตันน้ำตาคลอ พากันกล่าวขอบคุณที่หลี่ฉีช่วยเหลือพวกเขา

บ้าเอ๊ย! ข้าไม่ได้ถนัดเรื่องซาบซึ้งกินใจสักหน่อย!

ดวงตาของหลี่ฉีเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ลืมเป้าหมายของตัวเอง เขาสูดหายใจลึกแล้วตะโกนออกไปว่า “พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า ข้าไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ไม่ใช่ผู้มีเมตตา และที่สำคัญ ข้าไม่ใช่ผู้มีพระคุณของพวกเจ้า!”

ทันทีที่พูดจบ ทุกคนต่างพากันตกตะลึงและจ้องมองหลี่ฉีด้วยความประหลาดใจ

หลี่ฉีเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า “ข้าเป็นพ่อค้า จำไว้ให้ดี! หากพ่อค้าคนหนึ่งให้พวกเจ้ากินข้าวสักคำ นั่นย่อมไม่ใช่ของฟรี พวกเจ้าต้องตอบแทนคืนไปให้เขา เพราะนี่เป็นแค่การแลกเปลี่ยนทางธุรกิจเท่านั้น!”

“พวกเจ้าโชคร้ายก็จริง แต่ก็ถือว่าโชคดีด้วย อย่างน้อยพวกเจ้ายังมีหลังคาคุ้มหัวและยังมีอาหารให้อิ่มท้อง ซึ่งดีกว่าชาวบ้านข้างนอกที่ไม่มีที่ซุกหัวนอนเสียอีก!”

พูดมาถึงตรงนี้หลี่ฉีก็ชี้ไปที่ไป๋เฉี่ยนนั่ว “แน่นอน พวกเจ้าต้องขอบคุณแม่นางไป๋ให้มาก ๆ ด้วย เพราะจวนหลังนี้นางยกให้พวกเจ้าใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย”

ไป๋เฉี่ยนนั่วได้ยินเช่นนั้น คิ้วเรียวสวยของนางก็ขมวดเข้าหากันทันที นางจ้องหลี่ฉีด้วยความฉงน ราวกับกำลังประมวลผลคำพูดของเขา

แน่นอนว่าเหล่าผู้ลี้ภัยเองก็รู้สึกตกตะลึงไม่แพ้กัน

หลี่ฉียกคิ้วขึ้นก่อนจะพูดต่อว่า “แต่จำไว้ให้ดี อย่าคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของพวกเจ้าถาวร ถ้าคิดแบบนั้นล่ะก็ พวกเจ้าคิดผิดมหันต์!”

“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าเป็นพ่อค้า ข้าไม่มีทางให้พวกเจ้ากินข้าวฟรี ๆ สิ่งที่ข้ามอบให้พวกเจ้าไม่ใช่ความเมตตา แต่เป็นโอกาส! โอกาสที่จะเลี้ยงดูตัวเองด้วยมือของพวกเจ้าเอง!”

“ดังนั้นสุดท้ายแล้ว พวกเจ้าก็ต้องพึ่งพาความพยายามของตัวเองอยู่ดี”

“ข้าขอพูดตรง ๆ ไว้ก่อน หากใครทำงานแล้วข้าไม่พอใจ ข้าก็จะเชิญพวกเจ้าออกจากที่นี่”

“ข้างนอกยังมีคนมากมายที่รอโอกาสนี้อยู่ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจงรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้ดี”

“เข้าใจหรือไม่!?”

ทุกคนพยักหน้าตามสัญชาตญาณ แต่ในใจก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเพราะกลัวว่าหลี่ฉีจะไล่พวกเขาออกไป

ไป๋เฉี่ยนนั่วได้ฟังก็ทั้งตกใจ ทั้งโกรธ ทั้งสับสน

นางตกใจเพราะคำพูดของหลี่ฉีช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน… เห็นแก่ตัวจนดูเหมือนว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจเลยเสียด้วยซ้ำ!

นางโกรธเพราะจากคำพูดของเขา มันชัดเจนว่าเขาเลือกมาร่วมมือกับนางก็แค่เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากนางเท่านั้น!

นางสับสนเพราะนับวันนางก็ยิ่งมองไม่ออกว่าชายคนนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่

แน่นอน… เพราะที่จริงนางก็ไม่เคยเข้าใจเขาเลยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

หลี่ฉีเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของทุกคนก็ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “แต่อย่ากังวลมากไป ขอแค่พวกเจ้าทำงานให้ข้าดี ๆ ข้ารับรองว่าได้กินเนื้อทุกมื้อแน่นอน”

เด็กหนุ่มสาวเหล่านั้นพอได้ยินคำว่า “ได้กินเนื้อ” ก็ตื่นเต้นจนเผลอยิ้มกว้างออกมา

เมื่อเห็นรอยยิ้มใสซื่อบริสุทธิ์ของพวกเขา หลี่ฉีก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม

“คุณชายหลี่ คำพูดของท่านช่างเปิดโลกให้ข้ายิ่งนัก” ไป๋เฉี่ยนนั่วเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงแววประชดประชัน

หลี่ฉีหัวเราะ “แค่พูดจากใจเท่านั้นเอง แม่นางไป๋อย่าได้หัวเราะเยาะข้าเลย”

ไป๋เฉี่ยนนั่วแค่นหัวเราะ “คำพูดที่มาจากใจของเจ้าช่างแพงเสียจริง”

หลี่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ข้าไปทำให้นางโกรธตอนไหนอีกล่ะเนี่ย? ช่างเถอะ ลูกผู้ชายที่ดีไม่ทะเลาะกับสตรี! ข้าจะไม่ต่อล้อต่อเถียงกับนาง!

เขาหัวเราะแห้ง ๆ แล้วพูดว่า “เรายืนคุยกันอยู่ข้างนอกแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะนะ เจ้าไม่คิดจะเชิญข้าเข้าไปนั่งข้างในหน่อยหรือ?”

ไป๋เฉี่ยนนั่วฮึมฮัมเบา ๆ แล้วพยุงหญิงชราผู้หนึ่งเดินเข้าไปในจวนก่อน ส่วนเซียงเอ๋อร์ก็หันมาถลึงตาใส่หลี่ฉีก่อนจะเดินตามเข้าไป

ไป๋เฉี่ยนนั่วอาจจะเมินเฉยต่อหลี่ฉีได้ แต่คนอื่น ๆ ไม่กล้าแน่ ทุกคนได้แต่ยืนแข็งทื่อมองหลี่ฉีด้วยความลังเล ไม่รู้ว่าควรเดินตามเข้าไปดีหรือไม่

เฮ้อ! นางไม่คิดจะให้หน้าข้าเลยหรือไง!

หลี่ฉีหัวเราะเสียงดัง “เข้าไปเถอะ เข้าไปกันให้หมด” พูดจบก็เดินเข้าไปหน้าตาเฉย

พอเข้าไปถึงลานบ้าน ภาพที่เห็นคือสลัมชัด ๆ

ถึงลานบ้านจะไม่เล็ก แต่เมื่อมีคนอยู่กันตั้งสามสี่สิบคน มันก็ยังดูคับแคบอยู่ดี

สองข้างลานมีการนำผ้าขาด ๆ มาขึงเป็นเพิงพักอยู่หลายหลัง ด้านล่างเพิงบางหลังก็มีเสื่อฟางปูอยู่ บางหลังก็ไม่มีอะไรเลย ข้างในเรือนก็เต็มไปด้วยเสื่อฟาง แทบไม่มีที่ให้นั่ง

ถึงจะดูรก แต่กลับไม่มีกลิ่นเหม็นมากนัก

หลี่ฉีรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่พอเห็นเสื้อผ้าที่ตากอยู่บนกำแพง แถมยังมีน้ำหยดติ๋ง ๆ อยู่ เขาก็เข้าใจทันที

แน่นอนว่าไป๋เฉี่ยนนั่วคงไม่อยากให้จวนของแม่เลี้ยงของนางเหม็นหึ่งไปหมด เลยสั่งให้พวกผู้ลี้ภัยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเข้ามา

หลี่ฉีถูกห้อมล้อมโดยฝูงชน พอเดินเข้าไปในเรือนทุกคนก็รีบรินน้ำชา ยกเก้าอี้ให้ ราวกับได้รับการต้อนรับในระดับจักรพรรดิ ทำเอาหลี่ฉีรู้สึกทั้งตื่นเต้นและกระอักกระอ่วนในเวลาเดียวกัน

ไป๋เฉี่ยนนั่วดูเหมือนจะไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับหลี่ฉี นางจึงไปที่ลานบ้านเพื่อสอนหนังสือให้เด็กหนุ่มสาวยี่สิบคน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่นางร่วมมือกับหลี่ฉี

“เนื้อกวางแห้ง”

“เนื้อกวางแห้ง”

“ปูแช่เหล้า”

“ปูแช่เหล้า”

...

ไป๋เฉี่ยนนั่วอ่านหนึ่งรอบ เด็ก ๆ ก็อ่านตามหนึ่งรอบ ทั้งหมดล้วนเป็นชื่ออาหาร

หลี่ฉีตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่งก่อนจะโล่งอกไปที แค่ไม่ใช่ ‘เมื่อแรกเกิด คนล้วนมีจิตใจดีงาม’ ก็พอแล้ว (*มาจากตำราเรียนอย่างคัมภีร์สามอักษร) เขาหัวเราะในใจ ไม่รู้ว่าแม่นางไป๋ไปเอาเมนูจากร้านอาหารไหนมาให้เด็ก ๆ ฝึกอ่านกันแน่

พอได้สติหลี่ฉีก็สังเกตเห็นว่าบรรดาลุงป้าทั้งหลายในเรือนกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนโบกมือไปมา “พวกท่านไปทำงานของพวกตัวเองเถอะ ไม่ต้องอยู่เฝ้าข้าหรอก”

ตอนนี้พวกเขาทั้งเคารพและเกรงกลัวหลี่ฉี พอหลี่ฉีพูดเช่นนั้นพวกเขาก็รีบพยักหน้าแล้วทยอยกันออกไป เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการหลังเพิ่งย้ายเข้ามา

คนที่เหลืออยู่มีเพียงชายวัยกลางคนห้าหกคน อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นสังคมชายเป็นใหญ่ พวกเขาย่อมไม่คิดลงมือทำงานบ้านแน่

หลี่ฉีนั่งว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ จึงหันไปถามลุงคนหนึ่งที่มีหนวดเคราครึ้มเต็มหน้า “ว่าแต่ลุง พวกท่านมาจากที่ไหนกัน?”

ลุงคนนั้นรีบตอบ “พวกข้ามาจาก ตงโจว ขอรับ”

หลี่ฉีพยักหน้าแล้วถอนหายใจ “ตอนนี้ที่นั่นกำลังมีสงคราม คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คงไม่พ้นชาวบ้านธรรมดาสินะ”

“ใช่เลย พวกข้าเดิมทีเป็นชาวซ่งที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินเหลียว แต่ฮ่องเต้เหลียวกลับโง่เขลาไร้คุณธรรม ปล่อยให้บ้านเมืองล่มจม ที่ร้ายยิ่งกว่าคือพวกหมาจิน พวกมันเป็นสัตว์เดรัจฉานเผาบ้านปล้นเมือง ทำเรื่องชั่วทุกอย่าง พอเข้าเมืองก็ฆ่าคน พอเห็นผู้หญิงก็ข่มขืน ไม่มีแม้แต่ศีลธรรมของสัตว์เดรัจฉาน! ภรรยาของข้าก็…” ลุงคนนั้นกล่าวอย่างโกรธแค้นก่อนจะทอดถอนใจ

คนอื่น ๆ ก็พากันถอนหายใจด้วยความเจ็บปวด

ชายร่างสูงอีกคนกล่าวอย่างเศร้าสลด “พวกข้ายังถือว่าโชคดีที่รอดจากคมดาบของพวกกองทัพจินมาได้ แต่มีอีกหลายคนที่… เฮ้อ”

โชคดีงั้นหรือ? อีกสี่ปีข้างหน้าพวกเจ้าคงต้องเผชิญกับหายนะแบบนี้อีกครั้งแน่!

เมื่อหลี่ฉีได้ฟังก็อดคิดถึงเหตุการณ์ “หายนะแห่งจิ้งคัง” ที่จะเกิดขึ้นในอีกสี่ปีข้างหน้าไม่ได้ แววตาของเขาค่อย ๆ หม่นหมองลง… ถึงเวลานั้นตัวเขาเองก็คงต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยเร่ร่อนไปเหมือนกัน

“คุณชายหลี่ คุณชายหลี่” ชายหลายคนเห็นหลี่ฉีเงียบไปกะทันหันก็เรียกเขาด้วยความหวาด ๆ เพราะกลัวว่าตัวเองจะพูดอะไรผิดไป

หลี่ฉีสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าหวาดกลัวของพวกเขาก็รีบยิ้มให้ “ขอโทษที เมื่อครู่ข้าเผลอเหม่อไปน่ะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็โล่งอกพร้อมกันก่อนจะยิ้มให้หลี่ฉีอย่างซื่อ ๆ

ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไง?

หลี่ฉีส่ายหัวขำ ๆ ก่อนจะถามต่อ “แล้วก่อนหน้านี้พวกท่านทำอาชีพอะไรกัน?”

ลุงหนวดเครารีบตอบ “ข้ามีนามว่า เถียน เคยเป็นช่างไม้มาก่อนขอรับ”

พูดจบเขาก็ชี้ไปที่ชายร่างสูง “ท่านนี้แซ่หวง เป็นช่างเคลือบเงา”

แล้วก็ชี้ไปที่ลุงที่อ้วนที่สุด “ท่านนี้แซ่เจิ้ง เป็นพ่อครัว”

ต่อมาก็ชี้ไปที่ชายหลังกระดาน “ท่านนี้แซ่จาง เป็นคนหมักเหล้า”

สุดท้ายเขาชี้ไปที่ชายร่างกำยำ “ท่านนี้แซ่เฉิน เป็นช่างไม้เหมือนข้า”

จากนั้นก็เสริมอีกว่า “ยังมีคนอื่น ๆ อีก ทุกคนล้วนมีฝีมือเป็นของตัวเอง”

โว้ว ๆ ๆ! เป็นไปได้ไง!? ข้าได้เจอพวกช่างฝีมืออีกแล้วเรอะ!? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่โชคข้าดีขนาดนี้!?

หลี่ฉีแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง แค่สุ่มหาผู้ลี้ภัยไม่กี่คนแต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนล้วนมีฝีมือเฉพาะตัว! นี่มันเว่อร์เกินไปแล้ว!

หลี่ฉีไม่เชื่อเด็ดขาดว่าโชคของเขาจะดีขนาดนี้ เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “แม่นางไป๋เคยถามพวกท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนไหม?”

เถียนช่างไม้ไม่รู้ว่าหลี่ฉีถามเรื่องนี้ทำไม แต่เขาไม่กล้าโกหก จึงพยักหน้าตอบว่า “เมื่อวานแม่นางไป๋ถามพวกข้าเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง ๆ ขอรับ”

ว่าแล้วเชียว!

หลี่ฉีเหลือบมองไปด้านนอก ในใจรู้สึกผิดไม่น้อย ดูท่าข้าจะเอาจิตใจของคนต่ำช้ามาตัดสินจิตใจของผู้สูงส่งเข้าให้แล้ว!

หลี่ฉีหัวเราะแห้ง ๆ กับตัวเอง แต่ในเมื่อแม่นางไป๋ช่วยคัดเลือกยอดฝีมือเหล่านี้มาให้แล้ว หากเขาไม่ใช้ประโยชน์จากพวกเขาก็คงเป็นการทรยศเจตนารมณ์ของนางพอดี และพอดีกับที่จุ้ยเซียนจวีกำลังปรับปรุงร้านอยู่… ทรัพยากรล้ำค่าแบบนี้จะปล่อยไว้เปล่า ๆ ได้อย่างไร?

ดังนั้นหลี่ฉีจึงเล่าให้พวกเขาฟังว่าจุ้ยเซียนจวีกำลังอยู่ระหว่างการตกแต่งร้านและเชิญชวนให้พวกเขามาช่วยงาน

เถียนช่างไม้และคนอื่น ๆ ก็กำลังกลุ้มใจว่าจะตอบแทนบุญคุณของหลี่ฉีได้อย่างไร พอได้ยินข้อเสนอนี้พวกเขาก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิดแม้แต่วินาทีเดียว พวกเขาไม่ต้องการค่าแรงแม้แต่น้อย ขอแค่มีข้าวกินและที่พักให้อยู่ก็พอแล้ว

เฮ้อ… ประหยัดเงินให้เจ้าไก่เหล็กขี้เหนียวไปได้อีกก้อนหนึ่งแล้วสิ!

ตอนก่อน

จบบทที่ ที่จริงแล้ว ข้าเป็นพ่อค้า

ตอนถัดไป