โดนรีดไถ

หลังจู่ ๆ ก็ได้แรงงานมาฟรี ๆ หลายคน หลี่ฉีก็อารมณ์ดีสุด ๆ หลังจากพูดคุยกับพวกเขาเล็กน้อย เขาก็ให้คนเหล่านี้ไปเก็บข้าวของแล้วเตรียมตัวไปที่จุ้ยเซียนจวีพร้อมกับเขา



หลังจากสั่งงานเสร็จหลี่ฉีก็เดินออกจากเรือนมา เขาเห็นไป๋เฉี่ยนนั่วกำลังสอนเด็ก ๆ อ่านหนังสืออย่างตั้งใจ เขาจึงไม่อยากรบกวนและนั่งลงข้าง ๆ แล้วฟังเงียบ ๆ



ผ่านไปครู่หนึ่งไป๋เฉี่ยนนั่วก็รู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองนางอยู่ เมื่อนางหันกลับไปก็สบเข้ากับสายตาเหม่อลอยของหลี่ฉีพอดี มันทำให้นางอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย



หลี่ฉีไม่คิดว่ามีอะไรไม่เหมาะสม เขาแค่ชื่นชมเฉย ๆ เท่านั้น เขาลุกขึ้นยืนแล้วยิ้ม “แม่นางไป๋ ลำบากเจ้าแย่แล้ว ข้าต้องขอขอบคุณเจ้าจริง ๆ”



นี่เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริงของเขา



แต่ไป๋เฉี่ยนนั่วกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น นางปล่อยให้เด็ก ๆ ฝึกกันเองก่อนจะยิ้มให้หลี่ฉีแล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่เจ้าบอกเองว่าเจ้าเป็นพ่อค้าไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้น คำขอบคุณของเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรสักเท่าไร อย่าพูดเลยดีกว่า”



โธ่เว้ย!



หลี่ฉีหน้าค้างไปชั่วขณะ เขารีบเปลี่ยนเรื่องแล้วหัวเราะแห้ง ๆ “ว่าแต่… ใกล้เที่ยงแล้ว วันนี้เราจะกินอะไรกัน?”



ไป๋เฉี่ยนนั่วฮึมฮัมเบา ๆ “เดี๋ยวจะมีคนเอาหมั่นโถวมาให้ เจ้าไม่อดตายหรอก”



“แค่หมั่นโถว? แบบนี้ไม่ได้หรอก! เจ้าเห็นไหมว่าพวกเขาผอมแห้งเหมือนลิงกันหมด ถ้าส่งไปยืนอยู่ในร้านคนอื่นจะคิดว่าจุ้ยเซียนจวีกลายเป็นศูนย์สงเคราะห์ผู้ลี้ภัย” หลี่ฉีส่ายหัว



ไป๋เฉี่ยนนั่วกลอกตาแล้วตอบเสียงแข็ง “ข้าเองก็อยากให้พวกเขากินปลากินเนื้อเหมือนกัน แต่เจ้าอย่าลืมนะว่าเมื่อวันก่อนเจ้าส่งเงินให้ข้าแค่หนึ่งร้อยตำลึง ตอนนั้นตั้งไว้ที่แค่ยี่สิบคน แต่ตอนนี้เพิ่มมาอีกเป็นสิบ แถมยังต้องกินไปอีกเป็นเดือน เจ้าคงคิดเลขเป็นใช่ไหม?”



“เอ่อ… แค่ก ๆ ๆ คือว่า… ร้านข้ากำลังปรับปรุง เลยขัดสนอยู่หน่อย”



หลี่ฉีพูดอ้อมแอ้มก่อนจะเสริมว่า “แต่เพื่อเป็นการขอบคุณแม่นางไป๋ที่ช่วยเหลือจุ้ยเซียนจวีโดยไม่หวังผลตอบแทน ข้าจะออกเงินห้าก้วนให้ทุกคนได้กินของดี ๆ”



ไป๋เฉี่ยนนั่วเหลือบมองเขาอย่างสงสัย “จริงหรือ?”



“แน่นอนว่าจริง!” หลี่ฉีรับประกัน



“เอาเงินมา” ไป๋เฉี่ยนนั่วยื่นมือออกไป



ก็แค่ห้าก้วนเอง เจ้าดูถูกข้าไปหน่อยแล้วมั้ง!



หลี่ฉีเหลือบตามองนางแวบหนึ่งก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แต่แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ไม่นะ! ข้าลืมเอาเงินมา!?”



เขาคลำหาทั่วตัวแต่ก็พบว่าตัวเองไม่ได้พกเงินมาจริง ๆ



ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นเขาเหงื่อแตกพลั่กก็คาดเดาได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว นางจึงแกล้งพูดยิ้ม ๆ “อะไรนะ? เจ้าอย่าบอกข้านะว่าเจ้าลืมเอาเงินมา?”



หลี่ฉีมองนางอย่างกระอักกระอ่วนก่อนจะชูนิ้วโป้งทั้งสองข้าง “แม่นางไป๋เจ้าฉลาดมาก เดาถูกเป๊ะเลย… ข้าลืมเอาเงินมา!”



ไป๋เฉี่ยนนั่วกลอกตาใส่เขาอย่างไม่ใส่ใจ “ปากบอกว่าจะตอบแทน แต่กลับไม่มีเงินติดตัว เจ้านี่ไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย”



หลี่ฉีรู้ว่าตัวเองผิดจึงไม่กล้าเถียง ได้แต่ถูมือไปมาแล้วถาม “เอ่อ… งั้น… เจ้าพกเงินมาหรือเปล่า?”



“แน่นอนว่าพกมา ข้าน่ะไม่เหมือนเจ้า”



“งั้นเจ้าพอจะให้ข้ายืมห้าก้วนก่อนได้ไหม? ข้ารับรองว่าพอถึงร้านข้าจะคืนให้เจ้าแน่นอน” หลี่ฉียกมือทุบอกตัวเองเป็นการรับประกัน



ไป๋เฉี่ยนนั่วแววตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์ “ที่จริงให้เจ้ายืมห้าก้วนก็ได้… แต่ว่า—เจ้าต้องคืนข้า ยี่สิบก้วน”



รีดไถ!



รีดไถกันแบบไม่ปิดบังเลย!



หลี่ฉีบ่นอย่างหงุดหงิด “เจ้าขูดเลือดขูดเนื้อไปหน่อยไหม? ไม่กลัวกินจนท้องแตกหรือไง?”



ไป๋เฉี่ยนนั่วไหวไหล่ “ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าขอยืมสักหน่อย”



“หกก้วน!”



“สิบห้าก้วน!”



“แปดก้วน ไม่ให้มากกว่านี้แล้ว”



“สิบก้วน ถ้าต่ำกว่านี้ เจ้าก็ไปหาคนอื่นยืมเถอะ”



“เจ้ามันโหดจริง ๆ ตกลง!”



หลี่ฉีกัดฟันจนฟันแทบแตก ข้าเล่นงานคนอื่นมาแล้วสองชาติ ดันมาโดนเล่นกลับซะเอง ช่างเป็นความอัปยศครั้งใหญ่!



ไป๋เฉี่ยนนั่วได้เอาคืนเสียที นางดีใจสุด ๆ จึงรีบสั่งให้เซียงเอ๋อร์เอา เงินอิ๋ง (ตั๋วเงิน) มูลค่าห้าก้วนออกมา



ตั๋วเงินปึกหนาในนั้นมีมูลค่าตั้งแต่สิบเหวินถึงห้าสิบเหวิน



หลี่ฉีรับตั๋วเงินมาแล้วถามอย่างหงุดหงิด “เจ้ามีพู่กันไหม?”



ไป๋เฉี่ยนนั่วพยักหน้า “ในเรือนมี เจ้าจะเอาไปทำอะไร? ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าทำสัญญาหนี้นะ”



“อย่าเพิ่งถาม เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” หลี่ฉีตอบอย่างมีลับลมคมใน “ช่วยเอาพู่กันมาให้ข้าที แล้วก็เอาเศษผ้ามาด้วย”



ไป๋เฉี่ยนนั่วไม่รู้ว่าหลี่ฉีจะเอาไปทำอะไร แต่ของพวกนี้ก็ไม่ได้มีค่าอะไร นางจึงสั่งให้เซียงเอ๋อร์เข้าไปในเรือนและหยิบพู่กันกับเศษผ้าออกมาให้



ไม่นานเซียงเอ๋อร์ก็เอาพู่กันกับเศษผ้ามาให้



หลี่ฉีรับพู่กันมาแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาหน้าเริ่มขึ้นสีก่อนจะยื่นพู่กันคืนให้ไป๋เฉี่ยนนั่วแล้วหัวเราะแห้ง ๆ “ขอโทษที… คงต้องรบกวนเจ้าแล้วล่ะ”



ไป๋เฉี่ยนนั่วรับพู่กันมาแล้วถามอย่างตกใจ “เจ้าอ่านหนังสือไม่ออก?”



“ไม่ใช่แบบนั้น… แค่ลายมือข้ามันแย่มาก ขนาดตัวข้าเองยังทนดูไม่ได้” หลี่ฉีหัวเราะอย่างจนใจ ในยุคของข้า มีใครที่ไหนยังฝึกเขียนพู่กันจีนกันบ้างล่ะ!?



ไป๋เฉี่ยนนั่วมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด ไม่น่าเชื่อจริง ๆ นางเคยคิดว่าหลี่ฉีต้องเป็นคนที่มีความสามารถด้านวรรณศิลป์ เพราะสามารถโต้กลอนกับนางและซ่งอวี่เฉินได้ แต่ใครจะคิดว่า… เขาจะเขียนหนังสือไม่ได้เรื่อง!



ชายคนนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่!?



ไป๋เฉี่ยนนั่วทั้งขำทั้งปวดหัว “งั้นเจ้าก็บอกข้ามาว่าอยากให้ข้าเขียนอะไร”



หลี่ฉีหัวเราะเฮอะ ๆ “ง่ายมาก… เอ่อ—หมูสิบห้าชั่ง เต้าหู้ กระเทียม ขิง ต้นหอม ผักกาดขาว…”



เขาร่ายยาวชื่อวัตถุดิบ เครื่องปรุง และส่วนผสมมากกว่าสามสิบอย่าง แล้วให้ไป๋เฉี่ยนนั่วเขียนลงบนเศษผ้าแต่ละชิ้น ชิ้นละหนึ่งถึงสองคำ



ไป๋เฉี่ยนนั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขา แต่นางก็ไม่ได้ถามอะไรและลงมือเขียนตามที่เขาบอก



หลังจากไป๋เฉี่ยนนั่วเขียนเสร็จหมดแล้ว หลี่ฉีก็หยิบเศษผ้าเหล่านั้นขึ้นมาก่อนจะเดินไปหาเด็ก ๆ แล้วลูบศีรษะเด็กชายที่ดูแข็งแรงที่สุดในกลุ่ม จากนั้นก็ยิ้มถามว่า “น้องชาย เจ้าชื่ออะไร?”



เด็กชายดูเหมือนจะกลัวหลี่ฉีเล็กน้อย เขาตอบด้วยเสียงสั่น ๆ “ขะ… ข้าชื่อ เถียนฉี”



เฮ้ย! เถียนฉี? ชื่อนี้โคตรเท่เลยนี่หว่า!



หลี่ฉีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “บิดาของเจ้าคือเถียนที่เป็นช่างไม้ใช่ไหม?”



เถียนฉีพยักหน้ารับ



“เฮอะ! บิดาเจ้าตั้งชื่อเก่งจริง ๆ นะ สมควรไปจดลิขสิทธิ์ได้เลย”



หลี่ฉีพูดอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ ก่อนจะหยิบเศษผ้าขึ้นมาชิ้นหนึ่งยื่นให้เถียนฉีดูแล้วถามว่า “เถียนฉี เจ้ารู้จักอักษรพวกนี้ไหม?”



เถียนฉีเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “หมู กับ เอ่อ… อะไรสักอย่าง” ดูเหมือนว่าเขาจะอ่านตัวสุดท้ายไม่ออก



“ตัวนี้อ่านว่า เจียง (ขิง) จำได้ไหม?” หลี่ฉียิ้มถาม



เถียนฉีพึมพำอ่านตามเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้า



“ดีมาก”



หลี่ฉียื่นเศษผ้าให้เขา “เจ้าช่วยไปซื้อหมูสิบห้าชั่งกับขิงหนึ่งชั่งให้ข้าหน่อยได้ไหม?”



เหล่าผู้ใหญ่ได้ยินว่าหลี่ฉีจะให้เถียนฉีไปซื้อหมูก็พากันกรูกันเข้ามาเสนอตัวขอรับหน้าที่แทน



แต่หลี่ฉีปฏิเสธหมด ถ้าให้พวกเจ้าซื้อข้าจะมานั่งเสียเวลาเตรียมการทำไมล่ะ?



เขาแจกเศษผ้าให้เด็กทุกคน คนละชิ้น พร้อมกับตั๋วเงินอีกเล็กน้อย จากนั้นก็สั่งให้พวกเขาไปซื้อของตามที่เขียนไว้ โดยให้มีผู้ใหญ่คนหนึ่งตามไปช่วยเถียนฉีซื้อหมูเท่านั้น ส่วนเด็กคนอื่นต้องไปซื้อของเอง



เด็ก ๆ ที่ได้รับเงินมาก็ตัวสั่นไปหมด พวกเขากลัวเงินหาย แต่ยิ่งกว่านั้นคือพวกเขากลัวหลี่ฉีมากกว่า พวกเขาจึงทำได้แค่กัดฟันเดินออกไปทำตามคำสั่ง โชคดีที่พวกเขาเร่ร่อนอยู่แถวนี้มานานแล้ว หลี่ฉีจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะหลงทาง



หลังจากเด็ก ๆ ออกไปแล้ว หลี่ฉีก็สั่งให้เถียนช่างไม้กับพรรคพวกไปตัดฟืน ส่วนพวกหญิงชราให้ไปหาเศษหินเพื่อนำมาก่อเป็นเตาชั่วคราวตรงลานบ้าน ส่วนพวกหม้อ กระทะ และอุปกรณ์ทำครัวอื่น ๆ ในเรือนมีอยู่แล้ว



หลังจากสั่งการเสร็จหมด หลี่ฉียังไม่ทันได้พักหายใจ ไป๋เฉี่ยนนั่วก็เดินเข้ามาพร้อมกับมองเขาด้วยสายตาซับซ้อน “เจ้าทำแบบนี้เพราะอยากสอนพวกเขาให้อ่านหนังสือใช่ไหม?”



หลี่ฉีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ “ดูท่าข้าจะปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลยสินะ… ก็แค่อยากใช้โอกาสนี้ให้พวกเขาได้เรียนรู้อักษรเพิ่มขึ้น แต่ใช้วิธีนี้บ่อย ๆ คงไม่ไหว… เปลืองเงินเกินไป อย่างไรเสีย ข้าก็คงต้องรบกวนเจ้าให้ช่วยสอนพวกเขาอยู่ดี”



“วางใจเถอะ ข้ารับปากแล้วก็ไม่ผิดคำพูดแน่นอน” ไป๋เฉี่ยนนั่วฮึมฮัม



แต่ในใจนางกลับคิดว่าวิธีของหลี่ฉีนั้นยอดเยี่ยม เด็ก ๆ ที่ได้รับเงินจำนวนมากมาคงไม่กล้าแยกกันเดินแน่ ๆ พวกเขาต้องรวมกลุ่มกันคิดวิธีซื้อของ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องคอยอ่านอักษรบนเศษผ้าไปด้วย ดังนั้นอักษรเหล่านั้นจะถูกพวกเขาจดจำโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจจะได้ผลยิ่งกว่าการให้นางนำอ่านซ้ำ ๆ ร้อยรอบเสียอีก



หลี่ฉีหัวเราะเฮอะ ๆ “ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้าอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นข้าจะชวนเจ้าร่วมมือทำธุรกิจได้ยังไง?”



ไป๋เฉี่ยนนั่วถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิดก่อนถามต่อ “ว่าแต่… เจ้าเตรียมจะทำอาหารอะไร?”



หลี่ฉีหัวเราะเจ้าเล่ห์ “รออีกเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง วางใจเถอะ ข้าไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน”



สำหรับนิสัยของหลี่ฉีที่ชอบทำให้คนอื่นอยากรู้แต่ไม่ยอมบอก ไป๋เฉี่ยนนั่วคุ้นเคยมานานแล้ว แต่พอนึกถึงเมนู "ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม" ที่เขาทำเมื่อคืน นางก็อดตั้งตารอไม่ได้



ตอนก่อน

จบบทที่ โดนรีดไถ

ตอนถัดไป