อาหารหม้อใหญ่
เด็ก ๆ ยังไม่กลับมา แต่เตาทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลี่ฉีไม่ปล่อยให้ตัวเองว่างงาน เขาสั่งให้คนต้มน้ำให้เต็มหม้อใหญ่
ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ นางไม่เคยเห็นใครทำอาหารที่ต้องใช้น้ำมากขนาดนี้
อย่าว่าแต่นางเลย หลี่ฉีเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน ที่เขาต้มน้ำไม่ใช่เพื่อทำอาหารแต่เพื่อฆ่าเชื้อ
ในฐานะเชฟจากศตวรรษที่ 21 เขาย่อมรู้ถึงความสำคัญของสุขอนามัย
หลี่ฉีให้คนเอาอุปกรณ์ทำอาหารทั้งหมดมาลวกด้วยน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อ นอกจากนี้เขาวางแผนจะให้พวกป้า ๆ ไปช่วยทำความสะอาดจุ้ยเซียนจวีอยู่แล้ว ดังนั้นในระหว่างที่พวกนางล้างชาม เขาก็ยืนคุมอยู่ข้าง ๆ คอยสอนแนวคิดเรื่องสุขอนามัยและความสำคัญของมัน
ถึงแม้ว่าพวกป้า ๆ จะฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่พวกนางก็ไม่กล้าละเลยคำสั่งของหลี่ฉี จึงทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง
ไป๋เฉี่ยนนั่วยืนดูอยู่ข้าง ๆ แม้จะไม่ได้ลงมือช่วย แต่แนวคิดของหลี่ฉีก็ทำให้นางรู้สึกทึ่งมากและนางเองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเขาเช่นกัน
ส่วนเซียงเอ๋อร์ดูเหมือนจะคิดว่าหลี่ฉีทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปหน่อย นางยืนกอดอกแสดงท่าทีดูแคลนอยู่ข้าง ๆ
หลังจากฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทำอาหารเสร็จ เด็ก ๆ ก็ทยอยกลับมาพร้อมกับวัตถุดิบที่หลี่ฉีให้ไปซื้อ แต่ละคนดูตื่นเต้นดีใจมาก
หลี่ฉีตรวจสอบทั้งหมดและพบว่าเด็กบางคนซื้อปริมาณไม่ตรงตามที่เขียนไว้บนเศษผ้า แต่ส่วนใหญ่ทำได้ดีมาก ซึ่งถือว่าเยี่ยมแล้ว แสดงให้เห็นว่าเด็กพวกนี้ไม่ได้โง่ แค่ยังต้องได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม
เขารู้สึกพอใจมากจึงชมเชยพวกเด็ก ๆ ไปยกใหญ่ จากนั้นก็ให้พวกเขาพักผ่อนพร้อมกับเรียนรู้อักษรเพิ่มเติมไปด้วย
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลี่ฉีก็หยิบมีดทำครัวที่พ่อครัวเจิ้งเพิ่งลับเสร็จขึ้นมาแล้วเริ่มลงมือทำอาหาร
เมื่อใดที่หลี่ฉีจับมีดทำครัว นั่นคือช่วงเวลาที่เขาจริงจังที่สุด ทุกคนรอบข้างเหมือนถูกบรรยากาศของเขากลืนไปหมด ไม่มีใครกล้าหายใจแรง
ต้องยอมรับเลยว่าผู้ชายที่จริงจังกับงานของตัวเองนั้นดูมีเสน่ห์ที่สุด
แม้แต่ไป๋เฉี่ยนนั่วก็ยังรู้สึกได้ว่าหลี่ฉีในตอนนี้แตกต่างจากตัวเขาตามปกติโดยสิ้นเชิง
เพียงพริบตาเดียวหลี่ฉีก็หั่นวัตถุดิบทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยและแบ่งใส่ชามไว้
ไม่ว่าจะเป็นหมู เต้าหู้ หรือผัก ทุกอย่างถูกหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ขนาดเท่ากันเป๊ะ
พ่อครัวเจิ้งเองก็เป็นพ่อครัวอยู่แล้ว แค่เห็นฝีมือการใช้มีดของหลี่ฉีเขาก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่มีทางเทียบได้เลย ในใจอดชื่นชมไม่ได้
ทุกคนเห็นหลี่ฉีซื้อของมาเยอะมาก แม้ว่าปริมาณเนื้อจะน้อยไปหน่อย แต่ก็พอทำอาหารได้หลายจาน ทว่าเมื่อเห็นว่าเขาหยิบส่วนหนึ่งจากทุกวัตถุดิบแล้วใส่รวมกันในหม้อเดียว พวกเขาก็พากันตะลึง
แม้แต่ไป๋เฉี่ยนนั่วที่เคยเห็นอะไรมามากมายก็ยังไม่เคยพบวิธีทำอาหารแบบนี้มาก่อน
ที่จริงแล้วสิ่งที่หลี่ฉีกำลังทำก็คือ "ต้าโกวไช่" (อาหารหม้อใหญ่)
เมนูนี้เป็นอาหารที่คนในอนาคตมองว่าเป็นของราคาถูกมาก
แต่ในสายตาของหลี่ฉี “ต้าโกวไช่” เป็นอาหารที่ควรค่าแก่การศึกษา
การทำอาหารหม้อใหญ่นั้นไม่ต้องใช้เทคนิคซับซ้อน แต่ต้องมีพื้นฐานการทำอาหารที่แข็งแกร่ง
สิ่งแรกที่สำคัญคือความเข้าใจในวัตถุดิบของเชฟ ถึงแม้อาหารหม้อใหญ่จะเป็นการนำวัตถุดิบหลายอย่างมาปรุงรวมกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจับอะไรมาผสมกันก็ได้ ทุกอย่างต้องผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียด
ประการที่สองคือทักษะการใช้มีด อาหารหม้อใหญ่ต้องไม่หั่นวัตถุดิบให้หนาเกินไปหรือชิ้นใหญ่เกินไป เพราะเมื่อส่วนผสมหลายชนิดถูกนำมาผัดรวมกัน หากหั่นชิ้นใหญ่เกินไปก็จะทำให้สุกไม่ทั่วถึงและไม่สามารถดูดซับรสชาติซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายคือการควบคุมรสชาติให้สมดุลซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุด เนื่องจากวัตถุดิบมีมากมายหลายชนิดและปริมาณก็เยอะ การทำให้ออกมาลงตัวทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่หลี่ฉีเองก็ยังทำให้สมบูรณ์แบบไม่ได้
อาหารหม้อใหญ่ที่พ่อครัวโรงอาหารตามโรงเรียนกันนั้นแทบจะเป็นการทำลายศาสตร์แห่งเมนูนี้ไปเลย บ้างก็ใส่น้ำมากเกินไปจนจืดชืดไร้รสชาติ บ้างก็ใส่น้ำมันจนเยิ้มไปทั้งชาม พอกินเสร็จแล้วเหลือแต่น้ำมันดำ ๆ ลอยเต็มถ้วย แบบนี้มันจะกินอร่อยได้ยังไง?
สภาพนี้แทบไม่ต่างอะไรกับอาหารหมูเลย!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็กนักเรียนถึงยอมกินข้าวผัดไข่แทนที่จะกินอาหารหม้อใหญ่
ถึงแม้ว่าต้าโกวไช่จะเทียบไม่ได้กับเมนูหรูหราอย่างหูฉลามหรือเป๋าฮื้อ แต่ก็เป็นอาหารที่เหมาะกับคนหมู่มาก ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถกินของหรูหราเหล่านั้นได้ทุกมื้อ
นอกจากนี้อาหารหม้อใหญ่ยังให้คุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าหลาย ๆ เมนู เพราะมีสารอาหารครบถ้วน
แม้ว่าเป็นแค่อาหารหม้อเดียว แต่หลี่ฉีก็ต้องแบ่งผัดถึงสามรอบเพราะมีวัตถุดิบมากเกินไป หากใส่ลงกระทะทั้งหมดในคราวเดียวคงไม่มีที่ให้พลิกผัดเลย
หลังจากผัดเสร็จสองรอบแรก เขาก็ตักแบ่งให้พวกหญิงชราและเด็ก ๆ ก่อน หลี่ฉีไม่สนใจเรื่องชายเป็นใหญ่หญิงเป็นรองอะไรทั้งนั้น
ขณะที่หลี่ฉีกำลังผัดอาหารอยู่ หมั่นโถวที่ไป๋เฉี่ยนนั่วสั่งไว้ก็ถูกนำมาส่ง เด็ก ๆ นั่งยอง ๆ ตามมุมเรือนและหยิบหมั่นโถวคนละสามสี่ลูกมากินคู่กับอาหารหม้อใหญ่ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขขณะเคี้ยวกันอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนพวกชายฉกรรจ์ที่ยังไม่ได้กิน น้ำลายแทบจะไหลเป็นทาง
แต่หลี่ฉีไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาหิวนานเกินไป ไม่นานนักอาหารหม้อใหญ่หม้อสุดท้ายก็เสร็จเรียบร้อย
หลี่ฉีไม่ได้ให้พวกเขาตักใส่ถ้วย แต่เรียกทุกคนมานั่งล้อมหม้อแล้วใช้ตะเกียบคีบกินจากหม้อใหญ่โดยตรง
อาหารหม้อใหญ่ถ้าไม่มี "หม้อ" มันจะเป็นต้าโกวไช่ได้ยังไงกัน!?
เนื่องจากเลยเวลาอาหารมานาน พวกชายฉกรรจ์เหล่านี้จึงหิวจนตาลาย พอได้ยินว่าเริ่มกินได้แล้วก็รีบแย่งกันคีบอาหารโดยไม่สนใจว่าเป็นกระเทียมหรือเนื้อ ขอแค่ได้กินก็พอ
สำหรับอาหารหม้อใหญ่นี้ ทุกคนต่างชมไม่ขาดปาก
ไป๋เฉี่ยนนั่วนั่งข้างหลี่ฉีคีบผักใบหนึ่งขึ้นมาชิม แม้ว่ารสชาติจะไม่ได้ทำให้นางตกตะลึงเหมือน “ยิ้มกริ่มปลื้มปริ่ม” ที่เขาทำเมื่อคืน แต่ก็ไม่คิดว่าแค่ผักธรรมดาหลังผ่านมือเขาแล้วจะอร่อยได้ถึงเพียงนี้ นางจึงถามว่า “คุณชายหลี่ เมนูนี้เรียกว่าอะไร?”
หลี่ฉียิ้มตอบ “ต้าโกวไช่ ชื่อมันบ้าน ๆ หน่อยนะ”
“ต้าโกวไช่หรือ?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วพยักหน้าเบา ๆ “ชื่อเหมาะดี แล้วอาหารจานนี้เจ้าคิดขึ้นมาเองหรือเปล่า?”
“เอ่อ… ไม่เชิง ข้าไม่ได้คิดขึ้นมาใหม่หรอก เพียงแต่เมื่อก่อนไม่มีโอกาสทำ” หลี่ฉีส่ายหัว
ไป๋เฉี่ยนนั่วอดถอนหายใจไม่ได้ “ดูท่าพี่หญิงหวังจะโชคดีมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้า”
แม้ในสายตานาง หลี่ฉีจะเป็นคนที่หมกมุ่นเรื่องเงินทองเกินไป แต่ว่าฝีมือทำอาหารของเขานั้นนางไม่มีอะไรจะติเลย
หลี่ฉีหัวเราะเฮอะ ๆ “เรียกว่าโชคดีระดับฟ้าประทานเลยก็ว่าได้ แต่คราวหน้าเวลาคุยกับฮูหยิน เจ้าอย่าเผลอชมข้ามากไปล่ะ”
ไป๋เฉี่ยนนั่วทั้งขำทั้งเหนื่อยใจกับ “ความถ่อมตัว” ของเขา นางได้แต่ส่ายหัวโดยไม่พูดอะไร
ช่างไม้เถียนเคี้ยวอาหารด้วยความพึงพอใจก่อนจะพูดกับหลี่ฉี “คุณชายหลี่ ตะ… ต้าโกวไช่นี้ อร่อยจนหาคำบรรยายไม่ได้เลย ข้าขอยืนยันว่าเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาในชีวิต”
“แน่นอน! คุณชายหลี่เป็นใครกัน? แค่ได้กินอาหารที่เขาทำก็นับว่าเป็นบุญสามชาติแล้ว”
หลี่ฉีเห็นพวกเขาชมกันจนเกินจริงก็รีบยกมือห้าม “ข้าก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น รีบกินเถอะ”
“ใช่ ๆ กินก่อน!”
“ถ้าได้เหล้าดี ๆ มาดื่มสักหน่อยคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้แล้ว” ช่างไม้เถียนพูดพลางถอนหายใจ ดูท่าจะอยากดื่มมาก
ไป๋เฉี่ยนนั่วชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าหลี่ฉีไม่ได้สั่งให้ใครไปซื้อเหล้า ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือคนส่วนใหญ่ชอบดื่มเหล้า อาหารทุกมื้อมักจะมีเหล้าคู่กัน นางจึงรีบสั่ง “เซียงเอ๋อร์ เจ้าออกไปดูหน่อยว่าหาเหล้าได้หรือไม่”
“ไม่ต้อง”
หลี่ฉียกมือห้ามเซียงเอ๋อร์ก่อนจะหันไปบอกช่างไม้เถียน “พวกเจ้าต้องไปที่ร้านกับข้าต่อ งดเหล้าก่อนแล้วกัน”
แม้เสียงของเขาจะไม่ได้ดังมากนัก แต่ก็ดูจริงจังจนไม่มีใครกล้าเถียง
ไป๋เฉี่ยนนั่วตกใจเล็กน้อยก่อนจะส่งสายตาให้เซียงเอ๋อร์เป็นเชิงว่าไม่ต้องไปแล้ว
ช่างไม้เถียนสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของหลี่ฉี ใบหน้าหยาบกร้านของเขาขึ้นสีก่อนจะรีบกล่าวขอโทษ
หลี่ฉียิ้มบาง ๆ ให้เพื่อบอกว่าไม่เป็นไร แต่ในใจยังคงหงุดหงิด ตอนนี้พวกเจ้าจะมีกินหรือไม่ยังเป็นปัญหาแท้ ๆ แต่ดันคิดถึงเหล้าก่อนแล้ว ข้าเป็นเจ้าหนี้หรือเป็นหลานของพวกเจ้ากันแน่!?
เขาไม่ได้เสียดายเงินค่าเหล้า แต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต อยากทำอะไรก็ควรดูสภาพแวดล้อมรอบตัวเสียก่อน
อีกอย่างเขาเพิ่งบอกช่างไม้เถียนกับพวกไปว่าให้ไปที่จุ้ยเซียนจวีด้วยกันตอนบ่าย ถ้าเขาพาคนเมาไปเต็มร้าน มีหวังอู๋ฝูหรงคงคิดว่าเขาพาญาติขี้เมามาก่อความวุ่นวายแน่ ๆ
หลังจากกินเสร็จและพักสักครู่ หลี่ฉีก็เริ่มสอนพวกเด็ก ๆ เกี่ยวกับมารยาทในการให้บริการที่ล้ำยุค
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการเปลี่ยนจุ้ยเซียนจวีให้กลายเป็นภัตตาคารที่ทันสมัย
เรื่องนี้เขาวางแผนไว้นานแล้ว เขาไม่ต้องการให้ร้านออกมาเหมือนเฟยชุ่ยเซวียนที่มีพนักงานเสิร์ฟเจ็ดแปดคนวิ่งวุ่นเป็นไก่ไร้หัว แถมยังใช้การตะโกนสั่งงานกันไปมา
ถ้าเป็นยุคของเขา ต่อให้ร้านอาหารอร่อยแค่ไหน แต่หากการบริการแย่แบบนั้นก็คงไม่มีลูกค้าอยากมา
สำหรับภัตตาคารแล้วการบริการระดับแนวหน้าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
หลี่ฉีเริ่มสอนพื้นฐานเรื่อง กิริยามารยาท เช่น รอยยิ้ม น้ำเสียงที่ใช้พูดคุย และท่าทีที่ควรแสดงต่อแขก
จากนั้นเขาก็สอนเรื่อง บุคลิกภาพ เช่น ท่ายืน ท่านั่ง และท่าทางพื้นฐาน
ตอนแรกไป๋เฉี่ยนนั่วกับเซียงเอ๋อร์เห็นท่าทางประหลาด ๆ ที่หลี่ฉีสอน พวกนางก็แทบกลั้นขำไว้ไม่อยู่ แต่เมื่อดูไปเรื่อย ๆ ทั้งคู่กลับหัวเราะไม่ออกอีกต่อไปและเหลือเพียงความตกตะลึงเท่านั้น
หากจะใช้คำศัพท์สมัยใหม่มาอธิบายความตกตะลึงนี้ ก็คงเป็นคำว่า "มืออาชีพ"