ขุมทรัพย์ในเหล้า (ตอนต้น)
หลี่ฉีสอนอย่างจริงจัง เด็ก ๆ ก็เรียนอย่างตั้งใจ คนรอบข้างก็ตั้งใจดูยิ่งกว่าจนทั่วทั้งลานได้ยินแต่เสียงของเขาคนเดียว
เวลาก็ค่อย ๆ ผ่านไป
ไม่ทันรู้ตัวพระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงไปทางทิศตะวันตกแล้ว
เมื่อเห็นว่าเริ่มเย็นแล้ว หลี่ฉีก็หยุดสอนและกำชับเด็ก ๆ ให้ฝึกซ้อมให้มากขึ้นในคืนนี้ พรุ่งนี้เขาจะมาตรวจ แล้วจากนั้นก็พาช่างไม้เถียนกับพรรคพวกติดตามไป๋เฉี่ยนนั่วกลับเข้าเมือง
วันนี้หลี่ฉียุ่งทั้งวัน ทางฝั่งอู๋ฝูหรงเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาพาอู๋เสี่ยวหลิวและพวกออกตระเวนไปทั่วเปี้ยนจิง ในที่สุดก็รวบรวมช่างไม้ ช่างก่ออิฐ ช่างทาสี และช่างฝีมือด้านตกแต่งอื่น ๆ ได้ครบ
พอตอนบ่ายเริ่มงานกันแล้วก็ยุ่งจนถึงช่วงหัวค่ำถึงได้เลิกงาน
ไม่นานหลังจากที่พวกช่างแยกย้าย หลี่ฉีก็มาถึง
เมื่อกลับถึงจุ้ยเซียนจวี หลี่ฉีก็อธิบายให้ฟังถึงภูมิหลังของช่างไม้เถียนกับพรรคพวก รวมถึงเหตุผลที่เขาพาคนเหล่านี้มาด้วย
อู๋ฝูหรงได้ยินแล้วก็ตื่นเต้นไม่น้อย จุ้ยเซียนจวีกำลังขาดคนอยู่พอดี มีคนมาช่วยเพิ่มย่อมเป็นเรื่องดี ที่สำคัญคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นช่างฝีมือ มีเครื่องมืออยู่ในมือก็ทำงานได้ทันที ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้แล้ว
หลังจากรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน หลี่ฉีก็สั่งให้พวกอู๋เสี่ยวหลิวทำความสะอาดห้องว่างสองสามห้องเพื่อให้พวกช่างไม้เถียนเข้าพัก
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ หลี่ฉีก็เล่าถึงแผนการคัดเลือกพวกผู้อพยพมาเป็นพนักงานเสิร์ฟที่จุ้ยเซียนจวี
อู๋ฝูหรงได้ฟังก็ดีใจและกังวลไปพร้อมกัน ตลอดหลายวันมานี้เขาปวดหัวกับเรื่องหาคนเข้าทำงาน พอรู้ว่าหลี่ฉีเตรียมคนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แล้วจะไม่ดีใจได้ยังไง
เพียงแต่… หลี่ฉีหา มาทีเดียวสามสี่สิบคน แบบนี้มันมากเกินไป ที่พักก็ไม่มีให้
หลี่ฉีเองก็คิดว่ามันเยอะไป แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วก็ต้องปรับตัวให้ได้ หลังจากหารือกันทั้งคู่จึงวางแผนคัดเลือกจากกลุ่มผู้อพยพ เอาผู้หญิงวัยกลางคนที่ว่องไว 5 คนมาเป็นพนักงานทำความสะอาดที่จุ้ยเซียนจวี เอาผู้หญิงสูงวัยอีก 5 คนไปทำงานบ้านที่จวนฉิน
ส่วนเรื่องที่พัก หลี่ฉีจัดให้พวกช่างไม้เถียนพักที่เรือนหลังจุ้ยเซียนจวี ส่วนเด็ก ๆ จะให้ไปอยู่ที่บ้านของอู๋ฝูหรงบางส่วน เพราะถึงอย่างไรเขาก็อยู่ตัวคนเดียว ภรรยาเสียชีวิตไปตั้งแต่คลอดลูก
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยอู๋ฝูหรงก็พูดขึ้นมา “อ้อ คุณชายหลี่ มีเรื่องหนึ่งเกือบลืมบอกเจ้า”
“เรื่องอะไร?”
“วันนี้ฮูหยินมาที่ร้านด้วย ถ้าเจ้ากลับมาเร็วกว่านี้สักชั่วยามก็คงได้พบกันแล้ว”
“หา? จริงหรือ!?” หลี่ฉีตื่นเต้นมาก ในความทรงจำของเขานี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ฉินฮูหยินมาจุ้ยเซียนจวี นี่ทำให้เขารู้สึกทั้งดีใจและเสียดาย ถ้ารู้แบบนี้เขาคงรีบกลับมาเร็วกว่านี้
อู๋ฝูหรงพยักหน้า “วันนี้ฮูหยินมาที่นี่เพราะเรื่องหยางโหลว เช้านี้จางหยวนไว่ก็ไปที่จวนฉินอีกแล้ว”
“อ้อ จริงสิ ข้าเกือบลืมไปแล้ว”
หลี่ฉีตบหน้าผากตัวเองแล้วรีบถาม “แล้วฮูหยินคุยกับเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
อู๋ฝูหรงตอบ “โดยรวมก็เป็นไปตามที่เจ้าคาดการณ์ไว้ เพียงแต่จางหยวนไว่ต้องการกดราคาลงมาให้เหลือ 150 เหวินต่อชั่ง”
หลี่ฉีขมวดคิ้ว “แล้วเขาคิดจะขายเท่าไร?”
อู๋ฝูหรงมีแววประหลาดใจในดวงตาก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “เจ้านี่อะไร ๆ ก็เดาถูกหมดจริง ๆ! ใช่แล้ว จางหยวนไว่ตั้งใจจะกดราคาเพื่อเล่นงานเฟยชุ่ยเซวียน เขาตั้งราคาขายไว้ที่ 200 เหวินต่อจาน”
ราคานี้ถูกกว่าของเฟยชุ่ยเซวียนถึง 50 เหวิน!
หลี่ฉีครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “แล้วฮูหยินว่าอย่างไร?”
อู๋ฝูหรงตอบว่า “ฮูหยินยังไม่ได้ตอบตกลงหรอก ที่นางมาที่นี่วันนี้ก็เพราะอยากมาปรึกษาเจ้าด้วย เจ้าคิดว่าเราควรยอมตกลงไหม?”
หลี่ฉีไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ข้าว่าพอไหว ตอนนี้เต้าหู้เหม็นยังตั้งราคาสูงเกินไป อีกไม่นานราคาก็ต้องลดลงอยู่ดี ข้าว่าต่อไปสุดท้ายคงขายกันแค่ 100 เหวินเท่านั้น เราเองก็ไม่คิดจะขายมันอยู่แล้ว ลดตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้ราคาลดทีหลัง”
“พอหยางโหลวลดราคา เฟยชุ่ยเซวียนก็ต้องลดตาม เราอาจได้กำไรน้อยลงหน่อย แต่สองร้านนั้นก็ต้องลำบากเหมือนกัน”
“ตกลง เอาตามนั้น 150 เหวิน ก็ 150 เหวิน แต่ตอนที่ให้ฮูหยินไปเจรจา ต้องทำท่าเหมือนลังเลและลำบากใจเข้าไว้”
“อย่าพูดเรื่องเงินมาก แต่ให้เน้นที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ อย่าให้เขาจับไต๋เราได้”
“ถ้าจางหยวนไว่รู้ว่าเต้าหู้เหม็นทำกำไรได้มากขนาดไหน มันจะไม่เป็นผลดีทั้งกับเราและเฟยชุ่ยเซวียน”
อู๋ฝูหรงพยักหน้า “ข้ารู้เรื่องนี้ดี พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปจวนฉิน”
“อ้อ อีกอย่าง ฮูหยินเห็นร้านกำลังตกแต่งอยู่เลยแนะนำอะไรบางอย่างด้วย”
“หืม? นี่เป็นข่าวดีเลยนะ”
หลี่ฉีมีสีหน้าดีใจ “แล้วฮูหยินว่าอย่างไรบ้าง?”
อู๋ฝูหรงลูบเคราพลางเล่าให้ฟังถึงข้อเสนอทั้งหมดของฉินฮูหยิน
แม้ว่าฉินฮูหยินจะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจ แต่เนื่องจากเติบโตมาในตระกูลบัณฑิต แถมยังเป็นขุนนางชนชั้นสูง รสนิยมของนางจึงเหนือชั้นมาก
เมื่อได้ยินว่าหลี่ฉีจะปรับปรุงชั้นสามให้เป็นห้องรับรองแขกสำคัญ นางจึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การจัดวางผังห้อง
หลี่ฉีฟังจบแล้วก็พยักหน้ารัว ๆ “เอาตามที่ฮูหยินว่ามาเลย”
“อีกอย่างไหน ๆ ฮูหยินก็สนใจเรื่องนี้แล้ว เราใช้โอกาสนี้ดึงนางมาร่วมด้วยเลยดีไหม”
อู๋ฝูหรงชะงัก “ดึงมาร่วมด้วย?”
“เอ่อ... ข้าหมายถึง ไหน ๆ นางก็ให้คำแนะนำแล้ว ทำไมเราไม่มอบหมายงานตกแต่งทั้งหมดให้ฮูหยินเลยล่ะ?”
“ไหน ๆ นางก็เสนอแนะแนวทางมาแล้ว ก็ให้รับผิดชอบต่อไปเลยสิ”
“อีกอย่างช่วงนี้ข้ายุ่งมาก ดูแลเรื่องนี้ไม่ไหว ถึงเวลาที่ฮูหยินต้องลงมาจัดการเองบ้างแล้ว”
อู๋ฝูหรงลังเล “เรื่องนี้... ข้ากลัวว่าฮูหยินจะไม่ยอมน่ะสิ”
หลี่ฉีแววตาเจ้าเล่ห์ “ลุงอู๋ ท่านก็แค่ไปบอกฮูหยินว่าร้านใกล้เปิดแล้ว เราสองคนยุ่งมาก คนก็มีไม่พอ อยากให้นางช่วยดูแลเรื่องตกแต่งร้านให้หน่อย”
“จำไว้นะ เวลาพูดต้องทำท่าเหมือนจนปัญหา เหนื่อยล้าเต็มที ฮูหยินต้องเข้าใจแน่”
อู๋ฝูหรงกังวล “แบบนี้ไม่ดีมั้ง?”
“ไม่เห็นมีอะไรไม่ดี นางนั่งอยู่แต่ในบ้านทั้งวัน ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้คงอุดอู้แย่ ออกมาทำอะไรบ้างก็ดีนะ”
“เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ ถ้าท่านไม่กล้าพูด ข้าจะไปพูดเอง”
อู๋ฝูหรงรีบยกมือห้าม “อย่าเลย ข้าจะไปพูดเอง”
เขากลัวฝีปากของหลี่ฉีมากเหลือเกิน ถ้าปล่อยให้เจ้าหมอนี่ไปพูดเองมีหวังเรื่องต้องวุ่นวายแน่
หลี่ฉีตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องนี้ท่านคุยกับฮูหยินเอาเองก็แล้วกัน”
“อีกอย่างเหล้าในห้องเก็บเหล้าก็เหลือน้อยแล้ว ควรรีบเตรียมไว้ก่อน เดี๋ยวลูกค้าเข้าร้านมาแล้วไม่มีเหล้าให้ดื่ม”
แม้ว่าหลี่ฉีจะเกลียดเหล้าและเคยสาบานว่าจะไม่ดื่มอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมปล่อยให้กำไรมหาศาลจากเหล้าหลุดมือไป
เขาจำได้ว่าตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือแรก ๆ เขาแทบจะใช้ชีวิตอยู่กับเหล้าตลอดเวลา
สิ่งที่ทำให้หลี่ฉีจดจำเกี่ยวกับเหล้าในยุคซ่งเหนือได้ดีที่สุดก็คือ—ยากที่จะเมาได้จริง ๆ
ระดับแอลกอฮอล์สูงสุดก็แค่ 11-12 ดีกรีเท่านั้น
แต่จะว่าไปเหล่าคอสุราสมัยซ่งเหนือก็ดูจะชื่นชอบเหล้าที่มีรสชาติหอมละมุนและมีดีกรีต่ำแบบนี้อยู่แล้ว
พอระดับแอลกอฮอล์ต่ำก็ดื่มได้เยอะ ลูกค้าดื่มมากร้านก็ยิ่งได้กำไรเยอะ ถ้าไม่รีบโกยเงินจากตรงนี้ก็ถือว่าผิดหลักแห่งสวรรค์แล้ว!
อู๋ฝูหรงพยักหน้าแล้วถามว่า “แล้วเจ้าคิดจะไปซื้อเหล้าจากโรงบ่มสุราโดยตรง หรือจะไปซื้อหัวเชื้อหมักเหล้าจากโรงหมักเชื้อดี?”
หัวเชื้อหมักเหล้า? เหล้า?
หลี่ฉีขมวดคิ้ว “เรื่องนี้ข้ายังไม่ได้คิดมาก่อน ท่านลองเล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าวงการนี้เป็นยังไง”