ขุมทรัพย์ในเหล้า (ตอนปลาย)

ราชวงศ์ซ่งใช้ระบบผูกขาดสุรา

การผูกขาดสุราหมายถึงภาครัฐห้ามประชาชนหมักและขายเหล้าเอง โดยให้สิทธิ์ขายได้เฉพาะรัฐเท่านั้น รัฐกินกำไรไปเต็ม ๆ ขณะที่ชาวบ้านทำได้แค่ดื่มน้ำซุปผสมเหล้าเท่านั้น

ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ การผูกขาดสุรามี 3 รูปแบบ

แบบที่หนึ่ง โรงบ่มเหล้าของทางการ เป็นระบบที่รัฐผลิตและขายเองโดยตรง

แบบที่สอง การประมูลสิทธิ์ผลิตเหล้า คือเอกชนต้องจ่ายภาษีล่วงหน้าให้ทางการเพื่อขอสิทธิ์เปิดโรงบ่มและขายเหล้าได้อย่างถูกต้อง

แบบที่สาม ร้านเหล้าสิทธิพิเศษ รัฐต้องการควบคุมรายได้จากภาษีเหล้า จึงออกกฎหมายกำหนดเขตควบคุมสุรา

โดยพื้นที่ควบคุมนี้ครอบคลุมเมืองหลวง เมืองเอกของแต่ละมณฑล และเขตโรงหมักสุราตามชนบทในรัศมีหลายสิบหลี่ ชาวบ้านห้ามหมักและขายเหล้าเอง มีเพียงรัฐบาลเท่านั้นที่ขายได้

แต่ถ้าเป็นนอกเขตควบคุมของทางการ ใครที่ได้รับใบอนุญาตพิเศษจากรัฐบาลก็สามารถหมักและขายเหล้าได้ นี่เรียกว่าร้านเหล้าสิทธิพิเศษ

ในเมืองหลวงตงจิง ร้านเหล้าแบ่งเป็นสองประเภท


ร้านเหล้าหลวง ใช้หัวเชื้อหมักเหล้าของรัฐ ตั้งอยู่ในเขตผูกขาดเชื้อสุรา ต้องซื้อหัวเชื้อจากรัฐบาลก่อนจะนำไปหมักและขายเอง

ร้านเหล้าชานเมือง ร้านเหล้าเอกชนทั่วไปที่ต้องเสียภาษีเพื่อขอสิทธิ์หมักและขายสุรา

ชัดเจนว่าจุ้ยเซียนจวีเป็นร้านเหล้าหลวง

ร้านอาหารและโรงเตี๊ยมในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือแบ่งเป็นสองระดับ

หนึ่งคือได้สิทธิ์ซื้อหัวเชื้อและหมักเหล้าเอง สองคือไม่มีสิทธิ์หมักเอง ทำได้แค่เป็นตัวแทนจำหน่ายของเหล่าเท่านั้น

ตอนนี้หัวเชื้อหมักเหล้าของทางการราคาสูงมาก 1 ชั่งราคาประมาณ 200 เหวิน

แถมหัวเชื้อคุณภาพดีที่สุด ทางการก็ไม่ขายให้เอกชน

นอกจากต้องซื้อหัวเชื้อแล้ว ร้านเหล้าหลวงยังต้องจ่ายค่าข้าวเหนียวและค่าเครื่องหมักเพิ่มอีก ก่อนจะหมักและขายได้

แค่กระบวนการหมักก็กินต้นทุนสูงมากแล้ว กำไรที่เหลือก็นิดเดียว ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ไหลเข้ากระเป๋ารัฐหมด

อย่างฝานโหลวซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมใหญ่ ดีสุดก็คือเคยซื้อหัวเชื้อหมักเหล้าถึงปีละ 50,000 ชั่ง เน้นปริมาณเข้าว่า แม้กำไรต่อหน่วยจะน้อย แต่ได้จากยอดขายมหาศาล

แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของจุ้ยเซียนจวีซบเซาลงอย่างหนัก อู๋ฝูหรงจึงไม่กล้าหมักเหล้ามากเกินไป ส่งผลให้บรรดาร้านรองรอบ ๆ ที่เคยเป็นตัวแทนจำหน่ายของจุ้ยเซียนจวีกลายเป็นตัวแทนขายเหล้าให้เฟยชุ่ยเซวียนแทน ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

แม้ว่ายุคราชวงศ์ซ่งจะเป็นยุคเดียวที่รัฐส่งเสริมให้ประชาชนดื่มเหล้า แต่ธุรกิจสุราของเอกชนกลับไม่เติบโตเท่าที่ควร ไม่อาจเทียบกับอุตสาหกรรมสุราของรัฐที่เฟื่องฟูสุดขีดได้

หลี่ฉีเข้าใจภาพรวมทั้งหมดแล้วสรุปออกมาเป็นสองคำ —— โคตรเอาเปรียบ!

โคตรเอาเปรียบจนถึงขั้นสุดจริง ๆ

หลี่ฉีเดินวนไปมาด้วยความหงุดหงิดสิบกว่ารอบก่อนจะส่ายหัว “ไม่ได้ ถ้าเราทำแบบนี้แล้วจะเหลือกำไรอะไรล่ะ? แบบนี้ไม่มีทางสู้เฟยชุ่ยเซวียนได้แน่”

อู๋ฝูหรงถามอย่างสงสัย “แล้วเจ้าคิดจะทำยังไง?”

หลี่ฉีหัวเราะเย็น ๆ “หมักเอง! ไปลงนรกซะเถอะกับไอ้หัวเชื้อหมักเหล้าบ้าบอของทางการนั่น”

“ไม่ได้เด็ดขาด! ไม่มีทางทำได้!”

อู๋ฝูหรงลุกขึ้นทันทีด้วยความร้อนรน “ตอนนี้ทางการกำลังเข้มงวดเรื่องการลักลอบหมักเหล้า ถ้าถูกจับได้ล่ะก็นอกจากติดคุกแล้วในอดีตยังเคยมีโทษถึงประหารชีวิต มันทำไม่ได้เด็ดขาด!”

“ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก”

หลี่ฉีแค่นเสียงเย็นชา “ลุงอู๋ ท่านจำไว้นะ คำพูดของคนประเภทหนึ่งที่ห้ามเชื่อเด็ดขาด นั่นก็คือพวกนักการเมือง! พวกขุนนาง! หรือแม้แต่ฮ่องเต้เองก็เถอะ—”

“คุณชายหลี่ ห้ามพูดเรื่องแบบนี้กับใครอีกเด็ดขาด!” อู๋ฝูหรงรีบขัดขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ตอนนี้เขาถึงกับเหงื่อแตกและมือสั่นแล้ว

“ข้ารู้หรอกน่า”

ตั้งแต่เกือบเอาชีวิตไปทิ้งเพราะพวกขันทีคราวก่อน หลี่ฉีก็ระมัดระวังคำพูดมากขึ้น แต่บางครั้งเขาก็ยังเผลอหลุดคำพูดกบฏออกมาอยู่ดี เขาพยักหน้าก่อนกล่าวต่อ “คำพูดของนักการเมือง ท่านต้องฟังก่อนว่ามันเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเองไหม ถ้าไม่เกี่ยวก็คิดซะว่าเป็นแค่เรื่องไร้สาระ กฎหมายพวกนี้ก็เหมือนกัน ขุนนางเป็นคนร่างขึ้นมา พวกมันทำไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น และถ้ามีผลประโยชน์ก็ต้องมีช่องโหว่เสมอ ถ้ามีช่องโหว่ก็ต้องมีเงินรั่วไหลออกมา ท่านคิดตามข้าทันไหม?”

อู๋ฝูหรงส่ายหัว สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

หลี่ฉีกรอกตาแล้วถาม “ข้าถามท่านหน่อย ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต นี่เป็นหลักการที่ถูกต้องใช่ไหม?”

อู๋ฝูหรงพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว”

หลี่ฉีพูดต่อ “ก็ดี ถ้าทหารของต้าซ่งฆ่าทหารเหลียวในสนามรบ รัฐบาลจะตัดสินโทษประหารเขาไหม?”

อู๋ฝูหรงชะงักไป “อ๊ะ...แน่นอนว่าไม่ ถ้าขึ้นไปสังหารศัตรูได้ ไม่เพียงไม่มีความผิดแต่ยังถือเป็นความดีความชอบ ต้องได้รับรางวัลถึงจะถูก แล้วจะตัดสินโทษประหารได้ยังไง?”

“เห็นไหม? ทั้ง ๆ ที่เป็นการฆ่าคนเหมือนกัน ทำไมถึงมีคนหนึ่งได้รับรางวัล แต่อีกคนเป็นคนผิด?” หลี่ฉียักไหล่

อู๋ฝูหรงขมวดคิ้ว “มันจะเหมือนกันได้ยังไงเล่า”

หลี่ฉีหัวเราะ “ต่างกันตรงไหนล่ะ? แค่เราเปลี่ยนให้คนตายเป็นทหารเหลียว เรื่องก็จบแล้ว!”

“เปลี่ยนเป็นทหารเหลียว? จะทำยังไง?”

“จะทำยังไงข้ายังคิดไม่ออก แต่เอาเป็นว่า...เงินจากเหล้านี่ข้าไม่แบ่งให้ทางการแน่ ถ้าจะแบ่งก็ต้องให้เรารับส่วนใหญ่!” หลี่ฉีแค่นเสียง

อู๋ฝูหรงอ้าปากค้างมองหลี่ฉี สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออก เขาเป็นพ่อค้าซื่อสัตย์มาตลอดชีวิตแต่กลับต้องมาร่วมมือกับคนเจ้าเล่ห์แบบหลี่ฉี เรื่องนี้ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริง ๆ

“พี่หลี่! พี่หลี่!”

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงของอู๋เสี่ยวหลิวดังมาจากด้านนอก

“เข้ามา”

สิ้นเสียง หลี่ฉียังพูดไม่ทันขาดคำ อู๋เสี่ยวหลิวก็ผลักประตูเข้ามาแล้ว ด้านหลังยังมีเฉินอาหนานตามมาอีกคน ทว่าสีหน้าของทั้งคู่ดูแปลกไป

“อ้าว ท่านลุงก็อยู่ด้วยเหรอ!”

พออู๋เสี่ยวหลิวเข้ามาแล้วเห็นอู๋ฝูหรงอยู่ด้วย เขาก็ตกใจจนแลบลิ้นออกมา

“พี่หลี่! เถ้าแก่อู๋”

เฉินอาหนานรีบค้อมตัวคารวะทั้งหลี่ฉีและอู๋ฝูหรงก่อนจะใช้มือดึงแขนเสื้ออู๋เสี่ยวหลิวเบา ๆ

ท่าทีแบบนั้นย่อมไม่รอดพ้นสายตาของหลี่ฉีไปได้ เขาขมวดคิ้วแล้วถาม “มีเรื่องอะไร?”

อู๋เสี่ยวหลิวเหลือบมองเฉินอาหนานก่อนหัวเราะแห้ง ๆ “คืออย่างนี้ ข้าเพิ่งไปเจออาหนานแอบเข้าไปในครัวแล้วขโมยเหล้ากินมา”

“หืม?”

หลี่ฉีหันไปถามเฉินอาหนาน “ที่เสี่ยวหลิวพูดมาจริงหรือเปล่า?”

เฉินอาหนานพยักหน้าแล้วก้มหน้ารับผิด

หลี่ฉีหัวเราะเบา ๆ “เจ้าหนู ถ้าอยากกินก็บอกข้าสิ ต้องไปแอบขโมยด้วยหรือไง?”

ยุคนี้ไม่มีเครื่องดื่มอะไรให้เลือกมากมาย เด็กอยากลองดื่มเหล้าบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หลี่ฉีจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร อย่างไรเสียเหล้าในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือก็มีแอลกอฮอล์ต่ำ ขอแค่อย่าดื่มมากเกินไปก็พอ

อู๋เสี่ยวหลิวเห็นว่าหลี่ฉีไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับหัวเราะเสียอีก เขาก็ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะรีบพูดเสริม “พี่หลี่ ท่านยังไม่รู้อีกอย่างนะ เขายังแอบเติมน้ำลงไปในกาเหล้าด้วย”

หลี่ฉีทำหน้าประหลาดใจ “อาหนาน เจ้าจะเติมน้ำลงไปทำไม?”

เฉินอาหนานก้มหน้าตอบเบา ๆ “ข้ากลัวว่าพวกท่านจะรู้เลยทำแบบนี้ พี่หลี่ ข้ารู้ว่าข้าผิดแล้ว”

หลี่ฉีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะลั่น “ไอ้หนูนี่ ฉลาดใช้ได้เหมือนกันนะ เอาเถอะ ครั้งนี้ปล่อยไป แต่คราวหน้าห้ามทำอีก เข้าใจหรือไม่? เสียดายเหล้าดี ๆ ทั้งกาเลย”

เฉินอาหนานเห็นว่าหลี่ฉีไม่ถือโทษโกรธเขาก็ถึงกับดีใจจนรีบพยักหน้ารับคำ

หลี่ฉีส่ายหัวแล้วยิ้มก่อนจะหันไปพูดกับอู๋เสี่ยวหลิว “เสี่ยวหลิว เจ้าทำถูกแล้ว ถ้าอาหนานทำผิดเจ้าต้องรีบบอกข้าหรือบอกลุงเจ้า เราจะได้ช่วยกันแก้ไขให้ถูกต้อง แต่เจ้าก็จำไว้ให้ดี เวลาที่มีคนนอกอยู่ ไม่ว่าอาหนานจะทำผิดแค่ไหน ถ้าเจ้ากล้าเอาเขาไปขายเหมือนวันนี้ ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”

“ข้ารู้แล้ว” อู๋เสี่ยวหลิวตอบพลางเหงื่อแตกพลั่ก

หลี่ฉีพยักหน้าแล้วหันไปทางเฉินอาหนาน “อาหนาน เจ้าเองก็เหมือนกัน เข้าใจหรือไม่?”

เฉินอาหนานพยักหน้า

“เอาล่ะ พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ อ้อ จริงสิ อาหนาน เจ้ายังว่างอยู่ไม่ใช่หรือ? พรุ่งนี้ไปช่วยลุงเถียนทำงานหน่อย เข้าใจ?”

“โอ้ ข้ารู้แล้ว” เฉินอาหนานพยักหน้ารับ คำสั่งของหลี่ฉีเขาไม่กล้าขัดอยู่แล้ว

อู๋เสี่ยวหลิวแอบหัวเราะในใจ ‘พี่หลี่นี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ ไม่พูดอะไรออกมาตรง ๆ แต่หาทางลงโทษได้แยบยลชะมัด’

หลี่ฉีเห็นสีหน้าของอู๋เสี่ยวหลิวก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ เขายิ้มก่อนพูดว่า “เสี่ยวหลิว เจ้าอย่าเพิ่งหัวเราะเลย รอให้ข้าจัดการธุระให้เสร็จก่อนเถอะ จากนั้นข้าจะทดสอบฝีมือการทำอาหารของเจ้ากับพี่น้องตระกูลเฉิน ถ้าทำไม่ผ่านล่ะก็ ไปเป็นเด็กเดินโต๊ะแทนซะดีไหม?”

อู๋เสี่ยวหลิวหน้าถอดสีทันที “โอ้ย! ข้าจะฝึกให้หนักขึ้นแน่นอน!”

“เอาเถอะ เรื่องก็เป็นอันตกลงกันแค่นี้ พวกเจ้าออกไปได้แล้ว”

พออู๋เสี่ยวหลิวกับเฉินอาหนานออกไปแล้ว อู๋ฝูหรงก็หัวเราะร่า “คุณชายหลี่ วิธีสั่งสอนคนของท่านนี่ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ”

หลี่ฉีส่ายหน้าพลางหัวเราะ

“เจ้าอาหนานนี่ซนจริง ๆ นะ เห็นทีจะมีแต่ท่านเท่านั้นที่ควบคุมเขาได้ คิดจะแอบเติมน้ำลงไปในกาเหล้า นึกว่าสามารถหลอกคนอื่นได้หรือไง? ถ้ามีใครดื่มเข้าไปแล้วรู้ว่าเหล้ามันเจือจางลง ก็โป๊ะแตกน่ะสิ ช่างคิดจริง ๆ” อู๋ฝูหรงพูดพลางส่ายหน้าด้วยความจนใจ

หลี่ฉีได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปชั่วขณะก่อนจะพึมพำ “เติมน้ำลงไปในเหล้า รสชาติก็จะจางลง...”

“ใช่ แล้วมันมีปัญหาอะไรหรือ?” อู๋ฝูหรงถามด้วยความสงสัย

หลี่ฉีราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่อู๋ฝูหรงพูด เขายังคงทบทวนคำพูดของตัวเอง “หัวเชื้อเหล้า... เหล้าดีกรีต่ำ... เติมน้ำ... แล้วรสชาติจางลง...”

หลังจากทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ดวงตาของหลี่ฉีก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขาร้องอย่างตื่นเต้น “ข้ารู้แล้ว! ข้ารู้แล้วว่าจะเปลี่ยนศพให้กลายเป็นทหารเหลียวได้ยังไง!”

อู๋ฝูหรงขมวดคิ้วมุ่น “เปลี่ยนศพให้กลายเป็นทหารเหลียว? คุณชายหลี่ ท่านคิดจะเล่นกลหรือยังไง?”

“ถูกต้อง ข้ากำลังจะเล่นกล!”

หลี่ฉีแสยะยิ้ม ก่อนเอ่ยว่า “ลุงอู๋ พรุ่งนี้ช่วยข้าเตรียมของหน่อย”

“ของอะไร?”

“เหล้าผลไม้”

หลี่ฉีแสยะยิ้มเย็น “หัวเชื้อเหล้าบ้าบออะไรนั่น... เอาไปให้ผีดื่มเถอะ!”

ตอนก่อน

จบบทที่ ขุมทรัพย์ในเหล้า (ตอนปลาย)

ตอนถัดไป