บัตรสมาชิกสูงสุด

ระหว่างที่หมักเหล้า หลี่ฉีก็ไม่ได้ลืมเตรียมเมนูอาหาร นั่นก็คือหม้อไฟ

หม้อสำหรับหม้อไฟ ช่างตีเหล็กหลิวได้ทำเสร็จแล้ว ที่เหลือก็แค่เตรียมน้ำซุปหม้อไฟ

การทำน้ำซุปหม้อไฟง่ายกว่าการหมักเหล้ามาก

แม้ว่าปรุงรสสมัยนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบเหมือนยุคหลัง แต่รสชาติพื้นฐานก็มีแค่ความสด เปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด และเค็ม ไม่มีอะไรที่ทดแทนกันไม่ได้

ไม่มีพริก? ไม่เป็นไร ใช้ฮวาเจียว วาซาบิ หรือพืชตระกูลพริกไทยแทนได้

ไม่มีผงชูรส? ใช้น้ำซุปไก่แทนได้

ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องปรุงรสสมัยนี้ไม่มีสารกันบูด เป็นของธรรมชาติล้วน ๆ ใช้ได้อย่างสบายใจ และรสชาติก็บริสุทธิ์กว่ามาก

สิ่งเดียวที่หลี่ฉีรู้สึกเสียดายคือในยุคซ่งเหนือห้ามฆ่าวัว ต้องรอให้มันตายเองก่อนถึงจะนำมาชำแหละได้ ทำให้เนื้อวัวหายากมาก

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะในหมู่ชนชั้นสูงนิยมกินเนื้อแกะกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีเนื้อปลา เนื้อสุนัข และเนื้อหมูอีกด้วย

เมื่อปรุงน้ำซุปหม้อไฟเสร็จ หลี่ฉีก็บรรจุลงไหที่เตรียมไว้ก่อนใช้ผ้าเคลือบน้ำมันปิดผนึก

ยังไม่ทันได้เปิดกิจการ แค่ซื้อไหกับอุปกรณ์ก็เสียเงินไปไม่น้อยแล้ว

พอช่างตีเหล็กหลิวนำหม้อไฟมาส่ง หลี่ฉีก็ลงมือทำหม้อไฟให้ทุกคนได้ลองชิมในคืนนั้นเลย

อู๋ฝูหรงกับหลานเคยกินหม้อไฟอุ่นมาก่อน แต่ไม่เคยลิ้มรสหม้อไฟที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน และพวกเขาก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผักป่าหรือเห็ดที่ดูไม่มีอะไรพิเศษ เมื่อใส่ลงไปในหม้อไฟจะกลายเป็นของอร่อยขึ้นมาได้ทันที

หากไม่ติดว่าร้านยังตกแต่งไม่เสร็จ อู๋ฝูหรงคงอยากเปิดร้านพรุ่งนี้เลย หม้อไฟกับเหล้าเทียนเซี่ยอู๋ซวงต้องสร้างความฮือฮาได้มากกว่าเต้าหู้เหม็นแน่นอน

เพราะหลี่ฉียังไม่แน่ใจว่าพวกเขามีภูมิต้านทานเผ็ดร้อนแค่ไหน จึงเตือนพวกเขาตลอดเวลาว่าให้กินแต่น้อย รอให้สุกก่อนค่อยตักขึ้นมา

แต่อู๋เสี่ยวหลิวยังไงก็เป็นพวกตะกละ เขาสนใจคำเตือนของหลี่ฉีที่ไหน ไม่ว่าเนื้อหรือผักก็โยนลงหม้อ พอสุกหรือไม่สุกก็หยิบกินทันที ไม่สนอะไรทั้งนั้น

ผลคือวันรุ่งขึ้นอู๋เสี่ยวหลิวกุมปากวิ่งมาหาหลี่ฉีร้องโอดโอย บอกว่าเขาน่าจะโดนพิษ ไม่เพียงแต่เป็นแผลพุพองที่ปาก แต่ยังท้องเสียทั้งคืนอีกด้วย

หลี่ฉีเห็นปากบวมเหมือนไส้กรอกของอู๋เสี่ยวหลิวแล้วแทบจะหัวเราะออกมา เขาถีบอีกฝ่ายไปทีหนึ่งแล้วบอกให้ไปหาทางรอดเอาเอง เมื่อคืนเตือนแล้วตั้งหลายรอบว่าอย่ากินเยอะเกินไป แต่เจ้าหมอนี่ยังทำหูทวนลม แล้วตอนนี้กลับมาร้องขอความช่วยเหลือ อย่างนี้เขาจะไปสนใจได้ยังไง อย่างไรก็ตามหลี่ฉีก็แอบให้อู๋ฝูหรงไปซื้อยาลดความร้อนภายในมาให้

ผ่านไปไม่กี่วันการตกแต่งร้านจุ้ยเซียนจวีเสร็จเรียบร้อย

ชั้นหนึ่งมีโต๊ะอาหารสามสิบตัว ชั้นสองมีห้องส่วนตัวยี่สิบห้อง ส่วนชั้นสามมีเพียงสี่ห้องรับรองพิเศษและหนึ่งโถงใหญ่

วันเปิดร้านถูกกำหนดขึ้นในวันนั้นเอง กำหนดไว้เป็นวันที่สิบของเดือนนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกสี่วัน

ฝั่งหยางโหลวเมื่อได้รับเต้าหู้เหม็นจากจุ้ยเซียนจวีไปช่วยเสริมทัพก็เริ่มโจมตีกลับอย่างเต็มกำลัง เล่นงานร้านเฟยชุ่ยเซวียนจนตั้งตัวไม่ติด

ไช่หมิ่นเต๋อไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจุ้ยเซียนจวีจะใช้แผนเช่นนี้ต่อหน้าต่อตาเขา ตอนนั้นเขาคิดไม่ถึงว่าหลี่ฉีจะเลือกขายหู้เหม็นให้กับร้านอื่นโดยตรง ตอนนี้เขาเสียใจจนแทบจะบิดไส้ตัวเองอยู่แล้ว โชคดีที่หลี่ฉีชะลอการขายให้หยางโหลวไปสองสามวัน ทำให้ในช่วงแรกที่เปิดร้าน สาขาใหม่ของเฟยชุ่ยเซวียนสามารถตั้งหลักในเขตเมืองตะวันตกได้อยู่ หยางโหลวอยากจะโค่นเฟยชุ่ยเซวียนลงในคราวเดียวคงไม่ง่ายนัก

สองร้านมีฝีมือทัดเทียมกัน พวกเขาสู้กันอย่างดุเดือดจนไม่มีเวลาสนใจจุ้ยเซียนจวีเลย

แน่นอนว่าหลี่ฉียินดีเห็นสถานการณ์นี้มากที่สุด

วันนั้นหลี่ฉีพร้อมไป๋เฉี่ยนนั่วพาผู้ลี้ภัยกลุ่มนั้นมายังจุ้ยเซียนจวี

หลังจากได้พักฟื้นช่วงระยะเวลาหนึ่งเด็กกลุ่มนั้นก็ไม่อ่อนแอเหมือนตอนแรกอีกต่อไปแล้ว ทุกคนดูแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังผ่านการฝึกฝนจากหลี่ฉีจนมีระเบียบวินัย ไม่พูดพล่อย ไม่เคลื่อนไหวพร่ำเพรื่อ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

อู๋เสี่ยวหลิวเมื่อได้เห็นเด็กวัยไล่เลี่ยกับเขาหลายคนก็ถึงกับดีใจจนเต้นโลด ส่วนเฉินอาหนานก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะเข้าร่วมด้วยเหมือนกัน เขาแอบมองหลี่ฉีด้วยสายตาตัดพ้ออยู่หลายครั้ง

หลี่ฉีรู้ดีว่าช่วงนี้เฉินอาหนานคงเบื่อที่ต้องอยู่แต่กับเขาเพื่อหมักเหล้า จึงให้เขากลับไปอยู่ที่จุ้ยเซียนจวีแทน

หลี่ฉีมอบหมายให้ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของอู๋ฝูหรง ส่วนตัวเขากับไป๋เฉี่ยนนั่วพาเหล่าสตรีวัยกลางคนที่ดูดีหน่อยไปยังจวนฉิน

จวนหลังใหญ่โตกลับมีเพียงเสี่ยวเถาและเฉินต้าเหนียงเป็นคนรับใช้ ดูแล้วน่าอับอายอยู่ไม่น้อย ดังนั้นหลี่ฉีจึงตั้งใจพาสตรีเหล่านี้ไปเป็นข้ารับใช้ที่จวนฉิน อย่างน้อยก็เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดีขึ้น

เมื่อมาถึงจวนฉิน หลี่ฉีก็ฝากสตรีเหล่านั้นไว้กับเฉินต้าเหนียงก่อนจะพาไป๋เฉี่ยนนั่วเข้าไปยังห้องโถงด้านใน

ขณะนั้นภายในห้องโถงด้านหลัง ฮูหยินฉินกับเสี่ยวเถานั่งอยู่ที่โต๊ะกลม บนโต๊ะมีผ้าไหมสีแดงผืนยาววางอยู่

“คุณหนูเจ็ด เจ้าก็มาด้วยหรือ” ฮูหยินฉินลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ เมื่อเห็นไป๋เฉี่ยนนั่ว

ไป๋เฉี่ยนนั่วเป็นบุตรสาวคนที่เจ็ดของตระกูล ตามธรรมเนียมแล้วควรเรียกนางว่าไป๋ชีเหนียง(คุณหนูเจ็ดตระกูลไป๋) แต่เพราะนางมีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันดี ผู้คนจึงเรียกนางว่าแม่นางไป๋แทน

“อ้าว พี่หญิงหวัง ไม่เจอกันหลายวัน ดูเหมือนสีหน้าของพี่จะดีขึ้นมากนะ สงสัยคงได้กินยาอายุวัฒนะเข้าไปแน่เลย” ไป๋เฉี่ยนนั่วเดินไปนั่งข้างฮูหยินฉินพร้อมกับเอ่ยหยอกเย้า จากนั้นก็เหลือบมองไปทางหลี่ฉี

“แม่นางไป๋ เจ้าไปพูดอะไรแบบนั้นกัน ฮูหยินของเรางามล้ำไร้กาลเวลา วาสนาเป็นเลิศ อายุยืนยาวราวกับสวรรค์ประทาน ต่อให้ผ่านไปอีกเจ็ดแปดสิบปีก็คงยังดูเป็นเช่นนี้” หลี่ฉีหัวเราะพลางกล่าวเย้า

เจ้านี่ พูดอะไรไม่รู้จักเกรงใจจริง ๆ

ไป๋เฉี่ยนนั่วหัวเราะคิกคักทันทีที่ได้ยิน

เสี่ยวเถาที่อยู่ข้าง ๆ ก็กลั้นขำไม่อยู่เช่นกัน

“เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล”

ฮูหยินฉินถูกสองหนุ่มสาวหยอกเย้าจนใบหน้าแดงก่ำ เธอถลึงตาใส่หลี่ฉีพร้อมทำเสียงดุ แต่ตั้งแต่หลี่ฉีย้ายเข้ามาอยู่ที่จวนฉิน นางก็เริ่มเจริญอาหารมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มื้อนึงกินข้าวได้อย่างน้อยสองชาม ร่างกายดูสมบูรณ์ขึ้นเล็กน้อย ทำให้ยิ่งดูมีเสน่ห์กว่าเดิม

หลี่ฉีหัวเราะแห้ง ๆ ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้เป็นแค่การหยอกล้อพอประมาณ

“พี่หญิงหวัง ผ้าไหมสีแดงผืนนี้ใช้ทำอะไรหรือ”

ไป๋เฉี่ยนนั่วหยิบผ้าไหมสีแดงขึ้นมา เห็นว่ามีดอกไม้สีแดงพับติดอยู่หลายดอก นางจึงถามอย่างแปลกใจว่า “ดอกไม้นี่พี่พับเองด้วยหรือ”

ฮูหยินฉินพยักหน้าก่อนหันไปถามหลี่ฉีว่า “เจ้าคิดว่าใช้ได้หรือไม่”

“ใช้ได้แน่นอน สมบูรณ์แบบสุด ๆ”

จริง ๆ แล้วหลี่ฉีสังเกตเห็นผ้าไหมผืนนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ

ฮูหยินฉินเหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างจนปัญญา ช่วงนี้ท่าทีของหลี่ฉีที่มีต่อนางเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ว่านางจะพูดหรือทำอะไร เขาก็ชมเสียจนเวอร์วังราวกับเป็นพวกช่างประจบโดยแท้

“นี่เป็นความคิดของเจ้าหรือ” ไป๋เฉี่ยนนั่วเหลือบมองหลี่ฉีพลางถาม

หลี่ฉียิ้มก่อนพยักหน้ารับ

“แล้วมันใช้ทำอะไรหรือ”

“พิธีตัดริบบิ้น”

“พิธีตัดริบบิ้น?”

ไป๋เฉี่ยนนั่วมองหลี่ฉีอย่างงุนงง

หลี่ฉีอธิบายความหมายของพิธีตัดริบบิ้นให้นางฟัง

ไป๋เฉี่ยนนั่วอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนถามว่า “เจ้าเป็นคนคิดเรื่องนี้ขึ้นมาเองหรือ”

หลี่ฉีพยักหน้ารับหน้าตาเฉยแล้วกล่าวต่อว่า “ใช่แล้ว แม่นางไป๋ วันนั้นเจ้าต้องมาด้วยนะ”

“ข้ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือ”

เฮ้อ! ถ้าดาราตัวท็อปอย่างพวกเจ้าไม่มาร่วมงาน แล้วข้าจะเสียแรงทำเรื่องนี้ไปทำไม

“แน่นอนอยู่แล้ว งานตัดริบบิ้นครั้งนี้จะขาดสุดยอดหญิงงามผู้ชาญฉลาดเช่นเจ้าได้อย่างไร โอ๊ะจริงสิ เกือบลืมไปเลย ข้ายังมีของจะมอบให้เจ้า”

พูดจบหลี่ฉีก็หยิบแผ่นทองแดงสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ไป๋เฉี่ยนนั่ว

ไป๋เฉี่ยนนั่วรับมาแล้วมองดูก็พบว่าด้านหนึ่งของแผ่นทองแดงสลักคำว่า “จุ้ยเซียนจวี” ส่วนอีกด้านสลักคำว่า “บัตรสมาชิกสูงสุด” นางจึงถามอย่างประหลาดใจว่า “นี่คืออะไร”

“บัตรสมาชิกไง ข้างบนก็เขียนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” หลี่ฉีทำหน้าประหลาดใจ

ไป๋เฉี่ยนนั่วกล่าวว่า “ข้ารู้”

“รู้อยู่แล้วยังถามอีกหรือ”

“ข้าหมายถึงว่าแผ่นทอง—ไม่สิ บัตรสมาชิกนี้ใช้ทำอะไร” ไป๋เฉี่ยนนั่วแทบจะหมดความอดทน นางกัดฟันถามออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“อ้อ เจ้าหมายถึงเรื่องนี้สินะ จริง ๆ ต่อให้เจ้าไม่ถาม ข้าก็กะจะบอกเจ้าอยู่แล้ว”

หลี่ฉียิ้มก่อนเว้นจังหวะไปเล็กน้อยจากนั้นก็ทำสีหน้าตื่นเต้นเกินจริงแล้วพูดว่า “บัตรสมาชิกใบนี้มีประโยชน์มหาศาลเลย! อย่างแรก เฉพาะผู้ถือบัตรเท่านั้นที่จะได้ลิ้มรสอาหารที่ข้าทำเองกับมือ อย่างที่สอง ทุกครั้งที่ข้าคิดค้นจานใหม่ได้ ทางร้านจะส่งคนไปเชิญผู้ถือบัตรมาลองชิมก่อนฟรี ๆ แต่ถ้าอยากกินอีกก็ต้องจ่ายเงินตามปกติ และสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เจ้ารู้หรือไม่ว่าบัตรสมาชิกสูงสุดใบนี้มีเพียงใบเดียวในโลก! ใครที่ครอบครองมัน ไม่เพียงแต่จะได้รับสิทธิ์สองข้อแรก แต่ยังสามารถกินฟรีที่ร้านของเราได้ตลอดชีพ ฟังให้ดีนะ ตลอดชีพเลย! แต่แน่นอน สิทธิ์นี้ใช้ได้แค่กับเจ้าคนเดียวเท่านั้น”

“กินฟรีตลอดชีพ?”

ไป๋เฉี่ยนนั่วอุทานด้วยความตกใจ “ทำไมกัน?” นางไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าหลี่ฉีจอมงกวันนี้ถึงได้ใจป้ำขนาดนี้

“คุณหนูเจ็ด ช่วงนี้เจ้าออกแรงช่วยร้านจุ้ยเซียนจวีไปไม่น้อย ทั้งจัดหาที่พักให้เหล่าคนงานแถมยังสอนหนังสือพวกเขาอีก สิ่งนี้เป็นเพียงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเราเท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้าทำให้ยังถือว่าเล็กน้อยมาก” ฮูหยินฉินยิ้มบาง ๆ ด้วยแววตาซาบซึ้ง

“พี่หญิงหวัง ไม่ต้องพูดเกรงใจกับข้าหรอก อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายเลย” ไป๋เฉี่ยนนั่วหน้าแดงเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “พี่หญิงหวัง บัตรสมาชิกสูงสุดนี้ต้องเป็นพี่ที่ให้เขาทำแน่เลยใช่หรือไม่”

ฮูหยินฉินยิ้มพลางส่ายหน้าก่อนจะเหลือบมองหลี่ฉีแล้วกล่าวว่า “ความคิดนี้เป็นของเขาเอง บัตรใบนี้ก็เช่นกัน เขาเป็นคนเสนอให้มอบมันให้เจ้า”

“เจ้าเป็นคนคิดเอง?” ไป๋เฉี่ยนนั่วประหลาดใจ

บ้าจริง! ทำไมมองข้าแบบนั้น

หลี่ฉียักไหล่ก่อนตอบว่า “จะบอกว่าเป็นข้าก็ไม่เชิงหรอก ถือว่าทางร้านจุ้ยเซียนจวีมอบให้เจ้าก็แล้วกัน ทีนี้เจ้าต้องช่วยพาเพื่อน ๆ มากินที่ร้านเราบ่อย ๆ ด้วยล่ะ”

“ข้าก็ว่าอยู่แล้วว่าเจ้าคงไม่ใจดีขนาดนั้น” ไป๋เฉี่ยนนั่วแค่นเสียงแล้วกล่าวต่อ “จริงสิ เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้าพูดเหมือนยังมีบัตรสมาชิกประเภทอื่นด้วย?”

หลี่ฉีพยักหน้ารับ “แน่นอน นอกจากบัตรสมาชิกสูงสุด เรายังมีบัตรสมาชิกทั่วไปกับบัตรสมาชิกทองคำด้วย”

“งั้นต้องแพงมากแน่เลยใช่ไหม” ไป๋เฉี่ยนนั่วถามด้วยความสงสัย

หลี่ฉีส่ายหน้าทันที “ไม่แพงเลย ไม่แพงแม้แต่นิดเดียว ขนาดเงินสักอีแปะยังไม่ต้องจ่าย”

“อะไรนะ?”

ไป๋เฉี่ยนนั่วตกตะลึง “ม—ไม่ต้องจ่ายเงินเลยสักอีแปะ?”

“แน่นอนอยู่แล้ว” หลี่ฉีพยักหน้าก่อนเปลี่ยนท่าทีแล้วพูดต่อ “แต่ว่านะ ถ้าอยากสมัครบัตรสมาชิกทั่วไป เจ้าต้องฝากเงินเข้าบัตรทีเดียวสามสิบก้วน ส่วนบัตรสมาชิกทองคำต้องฝากหกสิบก้วน เงินยังเป็นของเจ้าอยู่เหมือนเดิม แค่ฝากไว้กับทางร้านจุ้ยเซียนจวีเท่านั้น เวลามากินข้าวเจ้าก็ใช้บัตรจ่ายแทนเงินสดได้เลย ที่สำคัญคือผู้ถือบัตรจะได้รับส่วนลดพิเศษ รับรองว่าคุ้มสุด ๆ”

ช่างน่าตกตะลึง!

ไป๋เฉี่ยนนั่วถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยิน

ฮูหยินฉินเห็นสีหน้าของไป๋เฉี่ยนนั่วแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะเมื่อหลายวันก่อนตอนที่นางได้ยินเรื่องระบบสมาชิกนี้ครั้งแรก นางเองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน

“ดูท่าว่าหลังจากนี้ชีวิตของท่านไช่หยวนไว่คงไม่ง่ายเสียแล้ว” ไป๋เฉี่ยนนั่วที่เริ่มเข้าใจถึงความได้เปรียบเสียเปรียบของแผนนี้ นางถอนหายใจพลางเอ่ยขึ้น

เรื่องนั้นไม่ต้องพูดก็รู้ ข้านี่แหละคือยมทูตที่จะลากจิ้งจอกเฒ่านั่นลงนรกเอง!

หลี่ฉียิ้มเย็นที่มุมปาก

ตอนก่อน

จบบทที่ บัตรสมาชิกสูงสุด

ตอนถัดไป