คำคู่และอาหารเลิศรส
ทั้งสามคุยกันอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ เฉินต้าเหนียงก็เข้ามา โดยในมือยังอุ้มผ้าม้วนสีแดงเข้ามาด้วย
แน่นอนว่า ผืนผ้านี้เป็นของที่หลี่ฉีให้นางเตรียมไว้
หลี่ฉีเอ่ยขอบคุณแล้วบอกให้เฉินต้าเหนียงวางผ้าไว้บนโต๊ะก็พอ
พอเฉินต้าเหนียงถอยออกไป หลี่ฉีก็คลี่ผ้าออก มันเป็นผ้าสีแดงสามผืนยาวประมาณจ้างกว่า
ไป๋เฉี่ยนนั่วเอ่ยถามอย่างสงสัย “เจ้าจะทำอะไรอีกแล้ว?”
ฮูหยินฉินก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ เอ่ยถามว่า “นี่ก็ไว้ใช้ตัดริบบิ้นเหมือนกันหรือ?”
“อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัดริบบิ้นหรอก”
หลี่ฉียิ้มเล็กน้อยแล้วหันไปหาเสี่ยวเถา “เสี่ยวเถา เตรียมสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ (เครื่องเขียนทั้งสี่) มาหน่อย”
พอเสี่ยวเถาได้ยินหลี่ฉีพูดถึงสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ นางก็อดนึกถึงลายมือห่วยๆ ของเขาไม่ได้ก่อนเม้มปากเบาๆ แล้วเหลือบมองฮูหยินฉินซึ่งพยักหน้าให้เบาๆ
ไม่นาน เสี่ยวเถาก็นำเครื่องเขียนทั้งสี่มาให้หลี่ฉี
หลี่ฉีหยิบพู่กันขึ้นมา เขาไม่พูดพล่ามและรีบยื่นให้ฮูหยินฉินทันทีก่อนจะหัวเราะแห้งๆ “ต้องรบกวนให้ท่านเขียนแทนอีกแล้ว”
ฮูหยินฉินเคยเห็นลายมือของหลี่ฉีตอนเซ็นสัญญาด้วยกันมาก่อน นางจึงยิ้มน้อยๆ แล้วหันไปพูดกับไป๋เฉี่ยนนั่วว่า “ให้คุณหนูเจ็ดเขียนเถอะ ลายมือนางดีกว่าข้าอีก”
“พี่หญิงหวัง ท่านนี่ล้อข้าแล้ว แต่ก่อนก็ท่านนั่นแหละที่สอนข้าเขียนหนังสือ” ไป๋เฉี่ยนนั่วถ่อมตัวตอบ
“เฮ้อๆ ทั้งสองท่าน อย่างน้อยก็ให้ข้ารักษาหน้าไว้หน่อยได้หรือไม่ รู้ทั้งรู้ว่าข้าเขียนพู่กันไม่ได้ ยังจะพากันถ่อมตัวว่าตัวเองเขียนไม่ดีอีก นี่มันจงใจแกล้งกันชัดๆ อีกอย่างก็แค่เขียนไม่กี่คำ ไม่ใช่ว่าจะเอาไปขายเอาเงิน ขอแค่คนอื่นอ่านออกก็พอ ถ้ายังมัวแต่ผลัดกันไปมาข้าขอไปเข้าห้องน้ำก่อนแล้วกัน!” หลี่ฉีบ่นอย่างหงุดหงิด
ไป๋เฉี่ยนนั่วกับฮูหยินฉินสบตากันแล้วพากันหน้าแดง
“พี่หญิงหวัง ท่านเขียนเถอะ” ไป๋เฉี่ยนนั่วรีบพูด
“งั้นก็ได้”
ฮูหยินฉินรับพู่กันมาแล้วถามหลี่ฉีว่า “เจ้าจะให้เขียนอะไร?”
“ก็แค่เขียนคำคู่สองสามบท ครู่เดียวก็เสร็จ”
หลี่ฉียิ้มน้อยๆ แล้วว่า “บทแรก เขียนว่า ‘วาดดอกบัวขึ้นภาพ พระก็วาด’”
พอฮูหยินฉินได้ยินก็อึ้งไป นางถามอย่างตกใจว่า “เจ้านี่คิดเองหรือ?”
หลี่ฉีพูดตรงๆ “ลอกมาน่ะ ข้าคิดเองไม่ไหวหรอก”
ถ้าจะอวดเก่ง ก่อนอื่นต้องดูว่าตัวเองมีของจริงไหม ต่อมาก็ต้องดูด้วยว่าคนตรงหน้าเป็นใคร เรื่องค้าขายยังพอจะหลอกได้บ้าง แต่เรื่องวรรณศิลป์ หลี่ฉีไม่กล้าอวดอะไรต่อหน้าสองสาวอัจฉริยะพวกนี้แน่นอน
ความตรงไปตรงมาของหลี่ฉีกลับทำให้ไป๋เฉี่ยนนั่วรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคย นางนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวว่า “คำคู่ข้างบนนี่ อ่านไปข้างหน้าหรือย้อนกลับก็เสียงเหมือนกัน ยากจริงๆ ไม่รู้ใครเป็นคนคิดขึ้นมา?”
“ข้าก็ไม่แน่ใจนัก ได้ยินว่าเป็นนักปราชญ์นามสกุลถังเป็นคนคิดขึ้นมา ข้าก็แค่เห็นมันสลักอยู่ที่ประตูห้องน้ำตอนเข้าห้องน้ำ เลยขอยืมมาใช้หน่อย” หลี่ฉีส่ายหน้า
ไป๋เฉี่ยนนั่วรู้ว่าเขาเริ่มพูดมั่วอีกแล้วจึงค้อนให้ทีหนึ่ง ขณะรอจนฮูหยินฉินเขียนเสร็จนางก็ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่แต่ก็ยังคิดไม่ออก จึงปล่อยผ่านไปก่อน พลางตั้งตารอคำคู่สองบทหลัง
บทที่สองเขียนว่า ‘เงียบเหงาหน้าต่างหนาว เฝ้าเปล่าเปลี่ยวอย่างหญิงหม้าย’
เสียงพูดจบลง ทุกคนก็ได้ยินเสียง “ปะต๊ะ” ดังขึ้น
หลี่ฉีมองไปก็เห็นพู่กันในมือของฮูหยินฉินตกลงบนโต๊ะ
อะไรเนี่ย?
หลี่ฉีมองฮูหยินฉิน เห็นว่านางตัวสั่นเล็กน้อย พอคิดดีๆ ก็เข้าใจทันที เขาตบหน้าผากแล้วพูดว่า “ฮูหยิน ข้าขอโทษ บทนี้ไม่ได้หมายถึงท่าน ข้าจะคิดบทใหม่ให้ คิดบทใหม่แน่นอน”
“ไม่เป็นไร”
ฮูหยินฉินชะงักเล็กน้อย นางรู้ตัวว่าเผลอเสียกิริยาจึงรีบตั้งสติแล้วส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเก็บพู่กันขึ้นมาเขียนบทนั้นลงไป
ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นว่าฮูหยินฉินไม่ได้เป็นอะไรก็โล่งใจลง พอมองดูบทคำคู่ข้างบนอีกครั้งก็รู้สึกโดนกระแทกใจ ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานแต่ก็ยังคิดคำล่างที่เหมาะสมไม่ได้
หลังจากบทที่สองเขียนเสร็จ หลี่ฉีก็พูดต่อ “บทที่สามเขียนว่า ‘หมอกควันปิดบังหลิวเหนือสระน้ำ’”
พอบทนี้ออกมาไป๋เฉี่ยนนั่วถึงกับหมดหวังจนอยากจมกองเต้าหู้ตายด้วยซ้ำ นางกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ทั้งสามบทนี้ เจ้าไปได้ยินมาจากไหนกัน?”
“ก็บอกแล้วไง ลอกมาจากห้องน้ำสาธารณะบ้านเกิดข้า”
จะให้เชื่อเจ้าน่ะ ฝันไปเถอะ
ไป๋เฉี่ยนนั่วจ้องหลี่ฉีหนึ่งทีแล้วหันไปถามฮูหยินฉินว่า “พี่หญิงหวัง คิดคำล่างออกหรือยัง?”
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน”
ยังไม่ทันที่ฮูหยินฉินจะอ้าปาก หลี่ฉีก็รีบพูดแทรกขึ้น “สองท่านอัจฉริยะ ข้ารู้ว่าพวกท่านเฉลียวฉลาด แต่ข้ายังต้องอาศัยสามบทนี้ทำมาหากิน ขอร้องให้เว้นชีวิตข้าสักหน่อย อย่าเพิ่งแต่งคำล่างออกมาเลย ถึงจะคิดออกก็เก็บไว้ในใจ เอาไว้สักสิบปีข้างหน้าแล้วค่อยเอามาใช้”
“สิบปีอะไรนั่น เจ้าน่ะแน่ใจว่าข้าคิดไม่ออกเลยพูดแบบนี้กวนโมโหข้าน่ะสิ” ไป๋เฉี่ยนนั่วฮึดฮัดพูด
“เจ้าคิดไม่ออกหรือ? ฮ่าๆ งั้นก็ดีเลย ข้ากังวลเปล่าจริงๆ”
หลี่ฉีหัวเราะลั่นแล้วหันไปพูดกับฮูหยินฉินว่า “ฮูหยิน คำคู่นี้คือสมบัติล้ำค่าประจำร้านเรา อย่าทำร้ายคนในเลย ถึงจะคิดคำล่างได้ก็ห้ามบอกใคร บอกข้าคนเดียวพอ”
ฮูหยินฉินส่ายหน้าแล้วยิ้มอย่างจนปัญญา “ข้าก็คิดไม่ออกเหมือนกัน”
ไป๋เฉี่ยนนั่วฮึดฮัดแล้วว่า “หรือว่าเจ้าก็คิดจะทำเหมือนเจ้าไช่หยวนไว่ เอาคำคู่มาหลอกล่อแขก?”
“ห๊า! รสนิยมระดับข้าจะไปตื้นเขินเหมือนไอ้เจ้าไช่นั่นได้ยังไงกัน”
หลี่ฉีส่งเสียงเยาะ หึ แล้วว่า “จะบอกความจริงให้ก็ได้ ทั้งสามบทนี่เป็นแค่ตัวล่อ ที่สำคัญคืออาหารเลิศรสสามจานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังต่างหาก”
“อาหารเลิศรสสามจาน?” ไป๋เฉี่ยนนั่วอุทานด้วยความตกใจ
“ถูกแล้ว อาหารเลิศรสทั้งสามนี้เป็นสูตรที่บรรพบุรุษตระกูลฉินของเราคิดค้นขึ้น แต่ก็สูญหายไปนานหลายปี จนกระทั่งไม่นานมานี้นตอนที่ฮูหยิน—เอ่อ ตอนทำความสะอาดห้องก็บังเอิญไปเจอสูตรอาหารพวกนี้เข้าแล้วมอบให้ข้า นางหวังว่าข้าจะใช้สามจานนี้กอบกู้ชื่อเสียงของจุ้ยเซียนจวีคืนมาให้ได้ เฮ้อ...กดดันจริงๆ!” หลี่ฉีส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
ฮูหยินฉินที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าก็ได้แต่ส่ายหัวจนเหนื่อย ถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องนี้มันมายังไง ทำความสะอาดห้อง? นางไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นมาตลอดชีวิต
ไป๋เฉี่ยนนั่วหันไปมองฮูหยินฉินอย่างสงสัย พอเห็นสีหน้าแบบหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก นางก็รู้ทันทีว่าเรื่องทั้งหมดหลี่ฉีแต่งขึ้นมาอีกแน่ๆ จึงฮึดฮัดว่า “ข้าว่าอาหารเลิศรสอะไรนั่น ก็คงเป็นแค่เจ้าคิดขึ้นมาเองล่ะสิ”
หลี่ฉีหัวเราะแหะๆ “เอ่อ...ก็เหมือนกันนั่นแหละ ของข้าก็คือของฮูหยิน ฮูหยินก็คือของข้า”
“เจ้าว่าอะไรนะ?” ฮูหยินฉินได้ยินก็ขมวดคิ้วแน่น นางรู้สึกโกรธขึ้นมา
“อ้อ! ข้าหมายความว่าของข้าก็คือของฮูหยิน ส่วนของฮูหยินก็ยังเป็นของฮูหยินอยู่” หลี่ฉีรีบแก้คำพูด
ฮูหยินฉินค้อนใส่เขาหนึ่งที ความรู้สึกหมดแรงผุดขึ้นมาในใจ
ไป๋เฉี่ยนนั่วก็ได้แต่ส่ายหัวแล้วถามต่อว่า “แล้วคำคู่ทั้งสามบทยังเกี่ยวอะไรกับอาหารเลิศรสสามจานของเจ้าด้วยล่ะ?”
หลี่ฉียิ้มพลางพูดว่า “เบื้องหลังแต่ละบทจะซ่อนชื่ออาหารไว้จานหนึ่ง ถ้าใครสามารถแต่งคำล่างของบทใดได้ ก็จะเปิดเผยชื่ออาหารจานนั้นออกมา ส่วนถ้าอยากกินล่ะก็...ต้องจ่ายเงินนะ”
ไป๋เฉี่ยนนั่วถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “หมายความว่าต้องแต่งคำล่างให้ได้ก่อนถึงจะเห็นชื่ออาหารเหรอ?”
“ถูกต้อง” หลี่ฉีพยักหน้า “เราทำร้านอาหารไม่ใช่โรงทาน อยากกินก็ต้องจ่ายเงิน ผิดตรงไหนกัน?”
ไป๋เฉี่ยนนั่วส่ายหน้าอย่างไม่อาจเห็นด้วยกับการกระทำของหลี่ฉีได้ นางถึงกับรู้สึกว่าเมื่อเทียบกับเขาแล้วไช่หยวนไว่แทบจะเป็นนักบุญเลยทีเดียว นางจึงพูดว่า “ราคาคงไม่ถูกแน่ๆ ใช่หรือไม่?”
“อันนั้น...เดี๋ยวถึงเวลาค่อยรู้กัน” หลี่ฉีหัวเราะแห้งๆ
ฮูหยินฉินยิ้มขื่นๆ แล้วว่า “คุณหนูเจ็ด เจ้าอย่าถามอีกเลย ถามไปเขาก็ไม่ตอบหรอก”
“ฮูหยินเข้าใจข้าจริงๆ” หลี่ฉีพยักหน้าอย่างดีใจ
ฮูหยินฉินเบือนสายตาไปไม่พูดเรื่องนี้อีกก่อนกล่าวจริงจังว่า “พรุ่งนี้เราจะไปไหว้พระที่วัดเซียงกั๋ว เจ้าตื่นเช้าหน่อย”
“หา? ไหว้พระหรือ? ข้าไม่ไปได้หรือไม่?” หลี่ฉีพูดอย่างลำบากใจ
“ทำไมถึงไม่ไป?”
“ข้าบูชาท่านพี่กวนอู”
สีหน้าของฮูหยินฉินมืดลงทันที “ไม่ได้ เจ้าต้องไป” ในใจก็พลางคิด เจ้าเป็นเจ้าของร้านแท้ๆ ยังไม่ไป แบบนี้มันไม่มีความจริงใจเกินไปแล้ว
“ก็ได้...”
หลี่ฉีเม้มปากและบ่นพึมพำว่า “ดูท่าต้องเสียค่าน้ำมันตะเกียงอีกแล้วสิ...”