ทดลองชิม

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสว่าง หลี่ฉีก็ถูกเสี่ยวเถาปลุกขึ้นมา

ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายยังเป็นแค่เด็กผู้หญิง หลี่ฉีคงลากนางเข้ามาแล้วซัดไปชุดใหญ่

มีมารยาทบ้างไหม? ไม่รู้เหรอว่าปลุกคนตอนนอนอยู่มันเสียมารยาทสุดๆ

แต่พอหลี่ฉีล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วเดินมาที่โถงหน้า เขาก็เห็นว่าคนอื่นมารอกันหมดแล้ว—ฮูหยินฉิน อาหลานอู๋ฝูหรง สองพี่น้องตระกูลเฉิน รวมถึงเฉินอาหนานกับแม่—ทุกคนมารอเขาเพียงคนเดียว นี่ทำเอาหลี่ฉีรู้สึกเก้อไม่น้อย

หลังจากจัดแจงเรียบร้อย คณะทั้งหมดก็เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังวัดเซียงกั๋วอย่างคึกคัก

ฮูหยินฉินนั่งเกี้ยว อู๋ฝูหรงกับหลี่ฉีขี่ล่อ ที่เหลือเดินเท้ากันทั้งหมด

ระหว่างทางหลี่ฉีหาวไม่หยุดจนเกือบตกจากหลังล่ออยู่หลายครั้ง

วัดเซียงกั๋วเปิดให้เข้าชมเดือนละห้าครั้ง

...

...

ในวันเปิดให้เข้าชม ประชาชนสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันภายในวัดและยังมีการแสดงความบันเทิงต่างๆ ให้ชม

ทำให้วัดครึกครื้นเป็นพิเศษ

แต่หลี่ฉีไม่ได้สนใจอะไรเลย ในสายตาเขาวัดเซียงกั๋วก็ไม่ต่างอะไรกับย่านหวังฝูจิ่งที่ปักกิ่ง การแสดงพวกนั้นก็ไม่ดึงดูดเขาแม้แต่น้อย พอฮูหยินฉินเข้าไปไหว้พระเขาก็หามุมหลบตาแล้วนั่งหลับตางีบไป

แต่พองีบได้แป๊บเดียวก็ถูกอู๋เสี่ยวหลิวปลุกขึ้น “พี่หลี่ นี่พี่มางีบตรงนี้ได้ยังไงเนี่ย”

หลี่ฉีหาวพลางลุกขึ้นเหยียดแขนเหยียดขา “อะไร? ฮูหยินไหว้เสร็จแล้วเหรอ? งั้นกลับกันเลย”

“ยังอีกนาน อย่างน้อยก็ต้องกินข้าวเจเสร็จก่อนถึงจะกลับได้”

“เฮ้อ! จ่ายเงินซื้อธูปแล้วยังต้องจ่ายค่าอาหารอีก งั้นเรายกจุ้ยเซียนจวีไปเปิดเป็นวัดเลยดีกว่า แค่ท่องอมิตาภพุทธะไม่กี่คำก็ได้เงินแล้ว” หลี่ฉีกลอกตาบ่น

อู๋เสี่ยวหลิวหัวเราะแห้งๆ

หลี่ฉีถอนหายใจ ตอนนี้ความง่วงหายไปแล้ว เขาจึงโอบคออู๋เสี่ยวหลิวไว้แล้วลากเดินไปที่ลานกลาง “ไปเถอะ ไปดูหน่อยว่ามีขายถุงยางบ้างไหม”

“ถุงยางคืออะไร?”

“ของที่ทำลายความฟินน่ะ ไม่ใช่ของดีหรอก”

เดินมาถึงลานกลางก็ได้ยินแต่เสียงตะโกนขายของ เสียงคุยจอแจ ที่นี้มีของขายสารพัด นอกจากถุงยางนอกนั้นก็มีแทบครบ อาจจะมีมากกว่าหวังฝูจิ่งที่ปักกิ่งเสียอีก

อู๋เสี่ยวหลิวดูจะสนใจการแสดงพวกนั้นมาก แต่พอจะเข้าไปดูก็โดนหลี่ฉีดึงไว้ทุกที

ก็แค่การทุบหินบนอกเอง ของพรรค์นี้ล้าสมัยแล้ว

ทั้งสองเดินวนไปมาจนถึงใต้ต้นหวนใหญ่ก่อนเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนมุงอยู่ ตรงนั้นมีป้ายห้อยลงมาจากกิ่งไม้ เขียนไว้ว่า “ผูกมิตรด้วยอาหาร”

“ผูกมิตรด้วยอาหาร? มันอะไรฟะเนี่ย?”

หลี่ฉีทำหน้าสงสัยแล้วเดินเข้าไปพร้อมอู๋เสี่ยวหลิวเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

หลี่ฉีเห็นชายวัยกลางคนหน้าตาซูบผอมคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ หน้าเขามีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมยาว ตั้งวางหม้อดินหนึ่งใบ ชุดชามตะเกียบอีกสองสามชุดและแท่งเงินอยู่หลายแท่ง คิดคร่าวๆ แล้วราวสี่สิบเหลียง บนต้นไม้ยังแขวนแผ่นกระดานไม้ไว้ บนแผ่นไม้นั้นติดผ้าสีแดงอยู่เก้าผืน

นี่มันทำอะไรกัน?

หลี่ฉีรู้สึกสงสัยอย่างมากจึงให้อู๋เสี่ยวหลิวไปถามคนดู ผลคือได้ความว่าชายวัยกลางคนคนนี้ไม่รู้เอาน้ำซุปหม้อนี้มาจากไหน ใครที่สามารถชิมแล้วบอกส่วนผสมทั้งหมดได้จะได้รางวัลสี่สิบเหลียงเงิน แต่คนที่อยากลองชิมต้องจ่ายก่อนร้อยเหวิน

ไม่เลวเลย วิธีหาเงินแบบนี้ วันหลังข้าก็เอาน้ำซุปมาตั้งบ้างดีกว่า

หลี่ฉีหรี่ตา ลูบคาง ท่าทางกำลังครุ่นคิด

อู๋เสี่ยวหลิวเห็นแล้วถามว่า “พี่หลี่ จะลองดูไหม?”

“ร้อยเหวิน สี่สิบเหลียง ไม่ลองก็โง่แล้ว”

หลี่ฉีพยักหน้า ขณะกำลังจะลองเดินเข้าไปก็มีเสียงเรียกจากด้านหลังดังขึ้น “พี่หลี่! พี่หลี่!”

หลี่ฉีหันกลับไป เขาเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเดินมาพร้อมคนรับใช้

“หน้าคุ้นๆ แฮะ!” หลี่ฉีขมวดคิ้วแล้วพึมพำในใจ

“อ้าว! พี่หลี่ นั่นก็คือคุณชายที่มากินหมูผัดซ้ำที่ร้านเราคราวก่อนนี่นา” อู๋เสี่ยวหลิวชี้ไปอย่างตกใจ คนเป็นสายกินแบบเขาต่อให้จำอะไรไม่ได้ แต่จำเรื่องอาหารได้แม่น

จริงด้วย ก็คนนั้นนั่นแหละ ถ้าพูดตามจริงข้าหาเงินก้อนแรกในยุคซ่งเหนือได้ก็เพราะเขาเลยนะเนี่ย

ตอนนี้คุณชายคนนั้นก็เดินมาถึงหลี่ฉีแล้ว เขาคำนับแล้วยิ้มพูดว่า “พี่หลี่ ยังจำข้าได้หรือไม่?”

หลี่ฉีรีบโค้งคำนับตอบ ยิ้มแล้วว่า “แน่นอน จำได้สิ เพียงแต่ครั้งก่อนจากกันไปเร็ว ยังไม่ได้เรียนถามชื่อแซ่ของคุณชาย”

“ข้าน้อยแซ่จ้าว...จ้าวยวิน”

“อ้อ! ที่แท้ก็พี่จ้าว นับว่าข้าล่วงเกินแล้ว”

จ้าวยวินคำนับตอบ ยิ้มแล้วว่า “ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งแวะไปที่จุ้ยเซียนจวีเพราะอยากจะไปชิมฝีมือพี่หลี่อีกครั้ง ไม่คาดคิดว่าไปเสียเที่ยว แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่ด้วย ช่างเหลือเชื่อจริงๆ”

หลี่ฉีหัวเราะแหะๆ แล้วว่า “ช่วงก่อนร้านกำลังปรับปรุงอยู่ หากมีข้อบกพร่องใดขอพี่จ้าวโปรดอภัย อีกสามวันร้านจะเปิดใหม่ ขอเชิญพี่จ้าวไปอุดหนุนด้วย”

“แน่นอน แน่นอน”

จ้าวยวินหัวเราะลั่น เขามองไปที่ฝูงชนสองครั้งแล้วตกใจ “เขานี่นา”

“ใครเหรอ?”

“อ๋อ ไม่มีอะไรๆ”

จ้าวยวินส่ายหัวแล้วถามอย่างสงสัย “พวกเขาเล่นอะไรกัน?”

หลี่ฉีร้องอ๋อ แล้วเล่าให้ฟังตามที่อู๋เสี่ยวหลิวเพิ่งไปถามมา

“น่าสนใจดี”

จ้าวยวินยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าเห็นว่าพี่หลี่ก็กะจะขึ้นไปลองใช่หรือไม่?”

“ใช่ ข้ากะจะลองพอดีเลย” หลี่ฉีพยักหน้า

จ้าวยวินยิ้ม “ดีเลย ข้าก็อยากลองเหมือนกัน อยากรู้ว่านี่มันคืออะไร พี่หลี่คงไม่ว่าใช่ไหม?”

“ยินดีอย่างยิ่ง เชิญ”

“เชิญ”

ทั้งสองเดินขึ้นไปพร้อมกัน ยังไม่ทันที่หลี่ฉีจะควักเงิน จ้าวยวินก็วางแท่งเงินหนึ่งแท่งลงไปก่อนแล้ว

คนรวยก็งี้แหละ

ชายวัยกลางคนพอเห็นจ้าวยวินก็มีแววแปลกใจวูบหนึ่งในแววตา แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว แล้วเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม “เชิญสองท่านนั่ง”

รอจนทั้งสองนั่งเรียบร้อย เขาก็พูดต่อ “ซุปใสหม้อนี้ ข้าเคี่ยวด้วยส่วนผสมเก้าชนิด หากใครสามารถชิมแล้วบอกออกมาครบ จะได้สี่สิบเหลียงไปเลย”

จ้าวยวินดูจะรำคาญนิดๆ เขารีบเอ่ย “รีบเริ่มเลยเถอะ”

ทันใดนั้นก็มีเสียงดังจากฝูงชน “เดี๋ยวก่อนๆ ข้าด้วย”

หลี่ฉีหันไปมอง เห็นว่าเป็นชายหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้า แต่งตัวหรูหรา ใบหน้าขาวสะอาด ดวงตากลมโตมีประกาย ดูจากลักษณะน่าจะเป็นคุณชายจากตระกูลมั่งมี

เขาเบียดฝูงชนเข้ามานั่งปุที่ข้างหลี่ฉีแล้วโยนเงินร้อยเหวินขึ้นไปอย่างไม่ลังเลก่อนถูมืออย่างตื่นเต้น “เริ่มได้เลย”

จ้าวยวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ชายวัยกลางคนเห็นว่าเด็กหนุ่มเร่งไม่หยุดก็ไม่พูดอะไรมาก ตักซุปจากหม้อดินใส่ชามสามใบ แล้ววางตรงหน้าทั้งสาม

หลี่ฉีมองซุปแล้ว หน้าตาดำปี๋ ดูยังไงก็คล้ายยาจีน

ชายหนุ่มคนนั้นดูร้อนรนมาก เขายกซุปขึ้นซดรวดเดียว เสร็จแล้วยังเคี้ยวลมอยู่สองสามทีก่อนขมวดคิ้วแล้วบ่น “นึกว่าจะอร่อยแบบของหายากซะอีก จืดชืดสุดๆ ไร้รสชาติ”

หลี่ฉีกับจ้าวยวินสบตากันแล้วยิ้มเจื่อนๆ

ชายวัยกลางคนได้แต่ยิ้มขื่นๆ

จากนั้นหลี่ฉีกับจ้าวยวินก็ยกชามขึ้นจิบเบาๆ แล้วลิ้มรสอย่างละเอียด จากนั้นทั้งสองก็มีประกายตาขึ้นมาพร้อมกัน เหมือนกับรู้คำตอบแล้ว

“พี่จ้าว เชิญก่อนเลย” หลี่ฉียิ้มน้อยๆ

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเสียมารยาทแล้ว”

จ้าวยวินพูดกับชายกลางคนว่า “ใช้ชาไป๋อวิ่น ที่ชงด้วยน้ำบ่อหลงจิ่งจากสำนักโส่วเซิ่ง”

ชายวัยกลางคนพยักหน้ายิ้ม “ถูกต้อง”

พูดจบเขาก็แกะผ้าแดงผืนที่สามทางซ้ายบนกระดาน ปรากฏว่าเขียนว่า “ไป๋อวิ่นฉา”

เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นทั่วฝูงชน

หลี่ฉีพูดต่อ “เมล็ดทานตะวันที่ผัดด้วยดอกกุ้ยฮวา”

ชายวัยกลางคนมีแววตาตกใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า แล้วแกะผ้าแดงผืนที่ห้าทางซ้ายออก ปรากฏว่าเขียนว่า “เมล็ดทานตะวัน”

เด็กหนุ่มมองตาค้าง สูดลมหายใจลึกแล้วอุทาน “จะเวอร์ไปแล้ว! ทำไมข้าชิมอะไรไม่ออกเลยฟะ!”

ตอนนั้นเอง จ้าวยวินชิมอีกคำแล้วพูดว่า “เอ็นอูฐ”

“ถูกต้อง”

หลี่ฉีพูดต่อ “กีบวัวที่บดละเอียด”

“ใช่”

จ้าวยวินว่า “สันในกวาง”

“ถูกต้อง”

หลี่ฉียิ้ม “เนื้อสมองหมู ราคาถูกแต่รสชาติดี”

“เจ้าหนุ่มพูดถูกเลย นั่นแหละสมองหมูทั้งราคาถูกและอร่อย”

จ้าวยวินว่า “ปลาฟู่”

“ใช่แล้ว”

หลี่ฉีพูดต่อ “เป๋าฮื้อแห้ง”

“ถูกต้อง”

ทั้งสองผลัดกันพูดจนเดาส่วนผสมได้แปดชนิด เหลือผ้าแดงผืนสุดท้ายผืนเดียว

ผู้คนรอบๆ มองกันตาค้าง แทบไม่กล้าหายใจเสียงดัง

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นทุกที

ชายหนุ่มข้างหลี่ฉียิ่งตกใจหนัก เขาแอบตักซุปอีกถ้วยมาให้ตัวเองแล้วชิมอย่างตั้งใจเลียนแบบทั้งสองคน แต่ก็ยังชิมไม่ออกแม้แต่น้อย จนในใจอัดอั้นไปหมด “แปลกจริง ทำไมข้าชิมไม่ออกเลยนะ?”

ตอนก่อน

จบบทที่ ทดลองชิม

ตอนถัดไป