เฉียดฉิวชนะ

“เอาล่ะ ตอนนี้เหลือแค่ส่วนผสมสุดท้าย ใครทายถูก สี่สิบเหลี่ยงนี้ก็เป็นของคนนั้น” ชายวัยกลางคนยิ้มพลางมองไปยังหลี่ฉีกับจ้าวยวิน สำหรับเด็กหนุ่มข้างๆ นั้น เขาไม่เคยสนใจเลย

จ้าวยวินจิบเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “เหล้าเหลือง?” เสียงเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ

ชายวัยกลางคนยิ้มแล้วส่ายหัว

จ้าวยวินดื่มต่ออีกสามคำ สีหน้าเคร่งเครียด ก่อนส่ายหัวไม่พูดอะไร ดูเหมือนกำลังจนปัญหากับส่วนผสมสุดท้าย

ฝั่งหลี่ฉีก็ไม่ต่างกัน ดื่มทีเดียวสี่ห้าคำจนซุปหมดถ้วยก็ยังคิดไม่ออก เขาหรี่ตา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“เจ้าหนุ่ม จะให้ข้าตักให้ใหม่อีกถ้วยไหม?” ชายวัยกลางคนพูดอย่างใจดี ดูเหมือนว่าเขาอยากให้หลี่ฉีกับจ้าวยวินเดาออก

หลี่ฉีชะงักเล็กน้อย รีบส่ายหัว “ขอบคุณ ไม่—”

พูดยังไม่ทันจบหลี่ฉีก็เบิกตากว้าง เขามองจ้องไปยังชามเปล่าตรงหน้ากอนหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ และเห็นเส้นบางๆ เหมือนเส้นไหมติดอยู่ด้านใน ถ้าไม่มองดีๆ ไม่มีทางเห็นแน่นอน

นั่นมันอะไร?

หลี่ฉีใช้นิ้วหยิบเส้นนั้นขึ้นมาดู ดวงตาพลันเป็นประกายดีใจ “ข้ารู้แล้ว! ข้ารู้แล้ว!”

จ้าวยวินตกใจเอ่ยว่า “พี่หลี่ หรือว่าท่านรู้ส่วนผสมสุดท้ายแล้ว?”

เด็กหนุ่มข้างๆ ก็จ้องหลี่ฉีด้วยแววตาคาดหวัง

หลี่ฉียิ้มน้อยๆ แล้วพยักหน้า

ชายวัยกลางคนรีบเอ่ยอย่างตื่นเต้น “เจ้าหนุ่ม รีบบอกมาเร็ว!”

หลี่ฉีเหลือบมองเขาแล้วกล่าวช้าๆ “คือดักแด้ไหมที่ตากแห้งแล้วแช่ในเหล้าเหลืองชั้นดี”

ฝูงชนส่งเสียงฮือฮาทันที

จ้าวยวินตกใจ “ท่านว่าเป็น... ดักแด้ไหม?”

หลี่ฉีพยักหน้า เขาหันไปถามชายวัยกลางคน “ข้าไม่ได้พูดผิดใช่หรือไม่?”

“ถูกต้อง เจ้าพูดถูกทั้งหมดเลย”

พูดจบชายวัยกลางคนก็เปิดผ้าแดงผืนสุดท้ายบนกระดาน

และแน่นอนว่าบนนั้นเขียนว่า “ดักแด้ไหม”

เสียงโห่ร้องชื่นชมดังขึ้นทันที

จ้าวยวินหัวเราะเสียงดัง “ไม่คิดเลยว่าพี่หลี่จะไม่ใช่แค่ทำอาหารเก่ง แต่ลิ้นยังเฉียบขาดอีกด้วย ข้าขอคารวะ”

หลี่ฉีส่ายหัวยิ้ม “ความจริงที่ข้าชนะท่านได้ก็แค่ฟลุกเท่านั้น ถ้าเอาเรื่องชิมอาหารมาวัดกัน ข้ากับท่านก็ไม่ห่างกันนักหรอก”

“พี่หลี่ ท่านไม่ใช่ว่ากลัวข้ารับความพ่ายแพ้ไม่ได้หรอกนะ?” จ้าวยวินพูดอย่างไม่พอใจ

“แน่นอนว่าไม่ใช่”

หลี่ฉีหัวเราะแล้วส่ายหัว “พี่จ้าวยังไม่รู้ ข้าที่เดาได้เพราะไม่ได้ใช้ลิ้น แต่ใช้ตาต่างหาก”

จ้าวยวินประหลาดใจ “โอ้? ยังไง?”

“ใช่ๆๆ หรือว่าเจ้าดื่มซุปด้วยตาได้?” เด็กหนุ่มคนนั้นถามอย่างสนอกสนใจ

หลี่ฉีกลอกตาแล้วยกนิ้วชี้ขวาขึ้น “กุญแจอยู่ตรงนี้แหละ”

จ้าวยวินมองดูใกล้ๆ เห็นเส้นบางๆ ติดอยู่ที่นิ้ว แล้วนึกถึงคำตอบของหลี่ฉีเมื่อครู่ เขาจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย “นี่มันไหมใช่ไหม?”

“ใช่” หลี่ฉีพยักหน้า “พี่จ้าวคงได้กลิ่นเหล้าในซุปเมื่อกี้ใช่หรือไม่?”

จ้าวยวินพยักหน้า “ใช่ เพียงแต่กลิ่นจางมาก ไม่เหมือนกับเทเหล้าใส่ตรงๆ”

หลี่ฉีมีแววชื่นชมในสายตา เขาพยักหน้า “ตอนแรกข้าก็คิดไม่ออก เพราะกลิ่นของมันถูกกลบด้วยกลิ่นเหล้า แต่พอเห็นเส้นไหมในชาม แล้วดูจากสีของไหมก็ไม่ใช่เพิ่งตกลงมา ข้าถึงเดาได้ว่าส่วนผสมนั้นคือดักแด้”

“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม”

ชายวัยกลางคนปรบมือด้วยความชื่นชม “เจ้าหนุ่มผู้นี้สังเกตเก่ง ปฏิภาณดี ผู้เยาว์ก้าวล้ำหน้ารุ่นก่อนแล้ว ข้าขอคารวะ คุณชายจ้าวก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การได้รู้จักพวกท่านวันนี้คุ้มค่ามากจริงๆ”

หลี่ฉีหัวเราะ “ข้าก็ไม่ได้เก่งแบบที่เจ้าชม ถ้าไม่มีเงินสี่สิบเหลี่ยงมาล่อ ข้าคงทายไม่ออกแม้แต่ส่วนผสมเดียว”

“ฮ่าๆๆ!”

ทันทีที่พูดจบทุกคนก็หัวเราะกันครืน

ชายวัยกลางคนหัวเราะสองสามคำก่อนจะยื่นเงินสี่สิบเหลี่ยงให้หลี่ฉี

หลี่ฉีรับมาอย่างไม่เกรงใจแล้วแบ่งออกยี่สิบเหลี่ยงส่งให้จ้าวยวิน “เราสองคนสูสีกัน เงินก็ควรแบ่งกัน”

จ้าวยวินส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่ว่าจะยังไงพี่หลี่ก็เหนือกว่าข้าจริงๆ เงินนี้ควรเป็นของท่าน อีกอย่าง หากข้ามาเพราะเงินนี้จริงๆ คนชนะอาจจะเป็นข้าก็ได้”

หลี่ฉีหัวเราะ “ก็จริงๆ”

ขณะนั้นเองข้ารับใช้ของจ้าวยวินกระซิบเบาๆ “คุณชาย ได้เวลาแล้ว เราควรกลับได้แล้วขอรับ”

จ้าวยวินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วโค้งคำนับหลี่ฉีด้วยสีหน้าเสียดาย “พี่หลี่ ข้ามีธุระเล็กน้อย ต้องขอตัวก่อน วันที่จุ้ยเซียนจวีเปิดใหม่ข้าจะไปสนับสนุนแน่นอน”

หลี่ฉีคำนับตอบพร้อมรอยยิ้ม “ตกลง เจอกันอีกทีที่จุ้ยเซียนจวีอีกสามวันข้างหน้า”

หลังจากจ้าวยวินจากไปหลี่ฉีก็ถอนหายใจแรงทีหนึ่ง เขาเหลือบตามองไปใต้ต้นหวนแล้วเห็นว่าชายวัยกลางคนคนนั้นก็หายไปแล้วเช่นกัน เขาหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้าแล้วหันกลับมาก็พบว่าเฉินเสี่ยวจู้ไม่รู้โผล่มาตอนไหน เลยหัวเราะพลางถามว่า “เสี่ยวจู้ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

เฉินเสี่ยวจู้ตอบว่า “ข้าก็เพิ่งมาถึงเมื่อครู่เอง ฮูหยินให้ข้ามาตามพี่ไปกินข้าวน่ะ”

“รู้แล้วๆ” หลี่ฉีพยักหน้าแล้วส่งถุงเงินให้อู๋เสี่ยวหลิว

อู๋เสี่ยวหลิวยิ้มจนตาแทบปิด รับถุงเงินพลางประจบว่า “พี่หลี่เก่งจริงๆ สอนข้าบ้างสิ”

หลี่ฉีหัวเราะ “ไม่ใช่ความสามารถอะไรหรอก แค่เจ้าทำอาหารสักสิบกว่าปีเดี๋ยวก็รู้เอง ไม่ต้องให้ข้าสอนหรอก”

สิบกว่าปี?

อู๋เสี่ยวหลิวกับเฉินเสี่ยวจู้หันมามองหน้ากัน ปรากฏว่าความสามารถนี้ไม่ใช่ว่าจะเรียนกันได้ง่ายๆ เลย

เฉินเสี่ยวจู้พาหลี่ฉีมาถึงหน้าอาคารหลังใหญ่หรูหราที่มีถึงสามชั้น ตัวอาคารมีลายแกะสลักและลวดลายวาดสีสันวิจิตร เขาชี้ไปที่ตัวอาคารแล้วพูดว่า “พี่หลี่ ฮูหยินกับคนอื่นรอพี่อยู่ข้างในนั่น”

หลี่ฉีชะงักเล็กน้อย ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เข้าไปด้วย เขาเลยถามว่า “พวกเจ้าจะไปที่ใดกัน?”

เฉินเสี่ยวจู้ยิ้มซื่อๆ แล้วชี้ไปที่เรือนเล็กข้างๆ “พวกเรากินที่เรือนนู้นกัน”

หลี่ฉีหันไปมองตามก็เห็นว่าเป็นเรือนหลังเล็กเรียบง่ายประตูแคบ มองจากไกลๆ ยังเห็นเด็กหนุ่มที่แต่งตัวแบบคนรับใช้อยู่ลางๆ เขาถอนหายใจแล้วพยักหน้า “งั้นพวกเจ้าไปเถอะ”

พอเฉินเสี่ยวจู้กับอู๋เสี่ยวหลิวเดินไปแล้ว หลี่ฉีก็ส่ายหัวแล้วมุ่งหน้าไปยังเรือนอาหาร แต่ยังไม่ทันถึงประตูก็มีพัดกระดาษพับสีขาวอันหนึ่งมาขวางอกเขาไว้

จากนั้นก็มีเสียงดูแคลนดังขึ้นข้างๆ “เจ้าหนุ่ม เจ้าคงมาผิดที่แล้ว”

หลี่ฉีหันไปมองก็เห็นเป็นชายวัยยี่สิบต้นๆ ตัวออกอ้วนเล็กน้อย หน้าตาธรรมดาแต่แต่งตัวหรูหรามาก เขาสวมผ้าโพกหัวสี่มุมสีอ่อน เสื้อคลุมยาวสีแดงปักลายหรู แววตาเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน

หลี่ฉอมองซ้ายมองขวาแล้วพูดอย่างแปลกใจ “ข้าว่าน่าจะไม่ผิด”

ชายคนนั้นเห็นหลี่ฉีใส่เพียงเสื้อยาวสีเขียวดูยากจนก็กล่าวอย่างดูถูก “ที่แบบนี้ไม่ใช่ที่ที่คนต่ำๆ อย่างเจ้าจะเข้ามาได้”

หลี่ฉีขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจ แต่บนใบหน้ายังยิ้มอยู่ เขาถามกลับอย่างสงสัยว่า “เหตุใดข้าถึงเข้าไม่ได้?”

ชายคนนั้นเหมือนจะเห็นว่าคำถามของหลี่ฉีนั้นตลกมาก จึงหัวเราะแล้วพูดว่า “หากเจ้าไปวังหลวงแล้วถูกองครักษ์ห้ามเข้า เจ้าคงจะถามเขาเช่นนี้ด้วยล่ะสิ?”

หลี่ฉีไหล่ตกพูดว่า “แต่นี่ไม่ใช่วังหลวง เจ้าก็ไม่ใช่องครักษ์นี่”

“สำหรับพวกชั้นต่ำอย่างเจ้า มันไม่ต่างกันหรอก”

ชายคนนั้นหัวเราะเยาะแล้วชี้ไปยังเรือนเล็กที่อู๋เสี่ยวหลิวพวกนั้นเพิ่งเข้าไป “เห็นหรือไม่? ที่นั่นแหละคือที่ที่เจ้าควรอยู่”

“คำพูดนี้ไม่ถูก” หลี่ฉีส่ายหัวแล้วพูดว่า “ที่อื่นข้าอาจไม่รู้จริง บางทีอาจเป็นอย่างเจ้าว่าก็ได้ แต่ที่นี่คือสถานที่ของพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า ‘สรรพสัตว์เสมอภาค’ เมื่อสรรพสัตว์เสมอภาคก็หมายความว่าอย่างน้อยบนผืนดินของท่านนี้ ทั้งสัตว์เดรัจฉานกับมนุษย์ก็เท่าเทียมกัน หากสัตว์ยังเข้าได้ ข้าจะเข้าไม่ได้ด้วยเหตุใด?”

“ดี! พูดได้ดีมาก!”

ทันใดนั้นมีเสียงดังมาจากด้านหลัง “ยอดเลย! ถ้าสัตว์ยังเข้าได้ ข้าจะเข้าไม่ได้ด้วยเหตุใด! เจ้านี่กล่าวได้ดียิ่งนัก!”

หลี่ฉีหันกลับไปดูก็เห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มคนเดียวกันที่ร่วมชิมซุปเมื่อครู่นั่นเอง

พอชายคนนั้นเหลือบตามองเด็กหนุ่มคนนั้น สีหน้าที่เริ่มเขียวอยู่แล้วยิ่งเขียวคล้ำยิ่งขึ้นอีก

ตอนก่อน

จบบทที่ เฉียดฉิวชนะ

ตอนถัดไป