หงเทียนจิ่ว

“โอ้โห! ที่แท้ก็ท่านบัณฑิตใหญ่แห่งตระกูลโจวเองนี่นา” เด็กหนุ่มเดินเข้ามาพูดพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันกับชายเสื้อคลุมแดง

ชายแซ่โจวเหลือบมองเขาแล้วพูดเหมือนเย้ย “ไม่นึกเลยว่าพี่เสี่ยวจิ่วจะมีอารมณ์แวะมาไหว้พระในวัดกับเขาด้วย ช่างหายากเสียจริง”

“เฮอะ! อย่ามายกยอเกินจริงเลย ข้าน่ะไม่มีศรัทธาอะไรหรอก ก็แค่พ่อข้าเอาเงินทำบุญมาทิ้งที่วัดนี้ทุกปี ข้าเลยแวะมาหาอะไรกิน เอาคืนบ้างแค่นั้นเอง” เด็กหนุ่มส่ายหัวพูด

คำพูดแบบนี้ถูกจริตหลี่ฉีเข้าเต็มๆ เขายืนฟังอยู่ข้างๆ อย่างอารมณ์ดี ทำหน้าเหมือนกำลังจะได้ดูละครสนุก

น่าเสียดายที่ยังดูไม่หนำใจ เจ้าบัณฑิตโจวก็ดันโยนไฟมาที่เขาเสียก่อน ใช้พัดกระดาษสีขาวชี้ไปทางหลี่ฉี “ไอ้หนุ่มนี่คือข้ารับใช้บ้านท่านรึ?”

บัดซบ! หรือหน้าข้ามีคำว่า “ข้ารับใช้” แปะอยู่รึไงวะ!

หลี่ฉีตาแทบลุกเป็นไฟ ชี้ไปทางชายแซ่โจวแล้วพูดกับเสี่ยวจิ่วว่า “เสี่ยวจิ่ว ไอ้นี่เป็นข้ารับใช้บ้านเจ้ารึเปล่า?”

เด็กหนุ่มได้ยินหลี่ฉีเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวจิ่ว’ ก็ดูเหมือนจะชอบใจ แต่ไม่ตอบอะไร เขาหันไปพูดกับชายแซ่โจวว่า “ท่านบัณฑิตโจว นี่ท่านดูถูกตระกูลหงของข้ามากไปหน่อยแล้วนะ ข้ารับใช้บ้านข้ากินปลากินเนื้อทุกวัน ไม่มีทางผอมแห้งอย่างเขาหรอก”

...

...

หลี่ฉีฟังแล้วก็ขำในใจ เด็กนี่มันมีของ คำพูดของเขาน่ะเท่ากับประชดว่า “ดูจากพุงเจ้าแล้ว เจ้าต่างหากล่ะที่เหมาะจะเป็นข้ารับใช้บ้านข้า”

บัณฑิตโจวชะงักไปนิด ก่อนจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายประชดอะไร สีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่เหมือนจะเกรงเด็กหนุ่มอยู่ไม่น้อย จึงฮึดฮัดทีหนึ่งแล้วสะบัดแขนเสื้อ “ขอลา!” แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าไป

แต่พออีกฝ่ายเพิ่งเดินเข้าไป เด็กหนุ่มก็พูดกับหลี่ฉีขึ้นมาทันที “พี่ชาย เมื่อกี้ประโยคนั้นของท่านที่พูดว่า ‘สัตว์ยังเข้าได้ ข้าจะเข้าไม่ได้ด้วยเหตุใด’ นี่มันล้ำลึกจริงๆ”

เสียงดังพอดีไม่มากไม่น้อย ทำเอาเจ้าหนุ่มแซ่โจวที่เพิ่งเดินเข้าไปถึงกับเซเกือบล้มด้วยความโมโห

หลี่ฉีหัวเราะลั่น “บังเอิญล้วนๆ”

พอชายแซ่โจวเข้าไปข้างใน เด็กหนุ่มก็ยิ้มแฉ่งถามหลี่ฉีว่า “พี่ชาย ยังจำข้าได้หรือไม่?”

หลี่ฉีพยักหน้าแล้วยิ้ม “แน่นอน จำได้อยู่แล้ว ดวงตาคู่นี้ของข้าไม่ได้ใช้แค่ดื่มซุปนะ”

เด็กหนุ่มหน้าแดง “เมื่อกี้ข้าพูดส่งเดชไปหน่อย พี่ชายโปรดอย่าถือสา”

หลี่ฉีส่ายหัว “ข้าไม่ใช่พวกใจแคบ ว่าแต่น้องชายชื่อแซ่อะไร?”

เด็กหนุ่มหัวเราะ “ข้าไม่ได้แซ่เกา แท้จริงแล้วข้าแซ่หง ชื่อไม่ได้ใหญ่โต เรียกว่าเทียนจิ่ว หรือเรียกว่าเสี่ยวจิ่วก็ได้”

เฮอะ! ดูท่าว่าข้ากลายเป็นคนสุภาพเกินหน้าเด็กนี่ซะแล้ว หลี่ฉีหัวเราะ “ข้าชื่อหลี่ฉี”

หงเทียนจิ่วดูไม่มีทีท่าเขินอายเลย พูดขึ้นทันที “พี่หลี่ ฝีมือชิมรสของพี่เมื่อสักครู่สุดยอดมาก ข้าไม่เคยเห็นใครทำแบบนั้นได้เลยในชีวิตนี้”

“ก็แค่ความสามารถเล็กๆ น้อยๆ” หลี่ฉียิ้มบางๆ

“ถ้านี่เรียกความสามารถเล็กๆ งั้นของใหญ่ต้องขนาดไหน?” หงเทียนจิ่วอุทาน

หลี่ฉีถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบยังไง

ตอนนั้นเองเสี่ยวเถาก็เดินออกมาจากด้านใน พอเห็นหลี่ฉีก็ร้องออกมาว่า “คุณชายหลี่ ท่านมาถึงแล้วหรือเจ้าคะ? ฮูหยินกำลังจะให้ข้าไปตามอยู่พอดี”

หลี่ฉีพยักหน้าแล้วชี้ไปทางหงเทียนจิ่ว “เสี่ยวเถา นี่คือคุณชายหง”

เสี่ยวเถาคำนับหงเทียนจิ่ว “ข้าน้อยขอคารวะคุณชายหง”

“ข้าไม่ใช่คุณชายอะไรหรอก เรียกข้าเสี่ยวจิ่วก็พอ”

หงเทียนจิ่วยิ้ม หันไปกระพริบตาให้หลี่ฉีแล้วพูดว่า “พี่หลี่ แค่สาวใช้ยังน่ารักขนาดนี้ ภรรยาพี่ต้องสวยล่มเมืองเป็นแน่”

ภรรยา? ไอ้หนุ่มนี่มันพูดได้ทุกเรื่องจริงๆ

หลี่ฉีอึ้งไปแวบหนึ่งก่อนจะเข้าใจ เขารีบแอบมองหน้าเสี่ยวเถาเห็นสีหน้าไม่พอใจจึงรีบบอกว่า “เสี่ยวจิ่ว อย่าพูดส่งเดชเชียวนะ คนข้างในนั่นคือเจ้าของร้านจุ้ยเซียนจวีที่ถนนเปี้ยนเหอ ฮูหยินฉินต่างหาก”

“ฮูหยินฉิน? จุ้ยเซียนจวี?”

หงเทียนจิ่วชะงักไปนิด แล้วร้องออกมา “พี่หลี่ ที่ท่านว่าคือร้านที่ขายเต้าหู้เหม็นนั่นหรือเปล่า?”

หลี่ฉีพยักหน้าพลางยิ้ม “ใช่แล้ว ข้านี่แหละเป็นพ่อครัวของจุ้ยเซียนจวี เต้าหู้เหม็นนั่นก็ข้าทำเอง”
“โห! ที่แท้พี่หลี่เป็นคนทำเอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันพิเศษขนาดนั้น”

หงเทียนจิ่วดีใจจนหน้าเปล่งประกาย “พี่หลี่ ท่านคงยังไม่รู้ พ่อข้าชอบเต้าหู้เหม็นร้านเจ้ามาก ถึงกับส่งข้ารับใช้ไปยืนต่อคิวซื้อวันละสองสามสิบคนเลย ข้าเองก็ชอบมากเหมือนกัน!”

ส่งคนไปต่อแถววันละสามสิบคน?

พ่อลูกคู่นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ

หลี่ฉีหัวเราะทั้งน้ำตา เขาเห็นหน้าเสี่ยวเถาซึ่งเริ่มไม่สบอารมณ์แล้วเลยถามว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้ามาคนเดียวหรือ?”

หงเทียนจิ่วพยักหน้า

“งั้นมาร่วมโต๊ะกับพวกเราก็แล้วกัน กินข้าวคนเดียวมันน่าเบื่อนะ”

“ข้าก็คิดแบบนั้นพอดีเลย”

“งั้นไปกัน”

ภายในห้องกว้างขวางและสว่างไสว โต๊ะสี่เหลี่ยมตั้งเรียงอยู่สิบกว่าตัว ดูสะอาดเรียบร้อยทีเดียว

เวลานั้นภายในห้องมีคนมานั่งอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้าคนร่ำรวยหรือคุณชายจากตระกูลมั่งคั่ง ขุนนางหรือผู้มีอำนาจจริงๆ ล้วนไปนั่งกันบนชั้นสองชั้นสาม

หลี่ฉีกวาดตามองรอบๆ พบว่าฮูหยินฉิน อู๋ฝูหรง และคนอื่นๆ นั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะมุมในสุดของห้อง ไม่เพียงเท่านั้น ไป๋เฉี่ยนนั่วก็นั่งอยู่ด้วย และที่นั่งข้างนางก็คือชายเสื้อคลุมแดง ที่พวกเขาเพิ่งเจอหน้ากันหน้าประตูนั่นเอง — บัณฑิตโจว

ศัตรูเจอกันง่ายจริงๆ!

หลี่ฉีหัวเราะขื่นๆ ในใจ แล้วถามเสี่ยวเถาว่า “คุณหนูไป๋มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?”

เสี่ยวเถาตอบว่า “มาตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”

“พี่หลี่ ท่านยังรู้จักคุณหนูไป๋ด้วยเหรอ?” หงเทียนจิ่วถามอย่างตกใจ

หลี่ฉียิ้มน้อยๆ “ข้ากับนางไม่ได้สนิทอะไรกันหรอก เพียงแต่นางค่อนข้างสนิทกับฮูหยินของเรา”

“อย่างนี้นี่เอง พี่หลี่ ท่านอาจไม่รู้ แต่คุณหนูไป๋น่ะไม่ธรรมดาเลยนะ” หงเทียนจิ่วพูดพลางแอบเหลือบมองไป๋เฉี่ยนนั่วด้วยสีหน้าเกรงๆ

ไม่ธรรมดาตรงไหน ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง

หลี่ฉียิ้มโดยไม่พูดอะไรแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะของฮูหยินฉิน

ฮูหยินฉินเห็นหลี่ฉีเดินมาก็รีบแนะนำทันทีว่า “หลี่ฉี นี่คือโจวจื่อเจี้ยน บัณฑิตใหญ่แห่งตระกูลโจว — คุณชายโจว ท่านผู้นี้เป็นพ่อครัวของร้านเรา หลี่ฉี”

ต่อหน้าคนอื่นฮูหยินฉินย่อมไม่เหมาะจะเรียกหลี่ฉีว่า “คุณชายหลี่” เพราะอย่างไรในนามหลี่ฉีก็ยังเป็นลูกจ้างของร้าน

“ที่แท้ก็ ‘เจี้ยนเซียง’ ได้ยินชื่อมานานแล้ว” หลี่ฉีคารวะพลางยิ้ม

เขาไม่เรียกคุณชายโจว ไม่เรียกพี่โจวหรือพี่จื่อเจี้ยน แต่กลับเรียกว่า “เจี้ยนเซียง” ซึ่งแปลว่า ‘ท่านพี่สารเลว’ ที่การออกเสียงคล้ายๆ “เซียนเซียง” ที่แปลว่า ‘ท่านพี่ผู้ทรงคุณธรรม’ มีเพียงไป๋เฉี่ยนนั่วที่หัวไว และหงเทียนจิ่วผู้มีรสนิยมเดียวกันเท่านั้นที่เข้าใจความหมายแฝงนี้

แม้แต่โจวจื่อเจี้ยนเองยังไม่รู้สึกตัว แต่สิ่งที่ทำให้เขางงยิ่งกว่าคือทำไมพ่อครัวอย่างหลี่ฉีถึงได้มานั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าของร้าน นี่มันผิดแปลกเกินไป แต่จะตบคนที่ยิ้มให้ก็ไม่ใช่เรื่อง ไหนจะมีไป๋เฉี่ยนนั่วอยู่ด้วย เขาจึงโค้งคำนับยิ้มตอบ “ที่แท้คือพี่หลี่ ข้าล่วงเกินแล้ว”

ไป๋เฉี่ยนนั่วเห็นสีหน้าทั้งคู่แปลกๆ ก็ถามอย่างสงสัย “พวกเจ้าสองคนรู้จักกันเหรอ?”

หลี่ฉีหัวเราะลั่น “เมื่อครู่ข้าเจอกับเจี้ยนเซียงที่หน้าประตู คุยกันถูกคอมาก เล่าเรื่องคนกับสัตว์กันไปตั้งนาน”

หงเทียนจิ่วฟังแล้วก็ขำจนแทบกลั้นไม่อยู่ ถ้าเรื่องด่าคนต้องยกให้หลี่ฉีจริงๆ

โจวจื่อเจี้ยนมีแววเคืองในดวงตา แต่ก็ยังอดทนไว้ไม่แสดงออก กล่าวเพียงว่า “ถูกคอ ถูกคอ” แล้วหันไปพูดกับไป๋เฉี่ยนนั่วว่า “คุณหนูไป๋ สหายข้ามาแล้ว ข้าจะไม่รบกวนท่านกับฮูหยินแล้ว ขอตัวก่อน”

พูดจบก็หันหลังเดินจากไปและนั่งโต๊ะฝั่งตรงข้ามด้านเฉียงที่มีผู้เหมือนบัณฑิตนั่งอยู่ก่อนแล้วสองคน

“พี่หลี่ ท่านเก่งนัก แค่สองสามคำก็ไล่เจ้าหมูอ้วนโจวไปได้แล้ว” หงเทียนจิ่วพูดอย่างสะใจ

ทุกคนเพิ่งสังเกตว่าเด็กหนุ่มที่ตามหลี่ฉีเข้ามานั้นคือใคร

ไป๋เฉี่ยนนั่วเหลือบมองแล้วขมวดคิ้วถามว่า “นี่ไม่ใช่คุณชายหงแห่งหงว่านบ่อนพนัน — หงเทียนจิ่วใช่หรือไม่?”

หงเทียนจิ่วยิ้มแล้วพยักหน้า “ไม่กล้า ไม่กล้า เป็นข้าเอง คุณหนูไป๋ เรียกข้าว่าเสี่ยวจิ่วก็พอ” ดูท่าว่าเขาเกรงใจไป๋เฉี่ยนนั่วอยู่มาก

ไป๋เฉี่ยนนั่วยิ้มแล้วพยักหน้า แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย — เขาไปสนิทกับหลี่ฉีได้ยังไง? ถ้าคนสองคนนี้จับมือกันล่ะก็ โลกคงได้ปั่นป่วนแน่

ที่จริงไป๋เฉี่ยนนั่วก็แค่เคยเจอหงเทียนจิ่วไม่กี่ครั้ง แต่ชื่อเสียงของเขาในเมืองเปี้ยนจิงนั้นไม่ธรรมดา — เขาคือจอมวายร้ายตัวฉกาจที่ชอบหาเรื่องพวกบัณฑิตโดยเฉพาะ และโจวจื่อเจี้ยนก็เคยโดนมาแล้ว

ฝั่งหลี่ฉีตอนนี้ถึงกับอึ้งในใจ — บ้าจริง! เด็กนี่ที่แท้เป็นลูกเจ้าพ่อบ่อน ข้าเล่นได้ทองคำชิ้นโตเลยสิเนี่ย!

ตอนก่อน

จบบทที่ หงเทียนจิ่ว

ตอนถัดไป