คำด่าฉบับบัณฑิต
หลี่ฉีจ้องหงเทียนจิ่วตาเป็นมัน เขายิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับว่าคนตรงหน้าเป็นลูกแกะตัวน้อยที่กำลังจะถูกลากเข้าครัว
หงเทียนจิ่วรู้สึกขนลุกกับสายตาของหลี่ฉี เขาถึงกับเผลอขยับตัวถอยไปเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ
หลี่ฉีได้สติเพราะท่าทีถอยหนีนั้น เขาจึงยิ้มตาหยีแล้วว่า “เสี่ยวจิ่ว เมื่อครู่เจ้าบอกว่าชอบกินเต้าหู้เหม็นของข้า—อะแฮ่ม หมายถึงเต้าหู้เหม็นของจุ้ยเซียนจวีใช่ไหมล่ะ?”
“ใช่ ๆ!”
หงเทียนจิ่วพยักหน้ารับ
หลี่ฉียิ้ม “แล้วอยากลิ้มรสฝีมือจริง ๆ ของข้าไหมล่ะ บอกเจ้าตรง ๆ ว่าเต้าหู้เหม็นนั่นแค่ของเล่น ข้าทำขำ ๆ เอง”
เต้าหู้เหม็นยังแค่ง่าย ๆ?
หงเทียนจิ่วพยักหน้ารัว “แน่นอนอยากสิ! พี่หลี่ยังทำอะไรได้อีกบ้าง?”
“โอ๊ย เยอะเลย พูดสามวันสามคืนยังไม่หมด” หลี่ฉีส่ายหัวก่อนจะพูดต่อ “อีกสามวันจุ้ยเซียนจวีจะเปิดใหม่พอดี ถ้าอยากลองฝีมือข้าล่ะก็ ห้ามพลาดเชียวนะ”
หงเทียนจิ้วตบอก “แน่นอนว่าข้าต้องไปอุดหนุนอยู่แล้ว!”
หลี่ฉียิ้มก่อนพูดต่อว่า “เสี่ยวจิ่ว ข้าไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจ้าคงไม่ออกจากบ้านถ้าไม่มีเงินติดตัวเป็นสิบ ๆ ก้วน แต่พกเงินเยอะ ๆ มันไม่ลำบากหรือ?”
หงเทียนจิ่วส่ายหัว “ข้าน่ะไม่พกเองหรอก ให้คนใช่ถือแทนตลอด”
มีสไตล์ ข้าชอบ หลี่ฉีพูดต่อ “แต่มีข้ารับใช้ตามตลอดก็เกะกะใช่ไหมล่ะ?”
หงเทียนจิ่วคิดนิดนึงแล้วพยักหน้า “บางทีก็ลำบากเหมือนกัน”
“ดีเลย ดีเลย แต่จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องกังวลอีกแล้ว”
หลี่ฉีพยักหน้าแล้วพูดด้วยท่าทีจริงจัง “ร้านเรามีของใหม่ เรียกว่า ‘บัตรสมาชิก’ สะดวกสุด ๆ ใช้แล้วจบทุกปัญหา”
“บัตรสมาชิก? มันคือของกินอะไรหรือ?” หงเทียนจิ่วถามอย่างงง ๆ
“เอ่อ... มันไม่ใช่ของกินหรอก”
หลี่ฉียิ้มแห้ง ๆ แล้วพูดว่า “บัตรสมาชิก พูดง่าย ๆ ก็คือแผ่นทองแดงใบหนึ่ง แต่เจ้าอย่าดูถูกมันเชียว เพราะมันเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะเลยทีเดียว...”
“แค่เจ้าซื้อบัตรสมาชิกของจุ้ยเซียนจวี เจ้าอยากทำอะไรก็ทำได้เลยในร้านของเรา แถมยังใช้บัตรจ่ายเงินแทนเงินสด ไม่ต้องมีข้ารับใช้ติดตาม แน่นอน... นั่นยังไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญคือเจ้าจะได้กินอาหารที่ข้าปรุงเองกับมือ และจะเป็นจานพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อลิ้นของเจ้าโดยเฉพาะ รับรองว่ากินแล้วจะลืมไม่ลงเลยทีเดียว”
หงเทียนจิ่วเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทันที พยักหน้าพูดว่า “โอ้ บัตรสมาชิกนี่มันสุดยอดดี แล้วต้องจ่ายเท่าไหร่ล่ะ?”
“พวกเราพี่น้องพูดเรื่องเงินกัน มันจะเสียความรู้สึกน่ะสิ”
หลี่ฉีมองอีกฝ่ายแบบต่อว่าปนยิ้ม แล้วพูดต่อว่า “อย่างนี้นะ บัตรสมาชิกของร้านเรามีอยู่สองแบบ บัตรธรรมดาราคา 30 ก้วน ส่วนบัตรทองราคา 60 ก้วน แน่นอน เจ้าเป็นพี่น้องกับข้า ฮูหยินเห็นแก่หน้าข้าก็ต้องลดให้เจ้าแน่ ๆ เสี่ยวจิ่ว ข้าไม่ปิดบังเลยนะ ตั้งแต่ข้าเห็นเจ้าในครั้งแรก ข้าก็รู้เลยว่าเจ้ามีแต่จะร่ำรวยหรือไม่ก็มีบารมีในอนาคตแน่นอน! บัตรธรรมดาน่ะไม่คู่ควรกับเจ้าเลย ข้าว่าบัตรทองนี่แหละที่เกิดมาเพื่อเจ้า!”
หงเทียนจิ่วขมวดคิ้วอย่างตกใจ “ห้ะ! ต้องหก—หกสิบก้วนเลยเหรอ? แพงเกินไปแล้ว!”
“ไม่แพงเลย ไม่แพงสักนิด!”
หลี่ฉีรีบส่ายหัวก่อนจะอธิบายสรรพคุณของบัตรสมาชิกอย่างละเอียดอีกครั้งให้หงเทียนจิ่วฟัง
“อืม ไอเดียนี่ก็เข้าท่าดีนะ”
หงเทียนจิ่วพยักหน้าอย่างครุ่นคิดแล้วพูดต่อ “งั้นก็ได้ ข้าจะเอาบัตรทองนั่นแหละ—แต่ว่าตอนนี้ข้าไม่มีเงินมากพอ ต้องกลับไปเอาก่อน”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ คิดว่าข้ายังจะไม่เชื่อเจ้าหรือไง”
ในใจหลี่ฉีกำลังเริงร่าจนแทบเต้น แต่ภายนอกยังตีหน้าขรึมพูดต่อ “อีกอย่างตอนนี้ร้านเรามีกิจกรรมพิเศษ ‘ชุดครอบครัว’ ถ้าเจ้าชวนเพื่อนพ้องมาซื้อบัตรด้วยกัน จะได้ลดราคาอีก 5 ก้วน พูดง่าย ๆ คือบัตรทองจะเหลือแค่ 55 ก้วนเท่านั้น ลองชวนสหาย—เอ่อ พี่น้องเพื่อนฝูงของเจ้าดูสิ ประหยัดอีกตั้งเยอะ เจ๋งไหมล่ะ?”
“แผนนี้ดีจริง ๆ” หงเทียนจิ่วพยักหน้าแล้วยิ้ม
“งั้นตกลง”
หลี่ฉีหันไปหาอู๋ฝูหรงทันที “ลุงอู๋ จำไว้นะ ห้ามขายบัตรหมดล่ะ ต้องเก็บไว้ให้เสี่ยวจิ่วเราสักหลายใบเลยนะ”
อู๋ฝูหรงที่ยืนฟังมานานจนตาค้าง ได้ยินหลี่ฉีตะโกนมาก็รีบพยักหน้า “อ๋อ ข้าจำไว้แล้ว ๆ”
ในใจก็แอบหัวเราะ ‘จะให้เก็บไว้กี่ใบก็ได้ สิบใบยี่สิบใบก็ยังเหลือ เพราะตอนนี้... ยังไม่มีใครซื้อเลยสักใบเดียว’
ฮูหยินฉินกับไป๋เฉี่ยนนั่วถึงกับยอมแพ้ให้กับปากของหลี่ฉี พวกนางเคยเห็นคนเก่งเรื่องค้าขาย แต่ยังไม่เคยเห็นใครขายเก่งแบบนี้ โอกาสเล็กน้อยก็ยังไม่ปล่อยให้หลุดมือ แค่พริบตาก็หลอกขายบัตรทองได้ตั้งหกสิบก้วนแล้ว—หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
หลี่ฉียังไม่พอใจเท่านี้ เขาเอียงตัวไปกระซิบกับอู๋ฝูหรงว่า “ลุงอู๋ คนรวยในห้องนี้มีตั้งเยอะ เดี๋ยวลุงลองเอาวิธีข้าไปใช้บ้างนะ ไปคุยกับพวกเขาหน่อย”
ตอนนี้หลี่ฉีแทบจะเป็นเซลล์ขายประกันเต็มตัวแล้ว
“อืม เดี๋ยวข้าจะลองดู” อู๋ฝูหรงพยักหน้ารับแม้ในใจจะตื่นเต้นและประหม่าเต็มที่ เขาไม่มีลิ้นทองแบบหลี่ฉีนี่นา พอคิดว่าจะต้องไปพูดเองก็ดันนึกอะไรไม่ออกเลย…
ขณะที่หลี่ฉีกำลัง “ล้างสมอง” หงเทียนจิ่วต่อไปอยู่นั้น ก็มีเสียงไม่เข้ากับบรรยากาศดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของห้อง
“ท่านพี่ข่งเหวิน ข้าพึ่งนึกกลอนบทหนึ่งออก อยากจะขอคำชี้แนะจากท่านหน่อย”
คนที่พูดขึ้นมาก็คือ โจวจื่อเจี้ยน
“อ้อ? พี่จื่อเจี้ยน เชิญว่ามาเถอะ”
“ของข้าคือ ‘กบในน้ำสวมอาภรณ์สีเขียว’”
บัดซบ! ไอ้อ้วน ชัดเลยว่ากำลังด่าข้านี่หว่า!
หลี่ฉีก้มลงมองเสื้อคลุมสีเขียวของตัวเอง แววตาเริ่มกรุ่นโกรธ เขามองโจวจื่อเจี้ยนด้วยหางตาแล้วบังเกิดไอเดียในทันใด จากนั้นจึงหันไปพูดเสียงดังกับหงเทียนจิ่วว่า
“เสี่ยวจิ่ว พี่หลี่ก็พอดีคิดกลอนขึ้นมาได้เหมือนกัน ฟังให้ดีล่ะ — ‘กุ้งตัวผู้ในหม้อ สวมอาภรณ์สีแดง’”
หงเทียนจิ่วแรก ๆ ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอได้ยินกลอนของหลี่ฉีก็นึกออกทันที เขาตบมือเปาะแล้วหัวเราะ “ฮ่า ๆ กุ้งตัวอ้วนเลยนะนั่น!”
หลี่ฉีหัวเราะลั่น “ใช่เลย ๆ”
ไป๋เฉี่ยนนั่วยิ้มมุมปากแต่ไม่พูดอะไร — คนคนนี้นี่แหละ โดนว่าหน่อยก็ไม่ได้เลย
โจวจื่อเจี้ยนเดิมทีนึกว่าพ่อครัวอย่างหลี่ฉีคงไม่มีปัญญาตอบโต้กลอนได้แน่ๆ คงต้องเป็นฝ่ายโดนแดกดันอย่างเดียว ที่ไหนได้ ไม่เพียงแต่ตอบได้ แต่ยังย้อนกลับมาด่าได้แบบเจ็บ ๆ อีกด้วย เขาทั้งตกใจ ทั้งโกรธจัด พอเห็นหลี่ฉีนั่งอยู่ตรงมุมห้องจึงแค่นเสียงแล้วกล่าวว่า “ฟางข้าวบนยอดกำแพง หัวหนักเท้าเบา รากตื้นไร้แก่นสาร”
เฮอะ เอ็งจะไม่เลิกจริง ๆ ใช่ไหม?
หลี่ฉีขมวดคิ้วอยู่ในใจ แม้เขาจะพอมีฝีมือเรื่องการโต้กลอนบ้าง แต่ก็เป็นแค่เล่น ๆ นาน ๆ ที ไม่ได้จริงจังแบบพวกอย่างโจวจื่อเจี้ยนที่นั่งหายใจเป็นบทกลอน แค่จะเปิดปากก็แต่งได้เลย ที่ตอบได้เมื่อครู่นั้นยังดีที่บังเอิญคิดได้ทัน เขาเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ยังห่างชั้นอยู่
ขณะที่หลี่ฉีกำลังคิดหากลอนแก้ เสียงของฮูหยินฉินก็ดังขึ้นจากอีกฝั่ง “หน่อไผ่ในหุบเขา ปลายแหลม หนังหนา ท้องกลวง”
“ดี! ฮูหยินแต่งได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ วรรคนี้สุดยอด!”
หลี่ฉีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตั้งสติได้ เขารีบตบมือดัง ๆ พร้อมตะโกนเสียงดัง กลัวว่าโจวจื่อเจี้ยนจะไม่ได้ยิน — แม่ง ชื่นใจโคตร ๆ!
ไป๋เฉี่ยนนั่วเองก็แอบชมในใจว่าแต่งได้ดีนัก แล้วยังแหย่ยิ้ม ๆ ว่า “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่หญิงหวังถึงจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว แต่วิญญาณบัณฑิตก็ยังไม่ลดลงเลย”
ฮูหยินฉินยิ้มเขินเล็กน้อยก่อนจะปรายตามองหลี่ฉีแล้วว่า “พวกเราก็เป็นคนทำมาค้าขายนะ อย่าไปด่าคนเขาหมดสิ”
“ฮูหยินกล่าวถูกแล้ว สอนดียิ่ง” หลี่ฉีพยักหน้ารับยิ้มแหย — คนได้เปรียบแล้วต้องทำตัวดี
โจวจื่อเจี้ยนที่โต๊ะนั้นเห็นทั้งฮูหยินฉินออกโรงช่วย อีกทั้งยังมีไป๋เฉี่ยนนั่วนั่งอยู่ด้วย เขาก็ไม่กล้าอวดอะไรอีกต่อไป แต่ใบหน้าอ้วน ๆ นั้นบูดเบี้ยวเหมือนเพิ่งกลืนขี้เข้าไป ทั้งขมขื่นทั้งน่าอนาถ
หงเทียนจิ่วฟังพวกเขาโต้กลอนกันไปมาแล้วรู้สึกสนุกมาก เขาแสดงสีหน้าเสียดาย “หากรู้ว่าการโต้กลอนมันสนุกอย่างงี้แต่แรก ข้าคงไม่เอาตะขาบไปใส่ชามข้าวอาจารย์หรอก”
ตะขาบ? บ้าไปแล้ว!
หลี่ฉีตกใจจนถอยห่างจากเขาทันที
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็หันมามองหงเทียนจิ่วด้วยสายตาแปลกประหลาด