คราวนี้เกรงว่าข้าคงต้องพูดคำว่าขอโทษกับเจ้าแล้ว
“คมดาบน้ำแข็งหมู่!”
บนถนนสายหนึ่งทางตอนเหนือของเมืองท่า โจนนี่ชูมือขึ้น ใบมีดน้ำแข็งรูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดปรากฏขึ้นอย่างหนาแน่นกลางอากาศก่อนจะพุ่งใส่ทหารที่ขวางทางราวกับฝูงตั๊กแตน
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ทหารที่หลบไม่ทันหลายคนล้มตายลงทันที แต่เหล่าทหารที่ถือโล่ในมือจำนวนมากขึ้นจากด้านหลังกลับล้อมเข้ามาแทน
โจนนี่ขบฟันแน่น ชักดาบปัดหอกยาวของทหารนายหนึ่งออกไป ก่อนฉวยโอกาสพุ่งไปด้านหน้าแล้วหมุนดาบในมือเฉือนคอศัตรูจนเลือดสาดกระเซ็น แต่ในขณะเดียวกัน ทหารอีกนายก็ยกดาบยาวฟันลงมาทันที
แสงวาวของคมดาบฉายวูบเข้ามาในสายตา การต่อสู้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงได้พรากทั้งพลังเวทและพลังกายของหญิงสาวไปจนสิ้น เธอไม่อาจหมุนตัวกลับมารับการจู่โจมของดาบยาวเล่มนั้นได้อีก
โชคดีที่ในตอนนั้นเอง อูฐดุร้ายตัวหนึ่งพุ่งออกมาอย่างดุดัน พุ่งชนทหารผู้นั้นล้มลงไปกองกับพื้นในทันที ขณะที่ไวท์โดฟกำลังเป่าขลุ่ยไม้ในมืออย่างรวดเร็ว ฝูงอีกาดำที่บินวนเวียนอยู่เหนือเมืองท่าเหมือนถูกนำทาง พุ่งโจมตีใส่ทหารถือโล่อย่างบ้าคลั่ง
กรงเล็บและจะงอยปากแหลมคมจิกกัดและข่วนบริเวณใบหน้าและลำคอที่ไม่มีเกราะป้องกัน แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงนกขนาดเท่าฝ่ามือ แม้พยายามแค่ไหนก็ยากจะสร้างบาดแผลถึงตายได้
ในช่วงเวลานั้น ทั้งสองรีบเปลี่ยนทิศทาง ไวท์โดฟที่หน้าซีดขาวยิ่งกว่าเดิมใช้สองมือที่ไร้เรี่ยวแรงพยุงตัวอยู่บนหลังอูฐ อาศัยแรงของมันช่วยพาตัวเองไป
โจนนี่มองไวท์โดฟด้วยความกังวลก่อนจะถอนหายใจเงียบ ๆ
“คราวนี้เกรงว่าข้าคงต้องเป็นฝ่ายพูดคำว่าขอโทษกับเจ้าแล้ว ไวท์โดฟ!”
“ไม่นึกเลยว่าไม่เพียงแต่จะช่วยคาร์ลออกมาไม่ได้ แต่ยังตกหลุมพรางของศาสนจักรอีก…”
โจนนี่รวบรวมพลังสร้างลูกไฟขึ้นมาลูกหนึ่งเพื่อขับไล่ทหารที่ตามมาชั่วคราว ในใจรู้สึกเสียใจขึ้นมา
เธอไม่ได้เสียใจที่ตัดสินใจช่วยหลินเอิน แต่เสียใจที่ดึงไวท์โดฟเข้ามาพัวพันด้วย
ไม่กี่วันก่อน เมื่อทราบว่าศาสนจักรจับตัวศิษย์พ่อมดไปและเตรียมจะประหารหลังวันจันทร์เรืองแสง โจนนี่ก็เริ่มมีความคิดที่จะบุกเข้าไปในคุก
แต่ด้วยกำลังเพียงลำพังของเธอมันอ่อนด้อยเกินไป แน่นอนว่าไม่มีทางสำเร็จ อีกด้านเวทมนตร์พลังจิตของไวท์โดฟกลับมีประโยชน์มากในสถานการณ์นี้ สามารถใช้ควบคุมสิ่งมีชีวิตเพื่อล้วงข้อมูล สร้างความวุ่นวาย หรือเบี่ยงเบนความสนใจศัตรูได้
โจนนี่จึงวางแผนช่วยเหลือโดยใช้สิ่งนี้ เธอให้ไวท์โดฟส่งฝูงอีกาไปพร้อมกับเชื้อเพลิงเพื่อจุดไฟเผาคลังเสบียงและสถานที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อดึงความสนใจของทหาร สร้างความโกลาหล ก่อนพุ่งเข้าไปในเรือนจำเพื่อช่วยคนออกมา
แต่เมื่อการปฏิบัติการเริ่มขึ้นจริง ๆ โจนนี่ก็ได้รู้ว่าเธอคิดผิดเพียงใด ทหารในเมืองท่าเตรียมพร้อมรับมือไว้อยู่แล้วและตอบสนองได้รวดเร็วมาก
พวกเธอได้พุ่งเข้าไปในกับดักที่ศาสนจักรวางเอาไว้…
“ไม่ใช่…ข้าเอง…เป็นข้าเองที่ต้องการมา” ไวท์โดฟที่นอนฟุบอยู่บนหลังอูฐอสูรกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้ร่างกายจะสั่นกลัวอยู่ก็ตาม
เธอหวาดกลัวความตายอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าเพราะหลินเอินยอมสละตนเองเพื่อถ่วงเวลา พวกเธอถึงสามารถหลบหนีจากปราสาทและเอาชีวิตรอดมาได้
ดังนั้นเมื่อรู้ว่าโจนนี่วางแผนเสี่ยงชีวิตช่วยหลินเอิน ไวท์โดฟจึงตัดสินใจตามมาด้วยความแน่วแน่
สองแม่มดวัยเยาว์สบตากัน ต่างก็เห็นความมุ่งมั่นในสายตาของอีกฝ่าย โจนนี่จับดาบยาวในมือแน่นขึ้นอีกพร้อมกล่าวให้กำลังใจ
“การโจมตีของพวกมันเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว พวกเราอาจจะยังมีโอกาสหลบหนีอยู่บ้าง”
ไวท์โดฟพยักหน้า น้ำตาใสคลออยู่ในดวงตา แต่ก็ยังยกขลุ่ยไม้ขึ้นมาเป่าทันที
ฝูงอีกาสีเทาที่เคยทึบแน่นจนปกคลุมฟ้า หลังเผชิญการโจมตีหลายระลอกก็เหลือเพียงร้อยตัวเศษ ทำได้แค่สืบข่าวกรองอย่างกระท่อนกระแท่น และไม่สามารถถ่วงเวลาศัตรูได้อีกต่อไป
แรงกดดันในการต่อสู้ทั้งหมดเกือบจะตกอยู่ที่โจนนี่เพียงคนเดียว
ราวกับคำอธิษฐานของเธอเป็นผล จำนวนทหารที่ล้อมจับทั้งสองเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงของการโจมตีก็ลดลงชัดเจน ไม่มีใครพยายามพุ่งเข้ามาห้ำหั่นอีก
แต่สีหน้าของโจนนี่กลับยิ่งหม่นหมองขึ้น จากข่าวกรองที่ไวท์โดฟได้มา ทหารรอบด้านล้อมพวกเธอไว้หมดแล้ว มีเพียงทางออกหนึ่งทางที่ถูกเว้นไว้
หากพวกเธอออกนอกเส้นทางนี้ สิ่งที่รออยู่จะเป็นกำแพงโล่และแนวดาบหนาแน่น แม้จะใช้คาถาลูกไฟที่รุนแรงที่สุดก็ยากจะฝ่าไปได้
นี่เป็นแผนล่อลวงพวกเธอ หรือศัตรูกำลังเตรียมปิดล้อมพวกเธอกันแน่?
โจนนี่ไม่อาจรู้ได้ แต่สิ่งที่เธอแน่ใจคือ หากหยุดวิ่ง เธอจะตาย หากยังวิ่งต่อไป อาจจะมีทางรอด แม้ความหวังจะริบหรี่เพียงใด
อย่างน้อย... อย่างน้อยก็ต้องพาไวท์โดฟหลบหนีออกไปให้ได้
ในขณะที่หญิงสาวกำลังคิด ไวท์โดฟที่อยู่บนหลังอูฐก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงก่อนตะโกนด้วยความตื่นตระหนก “อันซิลค์! บิชอปแห่งดินแดนนอร์ดแลนด์ เขามาเอง! อยู่...อยู่ทางขวาของพวกเรา!”
โจนนี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปเห็นแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
นั่นคือเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง – “แสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะลวง”
“ม่านน้ำแข็ง!” โจนนี่ยกมือขวาขึ้นอย่างเร่งด่วน สร้างกำแพงน้ำแข็งไว้ตรงหน้า แต่แสงสีขาวอันน่าสะพรึงนั้นก็ใกล้เข้ามาในทันที!
เวทป้องกันระดับหนึ่งที่ใช้ปล่อยออกมาอย่างเร่งรีบไม่อาจต้านทานพลังมหาศาลของเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ได้ กำแพงแตกกระจายภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที แรงปะทะมหาศาลส่งโจนนี่และไวท์โดฟลอยกระเด็นออกไปพร้อมกัน
โจนนี่ที่กระแทกพื้นอย่างแรงรู้สึกเจ็บแปลบในใจ เลือดสดไหลออกมาจากมุมปาก แต่เธอไม่ได้สนใจความเจ็บปวดของตัวเอง เธอลุกขึ้นมาปกป้องไวท์โดฟจากทางที่แสงขาวพุ่งมา
เสียงฝีเท้าที่มั่นคงดังใกล้เข้ามา ท่ามกลางเศษน้ำแข็งและควันฝุ่น ร่างชายชราผู้สวมอาภรณ์ยาวประดับทองปรากฏขึ้นท่ามกลางเหล่าสมณะผู้คุ้มกัน
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ส่งแรงกดดันที่ยากจะบรรยายออกมาได้...
โจนนี่หรี่ตาลงเล็กน้อย แม้ว่าลักษณะของคนตรงหน้าจะแตกต่างจากที่เคยเห็นอย่างมาก อายุเองก็ไม่สอดคล้องกัน แต่จากตำแหน่ง อาภรณ์ และคำบอกของไวท์โดฟ เธอก็จำได้ในทันที
คนตรงหน้าคือบิชอป… อันซิลค์!
ภาพเหตุการณ์การถูกตามล่าในอำเภออูเออร์ยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจ พลังอันยิ่งใหญ่และความน่าหวาดหวั่นของอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องบรรยายออกมาเลย เธอและเพื่อนศิษย์แม่มดไม่อาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้โจนนี่ยิ่งสิ้นหวังคือ ด้านซ้ายของพวกเธอก็ปรากฏเงาคนอีกหลายคน คนที่นำกลุ่มดูอายุน้อย ใบหน้าเคร่งขรึม จากเครื่องแต่งกายน่าจะเป็นบาทหลวงของศาสนจักร
ทั้งสองฝ่ายล้อมพวกเธอเป็นวงกลมในเวลาอันรวดเร็ว
ณ เวลานี้ โจนนี่และไวท์โดฟไม่ต่างอะไรจากนกในกรง ถูกตัดขาดหนทางหนีโดยสิ้นเชิง!