เมืองท่า...พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!

โจนนี่และไวท์โดฟมองหลินเอินที่จู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นอย่างฉับพลันด้วยความสับสน พวกเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขายังยิ้มออกมาได้


“ไปเถอะ เราต้องรีบแล้ว!” หลินเอินไม่ได้คิดจะอธิบาย เพราะเขาไม่แน่ใจว่าเหล่านักบวชจะมีเวทมนตร์อะไรที่สามารถฟังบทสนทนาของพวกเขาได้หรือไม่


ทั้งเมืองท่า สิ่งที่หลินเอินเกรงกลัวที่สุดคืออันซิลค์และกองทหารชั้นยอดสามพันนายที่ซ่อนตัวอยู่ ตอนนี้ปัญหาทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่งแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก!


“สดุดีแด่ไอรา — พายุแห่งวิวรณ์!”


เสียงท่องมนตราอันแหบพร่าของอาร์ชบิชอปดังขึ้นอีกครั้ง พายุไร้รูปทรงที่เต็มไปด้วยเศษหินและฝุ่นผงพัดถาโถมเข้าหากลุ่มของหลินเอิน


นักบวชของศาสนจักรต่างร่ายเวทมนตร์กันต่อเนื่อง ใช้เวทย์ระดับหนึ่งหลายบทปิดเส้นทางหลบหนีของพวกเขา


“โจนนี่ ไวท์โดฟ!” หลินเอินส่งสัญญาณด้วยสายตาให้สองแม่มดสาว จากนั้นเขาก็ร่ายเวทย์เต็มกำลัง ถึงกับละทิ้งการเล็งเป้าหมายที่แม่นยำ แล้วสร้าง [กระสุนเวทย์มนตร์] นับสิบลูกพุ่งใส่หอคอยที่ใช้สำหรับชี้ทางเรือที่อยู่ใกล้ๆ


ในขณะเดียวกัน โจนนี่และไวท์โดฟที่เข้าใจสัญญาณก็เร่งใช้มานาที่เหลือเพียงเล็กน้อยในร่าง ร่ายเวทย์ [เปลี่ยนหินเป็นทราย] ทำให้ฐานที่มั่นคงของหอคอยกลายเป็นทรายภายใต้ฤทธิ์ของเวทมนตร์


พร้อมกับเสียงกระแทกอันรุนแรงหลายสิบครั้ง หอคอยที่ตั้งตระหง่านมานับร้อยปีเพื่อชี้ทางให้เรือมากมายนั้นพังครืนลงในทันที!


เศษหินขนาดใหญ่และโครงไม้ที่ร่วงลงมานอกจากจะขวางพายุที่มองไม่เห็นแล้ว ยังทับนักบวชสองคนที่หลบหนีไม่ทันอีกด้วย


อาศัยจังหวะนี้ หลินเอินและพวกก็หนีไปได้ไกลเกือบร้อยเมตร


ความโกรธของอันซิลค์พุ่งถึงขีดสุด หลังจากใช้ [แสงแห่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์] หลายบทเพื่อกวาดซากปรักหักพังที่ขวางทาง เขาก็เตรียมจะโจมตีอีกครั้ง ทันใดนั้น พื้นดินของเมืองท่าก็เริ่มสั่นไหวอย่างแผ่วเบา


ไม่เพียงแต่อันซิลค์ หลินเอินและพวกก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเช่นกัน แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เวทย์มนตร์หรือเวทย์ศักดิ์สิทธิ์


ทหารชั้นยอดแห่งนอร์ดแลนด์ในชุดเกราะสีดำที่จัดแถวอย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับถือโล่ยักษ์ ปรากฏตัวในสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว หน้าไม้ที่เหน็บอยู่ข้างเอวและบรรยากาศเย็นเยือกที่แผ่กระจายออกมาทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนหัวใจเต้นระรัว


เมื่อเทียบกับนักบวชของศาสนจักรที่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดีแล้ว ร่างกายของแม่มดสาวทั้งสองก็สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว


กำลังพลจำนวนขนาดนี้ จะต่อสู้อย่างไรได้อีก?


ต้องเข้าใจก่อนว่า กองทหารชั้นยอดในชุดเกราะเต็มตัวเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในทั้งอาณาจักร กล่าวได้ว่าดยุกนอร์ดแลนด์ถึงกับลงทุนหมดหน้าตักเพื่อไล่ล่าเหล่าพ่อมดโดยเฉพาะ


ข้างหน้า ทหารหลายพันนายได้ยกหน้าไม้ขึ้นพร้อมกัน สายฝนแห่งลูกธนูที่หนาแน่นดังเสียงแหวกอากาศอย่างแหลมคม พุ่งออกมาเหมือนพายุโหมกระหน่ำ แทบไม่เว้นช่องว่างให้หลบเลี่ยง


ในช่วงเวลาเดียวกับที่กองทหารยกหน้าไม้ หลินเอินก็อุ้มไวท์โดฟและกลิ้งตัวหลบเข้าไปอยู่หลังซากกำแพงที่แตกหัก


สายฝนแห่งลูกธนูพุ่งกระแทกกำแพงดินอย่างรุนแรง แตกกระจายออกพร้อมเศษดินจำนวนมาก


“ตอนนี้เราจะทำยังไงต่อดี?” โจนนี่ถามขึ้นอย่างร้อนรน


หลินเอินไม่ได้ตอบอะไร เขากำมือหลวมๆ แล้วก้อนบอลไฟขนาดใหญ่ก็รวมตัวกันอยู่ในฝ่ามือ จากนั้นเขาก็ขว้างมันขึ้นไปในอากาศโดยไม่ลังเล


จากมุมมองระยะไกลนับร้อยเมตร ดูเหมือนว่าเหนือท้องฟ้าของเมืองท่าได้ลุกโชนขึ้นด้วยลูกไฟก้อนหนึ่ง


อันซิลค์แทบจะนึกได้ทันทีถึงเวทมนตร์ที่หลินเอินเคยใช้กวาดล้างทหารชั้นยอดหลายสิบคนอย่างน่ากลัว เขาตะโกนออกมาอย่างไม่ลังเล


“ทุกคน ตั้งรับ!”


สายฝนลูกธนูที่พุ่งกระหน่ำหยุดลงทันที ทหารสามพันนายพร้อมใจกันยกโล่ยักษ์ขึ้นบังท้องฟ้าอย่างพร้อมเพรียง นักบวชที่อยู่ในพื้นที่ก็ไม่กล้าชะล่าใจและร่ายเวทย์ป้องกันเสริมให้รอบด้าน


ในสายตาของทุกคน ลูกไฟที่ลอยขึ้นไปสูงในท้องฟ้าพลันระเบิดออก ส่องประกายดอกไม้ไฟอันงดงามนับไม่ถ้วน ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในยามราตรี


สีหน้าแห่งความคาดหวังของแม่มดสาวทั้งสองชะงักไปทันที มีเพียงหลินเอินที่มองไปยังท้องฟ้าแล้วกล่าวอย่างใจเย็น


“ไม่เป็นไร ปล่อยให้ลูกไฟมันลอยต่อไปก่อน!”


มันจะลอยไปต่อยังไง?


เวทมนตร์นี่ไม่ใช่ว่าใช้เสร็จแล้วหรอกหรือ?


โจนนี่เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีแสงสว่างเล็กๆ เป็นจุดๆ พุ่งมาจากอีกฟากของทะเล


เมื่อแสงเล็กๆ นั่นใกล้เข้ามา แม่มดก็ต้องตกตะลึง เพราะมันไม่ใช่แสงเลย… แต่คือหัวลูกธนูเพลิงนับร้อย!


“เป็นกำลังเสริมหรือเปล่า?” เอเดรียนและคนอื่นๆ ที่สังเกตเห็นสิ่งนี้ต่างวิเคราะห์ได้ในทันที ว่าเวทมนตร์ลูกไฟเมื่อครู่ไม่ได้ตั้งใจโจมตีพวกเขา แต่เป็นเพียงสัญญาณบางอย่าง


แต่กำลังเสริมนี้มันอ่อนแอเกินไปหรือเปล่า…


คงเพราะระยะทางที่ไกลและทัศนวิสัยในยามค่ำคืนที่ไม่ชัดเจน ลูกธนูเพลิงที่ลอยกลางอากาศจึงแทบไม่มีความแม่นยำ ต่อให้พวกเขายืนอยู่เฉยๆ โดยไม่ตั้งรับก็ไม่มีทางโดน


แค่นี้น่ะเหรอ? แค่นี้เอง?


นักบวชหลายคนรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก คิดว่าความกังวลเมื่อครู่นี้ดูน่าขันไปเลย ที่ตัวเองถึงกับถูกสาวกปีศาจหลอกให้กลัวได้


มีเพียงอันซิลค์ที่รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ นัยน์ตาที่มืดมัวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทองคล้ำอันสว่างไสว สิ่งที่ไม่รู้จักมักจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเสมอ แต่ตอนนี้สายเกินไปที่จะลงมือหยุดยั้ง ลูกธนูเพลิงที่ห่อด้วยผ้าเปื้อนน้ำมันได้พุ่งกระจายไปทั่วทุกมุมของท่าเรือ...


ความรู้สึกอันตรายที่ไม่สามารถบรรยายได้ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้าครอบงำจิตใจของทุกคน ไม่มีที่มา ไม่มีทิศทาง...


ท่ามกลางสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ ความสับสน และความหวาดกลัวของผู้คน เปลวเพลิงและแสงเจิดจ้ากลับท่วมทับทั่วทั้งท่าเรือราวกับวันสิ้นโลก เมืองทั้งเมืองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง


มันคือเสียงระเบิดดังก้องยิ่งกว่าฟ้าผ่านับพันเท่า เปลวเพลิงและแรงระเบิดกวาดล้างบ้านเรือนหลังเล็กๆ โดยรอบจนราบเป็นหน้ากลอง อากาศเดือดพล่านไอร้อนมหาศาลพวยพุ่งขึ้น รวมตัวกับควันหนาทึบกลายเป็นเมฆฝุ่นขนาดใหญ่


บ้านเรือนถล่มลงมา ก้อนหินยักษ์กระเด็นกระดอน คลื่นน้ำถอยกลับอย่างรุนแรงจากแรงระเบิด ก่อนจะซัดเป็นคลื่นใหญ่ยิ่งกว่าเดิมเข้าโจมตีชายฝั่ง


เปลวไฟสีเหลืองอ่อนปนขาวโปรยปรายลงมาจากเมฆฝุ่นราวกับฝนไฟทั่วทั้งท่าเรือ ท้องทะเลสว่างวาบไปทั่ว นั่นคือน้ำมันขาวที่ผสมอยู่ในดินปืน


ทุกสิ่งนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา ราวกับฟ้าถล่มดินทลาย ท่าเรือทั้งท่าเรือกลายเป็นซากปรักหักพัง


จุดเดียวที่ยังดีอยู่คือบริเวณใต้เท้าของโจนนี่และพรรคพวก เพราะในขณะวางกับดัก จุดวางดินระเบิดแต่ละจุดได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน


ถึงอย่างนั้น แรงระเบิดอันมหาศาลก็ยังทำให้กำแพงดินป้องกันแตกเป็นเสี่ยงๆ หลินเอินต้องใช้เวทมนตร์ป้องกันหลายบทติดต่อกันจึงต้านแรงกระแทกไว้ได้


แม่มดสองคนที่หลบอยู่หลังกำแพงรู้สึกสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนจะตกอยู่ในภาวะเสียงหูอื้อ


เมื่อการระเบิดสิ้นสุด ทหารเกราะดำชั้นแนวหน้าหลายพันนายและนักบวชของศาสนจักรที่ตามไล่ล่าก็หายวับไปหมดสิ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือซากปรักหักพังและทะเลเพลิงที่ลุกโชน


นี่มันอะไรกัน?


ที่นี่คือขุมนรกหรือเปล่า?


แม่มดทั้งสองยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม เนิ่นนานกว่าจะตั้งสติกลับมาได้...



ตอนก่อน

จบบทที่ เมืองท่า...พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!

ตอนถัดไป